|
|
Thursday, July 29, 2010
|
|
|
|
|
“เราต้องอย่าทำลายอะไรก็แล้วแต่ที่เป็นจุดร่วมที่เหลืออยู่ ถ้าไม่งั้นสังคมเราเดินไปข้างหน้าไม่ได้”
Posted on Tuesday, May 19, 2009 |
จากการปาฐกถาพิเศษเรื่อง “เมืองไทยปี 2020” ใน “การบรรยายพิเศษเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ" (Ideas Talks) ของ Change Fusion สถาบันภายใต้มูลนิธิบูรณชนบทแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เชื่อว่า อนาคตมนุษย์เป็นผู้กำหนด และไม่เห็นด้วยกับแนวคิดที่ว่าทุกปัญหายิ่งใหญ่เกินกว่าที่ใครคนใดคนหนึ่งจะดูแลแก้ไขได้ หรือรอให้ดวงดาวมาเป็นตัวกำหนด หากมองว่าเศรษฐกิจโลกมีปัญหาต้องรอให้เศรษฐกิจฟื้น โดยที่เราไม่สามารถทำอะไรได้ ก็เท่ากับว่าเรายอมจำนน และแน่นอนว่าถ้าคิดเช่นนั้นก็จะไม่มีทางที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรได้
ในอีก 10 ปีข้างหน้านายกรัฐมนตรีมองว่า คงไม่สามารถบอกได้ว่า การเมืองไทยจะเป็นอย่างไร แต่ฝันไว้ว่าอยากเห็นการเมืองไทยเติบโต้พ้นจากความขัดแย้งสามารถตอบโจทย์ในการแก้ปัญหาให้ประชาชน โดยเฉพาะด้านความยากจน เห็นความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ประเทศไทยเจริญก้าวหน้า นักการเมืองมีความรู้ มีวิสัยทัศน์ สามารถค้นหาคำตอบให้เรื่องต่างๆ ที่เกิดขึ้นจริงได้
นอกจากนี้ยังอยากเห็นภาคการเมืองมีความรับผิดชอบ โปร่งใส คนไทยเป็นนักประชาธิปไตย ต้องยอมรับความแตกต่างและรับฟัง ตัดสินใจได้ และสามารถอธิบายได้ว่าทำไมจึงตัดสินใจเช่นนั้น และถ้าตัดสินใจผิดก็ต้องยอมรับ
อภิสิทธิ์ยังขอให้เลิกความคิดที่ว่า จะมีคนหรือกลุ่มคนใดสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงในเชิงระบบได้ทั้งในโลกปัจจุบันและโลกอนาคต ในอดีตเคยคิดกันว่า ภาครัฐสามารถทำได้ แต่ปัจจุบันได้เรียนรู้แล้ววว่า รัฐไม่สามารถทำอะไรได้ด้วยตัวเอง ถ้าจะทำได้ต้องได้รับความร่วมมือจากสังคม โดยรัฐไม่มีสิทธิที่จะไปเรียกร้อง ดังนั้น สังคมไทยต้องคิดค้นให้เกิดความพอดีด้วยการ
1. ต้องยอมรับความหลากหลาย ต้องส่งเสริมให้ยอมรับด้วยว่า คนเราสามารถคิดต่างกันได้ การคิดอะไรเหมือน ๆ กัน จะทำให้ไม่เกิดสิ่งใหม่ สังคมไทยมีความคิดสร้างสรรค์น้อยมาก 2. สร้างให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ ในทุกวงการควรลองตั้งคำถามว่า จะสามารถทำอะไรที่ต่างไปจากเดิมได้บ้าง
อภิสิทธิยกตัวอย่างระบบการศึกษาของไทยว่า การปฏิรูปจะเดินต่อไปไม่ได้ ถ้าหากสังคมยังมีค่านิยมเดิม ๆ อยู่ว่า ต้องแข่งขันกันเข้าเรียนในสถาบันที่มีชื่อเสียง เรียนจบเพื่อให้ได้ใบปริญญาบัตรมายืนยันว่า มีการศึกษา หรือในวงการสาธารณสุข ที่มีการเรียกร้องเรื่องการรักษาพยาบาลให้สูงขึ้นอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ค่านิยมหรือความคุ้นเคยกับบางอยางทำให้การเรียกร้องไม่จบสิ้น ประเทศที่รวยขึ้นก็จะมีความคาดหวังเรื่องสุขภาพมากขึ้น มีอาการแบบนี้ให้เห็นกันในทุกวงการ
อย่างไรก็ตาม การคิดแตกต่างกันออกไปสามารถเกิดขึ้นได้มากมาย แต่สิ่งที่ขาดอยู่คือเรื่องของเจตนารมณ์ ต้องสร้างเจตนารมณ์ร่วมกันในสังคมไทยว่าจะเดินไปในทิศทางไหน ต้องการให้เป็นสังคมที่ต่างจากที่เป็นอยู่หรือไม่ ความสะดวกสบายได้กลายเป็นอุปสรรคต่อการได้มาซึ่งบางสิ่งบางอย่าง เรามักจะขาดการสร้างเวทีเพื่อให้เกิดเจตนารมณ์ร่วมกันในหลาย ๆ เรื่อง แม้ว่าในยุคที่การสื่อสารก้าวหน้าไปมาก แต่ก็ไม่เอื้อต่อการสร้างเจตนารมณ์
เคยมีผู้ตั้งความหวังว่า “อินเทอร์เน็ต” จะสามารถเชื่อมโยงความหลากหลายช่วยให้คนเข้าใจกัน เคารพความแตกต่าง ทว่า ในความเป็นจริงเทคโนโลยีกลับทำให้แต่ละคนอยู่ในโลกของตัวเอง เคยคิดกันว่า โทรทัศน์เป็นสื่อที่มีอิทธิพลมากที่สุด แต่มีทางเลือกน้อย มีอยู่เพียงแค่ 4-5 ช่อง ที่ล้วนแต่มีเนื้อหาเหมือน ๆ กัน แต่มาวันนี้ มีอินเทอร์เน็ต โทรทัศน์ และวิทยุ ให้เราเลือก แต่กลายเป็นว่า สิ่งที่เราอยากดูและอยากฟัง กลับสร้างโลกของบุคคลแต่ละกลุ่มขึ้นมา แล้วทำให้แต่ละกลุ่มพูดกันไม่รู้เรื่อง
การเมืองเป็นตัวอย่างของการที่คนเรามองข้อเท็จจริงแต่เพียงมุมเดียว ในเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมีข้อเท็จจริงอยู่ แต่คนจะเลือกดูเลือกรับรู้เหตุการณ์ของแต่ละกลุ่มต่อเหตุการณ์เดียวกันไปคนละทาง จึงต้องหาจุดร่วมให้ได้
“เราต้องพยายามหาจุดร่วมให้ได้ว่า อะไรเป็นจุดที่ยึดเหนี่ยวแล้วทำให้พวกเราเดินหน้าไปด้วยกัน ซึ่งหายาก สำคัญที่สุดก็คือว่า เราต้องอย่าทำลายอะไรก็แล้วแต่ที่เป็นจุดร่วมที่เหลืออยู่ ถ้าไม่งั้นสังคมเราเดินไปข้างหน้าไม่ได้ วันนี้จะเดินไปสู่การเมือง สังคมในอุดมคติ ผมเชื่อว่า ถ้าระบบการเมืองโดยพื้นฐานไปได้ดี ประเด็นอื่น ๆ ในสังคมก็จะสามารถแก้ไขได้ด้วยระบบการเมืองที่ดี จะเดินไปตรงนั้นได้ 2 จุดนี้เป็นสิ่งสำคัญเราจะส่งเสริมความหลากหลายความสร้างสรรค์ในทางเดียวกัน แต่ในขณะเดียวกันเราจะระดมพลังตรงนั้นให้มีเจตนารมณ์ร่วมกันได้อย่างไร” อภิสิทธิ์กล่าว
มีคนเคยบอกว่า ประเทศไทยโชคดี มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองทำให้รอดพ้นวิกฤติต่าง ๆ มาได้อย่างที่ยากเกินจะอธิบาย เพราะไม่มีการวางแผน ไม่มีการกำหนดยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี หรืออาจเรียกได้ว่า “มั่ว” จนสำเร็จ แต่อภิสิทธิ์ตั้งข้อสังเกตว่า จะทำเช่นนี้ได้อีกกี่ครั้ง เพราะทำแบบนี้กันมาหลายครั้งแล้ว น่าจะถึงเวลาที่หวังว่าจะไม่มั่ว ๆ กันอีกต่อไป ควรที่จะมาตั้งหลักกัน ในยุคที่มีเครื่องไม้เครื่องมือพร้อมกว่าคนสมัยก่อนมาก
ดังนั้นในอีก 10 ปีข้างหน้า คงจะไม่มีใครคนใดคนหนึ่งมาทำให้รอดไปได้อีก แต่ต้องช่วยกันทำตรงนี้คือดึงเอาความหลากหลายออกมาและสร้างเจตนารมณ์ร่วมกัน แม้ว่าปลายทางอาจถูกใจบ้างไม่ถูกใจบ้าง แต่ที่สำคัญคือการสร้างกระบวนการในประเทศชาติที่ทุกคนเป็นเจ้าของเพื่อสิ่งที่ดีกว่าในวันข้างหน้า ขอจงเชื่อมั่นในตัวเราเองและเพื่อนร่วมชาติ สิ่งที่ดีจะเกิดขึ้นได้ด้วยแรงกาย แรงใจของทุกคน
| Posted on Tuesday, May 19, 2009 (Archive on Tuesday, May 26, 2009) Posted by suchitra Contributed by suchitra
|
|
|
|