ภาคการเงิน-การผลิตของไทยได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจน้อยมาก
นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวบรรยายหัวข้อ มาตรการทางเศรษฐกิจของรัฐบาล ในงานสัมมนา มาตรการที่รัฐจะส่งเสริมให้กับบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ว่า หลังจากที่ผู้ประกอบการไทยได้ผ่านพ้นจากวิกฤติใน 11 ปีก่อนมาแล้ว ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงลักษณะการบริหารจัดการ ทั้งในภาคการเงินและการผลิต ทำให้วิกฤติการเงินในครั้งนี้ แทบจะไม่ส่งผลกระทบต่อสถาบันการเงินไทยเลย ขณะที่บริษัทจดทะเบียนก็ยังมีความเข้มแข็งทางบัญชีอีกด้วย ทำให้ผู้ประกอบการไม่มีปัญหาด้านสภาพคล่องมากนัก รัฐบาลไทยจึงสามารถใช้งบประมาณเพื่อแก้ปัญหาด้านการบริโภคได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องใช้เม็ดเงินไปอุดช่องโหว่ในภาคสถาบันการเงินเช่นเดียวกับในหลายประเทศ ทำให้มาตรการระยะสั้นที่ประกาศออกมาแล้วนั้น จะมุ่งเป้าไปยังการบริโภคทั้งสิ้น เพื่อให้กระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็ว โดยมีหลักการว่า “ให้เงินรั่วไหลน้อยที่สุด” หรือให้มีเงินออกจากรัฐบาลไปสู่ผู้ใช้เงินโดยผ่านขั้นตอนราชการน้อยที่สุด
มั่นใจมาตรการ 2,000 บาท จะกระตุ้นการบริโภคได้
สำหรับ “มาตรการ 2,000 บาท” นั้น รัฐบาลเชื่อว่าจะเป็นมาตรการที่ทำให้เงินไปถึงมือผู้ที่มีความพร้อมใช้มากที่สุด คือ ประชาชนที่มีรายได้ในเกณฑ์ต่ำกว่า 15,000 บาทต่อเดือน ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มที่มีโอกาสใช้เงินที่ได้รับจากรัฐบาลให้กลับเข้ามาสู่ระบบในรูปการบริโภคได้สูงมาก และน่าจะส่งผลต่อระดับการบริโภคในระบบเศรษฐกิจทันที โดยแม้ว่าจะมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่ารัฐบาลควรสร้างงานและลดต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการมากกว่าการให้เงิน แต่รัฐบาลก็ยืนยันว่ามีมาตรการโดยตรงสำหรับการสร้างงานไว้แล้ว และเชื่อว่าวิธีที่จะช่วยผู้ประกอบการโดยรวมได้สำเร็จอีกวิธีหนึ่ง คือ การกระตุ้นการบริโภคในระบบ เพราะจะช่วยเหลือผู้ประกอบการทุกภาคอุตสาหกรรมได้ในที่สุด โดยเชื่อว่ามาตรการนี้ น่าจะมีผลโดยตรงให้ GDP ของไทยเพิ่มขึ้นได้อย่างน้อย 1% ขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่น ๆ รวมไปถึงการเข้ามีบทบาทของภาคเอกชน
วอนภาคเอกชนให้ความร่วมมือและทำความเข้าใจรัฐบาลด้วย
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกล่าวว่า ที่ผ่านมานักวิเคราะห์เกือบทุกค่ายมองว่า ภาคการส่งออกซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวได้น้อยเกินคาด จะเห็นได้จากตัวเลขในเดือนพฤศจิกายนและธันวาคม 2551 ที่ปรับลดลงทั้งมูลค่าและปริมาณการส่งออก ซึ่งจะทำให้เม็ดเงินหายไปจากระบบมาก และภาครัฐก็ยังไม่มีทรัพยากรเพียงพอที่จะอุดช่องโหว่ที่หายไปได้ หากภาคเอกชนยังไม่ฟื้นตัวหรือยังขาดความมั่นใจ จึงต้องขอให้ทำความเข้าใจบทบาทและหน้าที่ของรัฐบาลด้วย
นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้เสนอมาตรการทางภาษีด้วย แต่ก็มองว่าจะเป็นเพียงมาตรการสมทบที่เหมาะกับการแก้ไขปัญหาในบางจุด หรือไม่ได้คาดหวังว่าจะเป็นตัวนำในการผลักดันให้เศรษฐกิจฟื้นตัว ซึ่งที่ผ่านมาได้คงนโยบายการยืดอายุการผ่อนผันภาษีการโอนที่ดิน และภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับภาคอสังหาริมทรัพย์ไปจนถึงปี 2553 ซึ่งเป็นมาตรการของรัฐบาลชุดก่อนเอาไว้แล้ว
นอกจากนี้ ยังมีนโยบายเพิ่มวงเงินการลดหย่อนภาษีของปี 2552 จากวงเงินที่ผ่อนบ้านอีกด้วย ซึ่งน่าจะกระตุ้นให้มีการตัดสินใจซื้อบ้านเร็วขึ้น และอาจทำให้ผู้ประกอบการเปิดโครงการใหม่ ๆ เพิ่มเติม ซึ่งส่งผลดีไปยังกลุ่มอุตสาหกรรมอื่น ๆ เช่น วัสดุก่อสร้าง และการจ้างงาน ตลอดจนสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลชุดนี้ที่ต้องการให้ประชาชนเข้าถึงที่อยู่อาศัยได้ในระดับราคาที่เหมาะสม ดังนั้น ภาคอสังหาริมทรัพย์จึงเป็นธุรกิจที่ควรจะได้รับการกระตุ้นเพิ่มเติม
ทั้งนี้ รัฐบาลยังเตรียมจะยกเลิกภาษีขั้นต่ำของผู้ประกอบการขนาดเล็ก หรือผู้ประกอบการที่มีรายได้ต่ำกว่า 1 ล้านบาทด้วย ซึ่งจะมีผลต่อผู้ประกอบการเกือบ 1 ล้านราย และแม้ว่าจะไม่มีผลต่อบริษัทขนาดใหญ่ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ แต่ก็ถือเป็นนโยบายที่สอดคล้องกับแนวคิดของรัฐบาลที่จะลดภาระให้กับผู้ประกอบการที่กำลังเดือดร้อน นอกจากนี้ ยกเว้นภาษีทุกประเภทที่จะเกิดขึ้นกับการปรับโครงสร้างหนี้ และการควบรวมกิจการ ซึ่งเชื่อว่าจะส่งผลดีต่อบริษัทที่มีปัญหาและสถาบันการเงินได้
ตลาดทุนต้องเป็นแหล่งทุนที่สำคัญของผู้ประกอบการ
นายกรณ์กล่าวว่า รัฐบาลยังเห็นความสำคัญของการพัฒนาตลาดทุน เพราะเชื่อว่าจะเป็นแหล่งเงินทุนทางเลือกที่สำคัญขของผู้ประกอบการนอกเหนือจากธนาคารพาณิชย์ โดยที่ผ่านมาผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายเห็นด้วยว่ามีความจำเป็นที่จะต้องจัดตั้งคณะกรรมการพัฒนาตลาดทุน เพื่อให้สามารถกำหนดแนวทางการพัฒนาได้อย่างเหมาะสม โดยจะต้องกำจัดอุปสรรคที่มีต่อการพัฒนาตลาดทุนออกไป
ส่วนประเด็นที่ต้องเร่งแก้ไขในขณะนี้ คือ การที่บริษัทยังลังเลที่จะเข้ามาจดทะเบียนในตลาด และบริษัทจดทะเบียนแล้วบางแห่งยังมองถึงความคุ้มค่าต่อภาระหน้าที่ที่จะเข้ามาหลังจดทะเบียน นอกจากนี้ ตลาดหุ้นไทยที่ยังมีขนาดเล็ก ก็ยังถือเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาได้ จึงอาจต้องร่วมกันพิจารณาในการร่วมมือกับตลาดอื่น ๆ ด้วย
นอกจากนี้ ในอนาคตอาจมีการรวมตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า (AFET) เข้ามาดำเนินการภายใต้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยด้วย เพื่อลดภาระต้นทุนและเพิ่มปริมาณการซื้อขายของสินค้าแต่ละตลาดด้วย
มองการแก้ไขปัญหารัฐวิสาหกิจเป็นสิ่งที่ท้าทายรัฐบาล
นายกรณ์กล่าวอีกว่า รัฐวิสาหกิจเป็นกลุ่มกิจการที่มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม โดยมีมูลค่าทรัพย์สินมหาศาล แต่เนื่องจากมีปัญหาในด้านการบริหารจัดการ ทำให้มีผลกำไรต่ำกว่าที่ควรจะเป็นอย่างต่อเนื่อง โดยนอกเหนือจากบมจ. การบินไทย (THAI) แล้ว ก็มีรัฐวิสาหกิจอื่น ๆ อีกที่มีปัญหา ซึ่งก็เห็นว่าเป็นความท้าทายของรัฐบาลในการแก้ไขปรับปรุงระบบ ซึ่งก็ถือเป็นภารกิจสำคัญของรัฐบาลด้วย
พร้อมออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะยาวเสริมทัพ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกล่าวว่า นอกเหนือจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเฉพาะหน้าสำหรับ 1-2 ไตรมาสนี้แล้ว รัฐบาลยังจะผลักดันมาตรการระยะกลางและระยะยาวอย่างต่อเนื่อง โดยที่ผ่านมาก็ได้พูดคุยกับแหล่งเงินกู้ที่สำคัญของรัฐบาลเกือบทุกแหล่งแล้ว เช่น ญี่ปุ่น เพื่อยืนยันความตั้งใจที่จะผลักดันการลงทุนขนาดใหญ่ โดยเฉพาะโครงการรถไฟฟ้า สายสีม่วง แดง เขียว และสีน้ำเงิน และจะยกระดับความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมในประเทศอย่างเต็มที่ เช่น โครงการเซาท์เทิร์น ซีบอร์ด และโครงการด้านโลจิสติกส์อื่น ๆ เพื่อลดต้นทุนการดำเนินงานของผู้ประกอบการทุกภาคอุตสาหกรรม โดยหวังว่าจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้
ทั้งนี้ รัฐบาลยังได้สนับสนุนโครงการลงทุนต่าง ๆ หรือแทบไม่เปลี่ยนแปลงโครงการของรัฐบาลชุดก่อน แต่อาจจะพิจารณาเรื่องต้นทุนของโครงการใหม่ เนื่องจากราคาต้นทุนก่อสร้างโครงการได้ปรับลดลงค่อนข้างมากทั้งราคาน้ำมันและราคาเหล็ก เป็นต้น และยังเตรียมออกมาตรการที่จะมีผลต่อเศรษฐกิจในประเทศในอนาคตอีกด้วย