พล.ท.หญิง พูนภิรมย์ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “วิกฤติพลังงานกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย” ว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นแทบทุกปัญหาในประเทศขณะนี้มีสาเหตุสำคัญมาจากวิกฤติราคาน้ำมัน ซึ่งกระทรวงการคลังก็ได้พยายามดำเนินนโยบายพลังงานให้สอดคล้องกับปัญหาดังกล่าวและได้นำเสนอแก่รัฐบาล ทั้งหมด 5 ข้อ ดังนี้
1) จัดหาพลังงานให้กับประชาชนทุกภาคส่วน ทั้งภาคผู้ผลิตและผู้บริโภค โดยจะเร่งจัดหาจากการขุดเจาะในประเทศ และเปิดสัมปทานสำรวจขุดเจาะมากขึ้น โดยในช่วงที่ผ่านมามีนักลงทุนที่สนใจเข้ามาขุดเจาะพลังงานในประเทศมากขึ้นจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น นอกจากนี้ กระทรวงพลังงานยังจับมือกับต่างประเทศให้ร่วมมือกันด้านพลังงานเข้ามากขึ้นด้วย
2) ดูแลราคาพลังงานให้เป็นธรรม จากวิกฤติราคาพลังงานที่ผ่านมา กระทรวงพลังงานได้ดำเนินการหลายอย่างเพื่อควบคุมราคาพลังงาน เช่น การเก็บเงินจากราคาน้ำมันเข้ากองทุนน้ำมัน และกระทรวงพลังงานยืนยันด้วยว่าจะเลิกตรึงราคา LPG ในเดือนกรกฎาคม 2551 โดยจะทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพราะมีผู้ใช้ LPG กันมากทั้งในภาคการผลิตและในครัวเรือน
“ในขณะนี้กระทรวงพลังงานได้ตรึงราคา LPG ไว้ที่ 18.13 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งยืนยันว่าไม่ได้จะอุ้มไปตลอดหรือบิดเบือนกลไกตลาดที่แท้จริง โดยสูตรของกระทรวงพลังงานจะมีบันได 5 ขั้น ขั้นสุดท้ายที่เราจะเจอคือกรกฎาคม ปี 2552 LPG จะอยู่ที่ประมาณ 387 บาทต่อกิโลกรัม ประชาชนจะเจอหนักมากหากปล่อยไปอย่างนี้ ดังนั้น จึงตรึง LPG ไว้ถึงเดือนกรกฎาคม เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนทั้งภาคผู้ผลิต ภาคขนส่งและประชาชน ได้รับผลกระทบ และสามารถปรับตัวได้ทัน" พล.ท.หญิง พูนภิรมย์กล่าว
นอกจากนี้ กระทรวงพลังงานยังมีแผนส่งเสริม NGV มากขึ้น เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับประชาชน โดยจะจัดให้มีสถานีบริการ NGV รถขนส่งแก๊ส และมีปริมาณแก๊สในสถานีแต่ละแห่งที่เพียงพอ ซึ่งแผนดังกล่าวจะเป็นรูปธรรมในเดือนกรกฎาคม 2551 และหากประชาชนมีทางเลือกแล้ว ก็จะปรับขึ้นราคา LPG อย่างแน่นอนอย่างน้อย 2 ราคา คือ ราคาภาคครัวเรือนและไม่ใช่ภาคครัวเรือน
สำหรับน้ำมันดีเซลที่มีความต้องการใช้สูงมากนั้น กระทรวงพลังงานได้หารือกับกลุ่มโรงกลั่นน้ำมัน 4 แห่ง เพื่อขอความร่วมมือในการปรับราคาดีเซลหน้าโรงกลั่น ทำให้ราคาขายน้ำมันดีเซลหน้าโรงกลั่นในขณะนี้ถูกกว่าราคาขายปลีก 3 บาทต่อลิตร ซึ่งโรงกลั่นทั้ง 4 แห่งจะกำหนดโควต้าน้ำมันดีเซลราคาถูกให้ 122 ล้านลิตรต่อเดือนต่อเนื่องไปจนถึงเดือนพฤศจิกายน 2551 รวมเป็น 732 ล้านลิตร และกระทรวงพลังงานจะจัดสรรน้ำมันราคาถูกส่วนหนึ่งให้กับรถโดยสารประจำทางและกลุ่มที่ได้รับความเดือดร้อนจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นผ่านหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยไม่ผ่านบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เพื่อความโปร่งใส และบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน
3) เร่งพัฒนาส่งเสริมพลังงานทดแทนทุกรูปแบบ ประเทศไทยสามารถฉวยโอกาสจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นมาสร้างประโยชน์ให้กับประเทศได้ แต่เนื่องจากในปัจจุบันการพัฒนาพลังงานทดแทนยังล่าช้ากว่าประเทศอื่น ดังนั้น กระทรวงพลังงานจะสร้างแรงจูงใจ ทั้งเงินสนับสนุนการลงทุนในด้านพลังงานทดแทน และเงินพิเศษที่จะเพิ่มให้หากผู้ประกอบการสามารถนำพลังงานทดแทนไปสร้างประโยชน์ได้ อีกทั้งยังให้เงินกู้หมุนเวียนดอกเบี้ยต่ำในการพัฒนาโครงการอีกด้วย โดยเชื่อว่าเป็นเรื่องจำเป็นในการพัฒนาพลังงานทดแทน
นอกจากนี้ กระทรวงพลังงานจะพัฒนาแผนแม่บทของพลังงานทดแทนแห่งชาติระยะยาว 15 ปี โดยรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนทั่วและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มีการสานต่อนโยบายพลังงานทดแทนต่อเนื่องไปในอนาคตด้วย โดยเชื่อว่าแผนแม่บทฉบับนี้จะเสร็จสิ้นใน 5 เดือน
ปัจจุบันประเทศไทยได้นำเข้าน้ำมันกว่า 80% จากปริมาณการใช้ในประเทศ แต่ที่ผ่านมาประชาชนก็ตอบรับไบโอดีเซลทั้ง B2 และ B5 และแก๊สโซฮอล์เพิ่มขึ้นมาก จึงเชื่อว่าจะชดเชยการนำเข้าน้ำมันได้มากขึ้น และทำให้เกษตรกรได้รับผลประโยชน์จากการใช้เอทานอลเพิ่มขึ้นด้วย โดยในปัจจุบันประเทศไทยมีโรงงานผลิตเอทานอล 45 โรง กำลังการผลิตรวม 1 ล้านลิตร แต่ใช้กำลังการผลิตเพียง 50% และหากมีโรงงานเอทานอลเปิดใหม่อีก 11 โรงในปี 2552 ก็จะสามารถผลักดันให้พลังงานทดแทนในประเทศเดินหน้าต่อไปได้ โดยเชื่อว่าประเทศไทยจะสามารถเป็นครัวของโลก และแหล่งพลังงานของโลกได้อีกด้วย แต่จะต้องมีการบูรณาการที่ดี และส่งเสริมให้มีผลผลิตมากขึ้น
นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังจูงใจให้ใช้รถยนต์ที่สามารถใช้ E20 ได้มากขึ้น ด้วยการลดภาษีรถยนต์จาก 30% เหลือ 25% ทำให้มียอดตอบรับรถยนต์ประเภทนี้เกินความคาดหมาย และจะยังเตรียมสนับสนุนการใช้ E85 ด้วยการเปิดสถานีบริการอีก 30-50 สถานีภายใน 3-5 เดือนข้างหน้าอีกด้วย ซึ่งที่ผ่านค่ายรถยนต์ก็ได้ตอบรับนโยบายสนับสนุน E85 ดังกล่าวแล้ว และจะนำเข้ารถยนต์ E85 ได้ภายใน 3 -5 เดือนและพร้อมวางฐานการผลิตและประกอบในประเทศได้ประมาณ 12-18 เดือน และกระทรวงพลังงานยังส่งเสริมการพัฒนาทดแทนประเภทอื่น ๆ อีกเช่นกัน พร้อมส่งเสริมให้มีการวิจัยและพัฒนาพลังงานทดแทนอย่างเต็มที่
4) ส่งเสริมการประหยัดพลังงานและการใช้พลังงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ ซึ่งที่ผ่านมากระทรวงพลังงานได้ออกมาตรการจูงใจในการประหยัดพลังงานไป 11 มาตรการ และยังมีมาตรการบังคับอีกส่วนหนึ่ง เช่น การออกแบบอาคารให้ประหยัดพลังงาน การควบคุมเครื่องไฟฟ้า และ การติดสลากอุปกรณ์ไฟฟ้าทุกเบอร์ทุกชนิด โดยจะเริ่มใช้มาตรการบังคับนำร่องกับหน่วยงานราชการก่อนเพื่อให้เป็นตัวอย่างที่ดี
5) ส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด เพื่อลดปัญหาโลกร้อน ที่ผ่านมากระทรวงพลังงานจะส่งเสริมหน่วยงานต่าง ๆ อย่างเต็มที่ โดยที่ผ่านมามีบริษัทพลังงาน 15 บริษัทสามารถใช้คาร์บอนเครดิตได้หากมีกลไกการผลิตที่สะอาด