ภัทรียา เบญจพลชัย กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “การแปรรูปรัฐวิสาหกิจกับการพัฒนาตลาดทุนไทย” ว่า รัฐวิสาหกิจที่จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ จะต้องปรับโครงสร้างหน่วยงานให้พร้อมรับมือการแข่งขันกับภาคเอกชน แยกส่วนบริหารและการกำกับดูแลออกจากกันอย่างเด็ดขาด รวมทั้งยังต้องมีการประเมินมูลค่าทรัพย์สินก่อนเข้าระดมทุน เพื่อลดความแคลงใจของประชาชนว่าได้จัดสรรผลตอบแทนให้ภาครัฐได้อย่างเหมาะสมแล้วหรือไม่
ปัจจุบันรัฐวิสาหกิจไทยมีความสำคัญต่อประเทศอย่างมาก โดยมีสินทรัพย์รวมประมาณ 6.6 ล้านล้านบาท ซึ่งใกล้เคียงกับมูลค่าตลาดรวมของตลาดหลักทรัพย์ หรือคิดเป็นประมาณ 75% ของจีดีพี และแม้ว่ารัฐวิสาหกิจจะมีรายได้รวม 3 ล้านล้านบาท แต่ก็มีภาระหนี้สินถึง 5 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน ( D/E Ratio) สูงถึง 3.08 เท่า ซึ่งแสดงให้เห็นว่าภาครัฐยังบริหารจัดการภาระหนี้สินได้ไม่ดีพอ จึงเชื่อว่าหากได้ใช้เม็ดเงินจากการระดมทุนผ่านตลาดทุนก็จะลดภาระหนี้ลงได้อย่างมีนัยสำคัญ
แนะรัฐให้อิสระรัฐวิสาหกิจในการบริหารงาน เพื่อแข่งขันกับเอกชนได้อย่างเท่าเทียมกัน
ที่ผ่านมา ตลาดหลักทรัพย์ฯได้ร่วมมือกับกระทรวงการคลังเพื่อพัฒนาความโปร่งใสในการบริหารงาน ตลอดจนธรรมาภิบาลของบริษัทจดทะเบียนอย่างต่อเนื่อง โดยส่งเสริมให้จัดตั้งกรรมการตรวจสอบอิสระ และแบ่งหน้าที่ระหว่างคณะกรรมการและฝ่ายบริหารของบริษัทจดทะเบียนอย่างชัดเจน พร้อมกับเสนอแนวทางนี้ให้รัฐวิสาหกิจเพื่อนำไปปรับปรุงโครงสร้างหน่วยงานด้วย โดยในปัจจุบันรัฐวิสาหกิจที่เข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก คือ บมจ. ปตท. (PTT) และ บมจ. การบินไทย (THAI) ซึ่งภาครัฐก็ต้องหาวิธีเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน รวมถึงหาช่องทางการระดมทุนให้แข่งขันกับเอกชนได้ และให้บริหารจัดการได้คล่องตัว
ภัทรียากล่าวอีกว่า หากรัฐบาลเล็งเห็นว่าหน่วยงานใดต้องแข่งขันกับภาคเอกชนในเชิงพาณิชย์หรือควรจะแปรรูปแล้ว ก็ควรต้อง “ปล่อยมือ” จากรัฐวิสาหกิจนั้น โดยให้อิสระในการบริหารงานกับผู้บริหาร หรือคณะกรรมการที่ผ่านการคัดเลือกและกระบวนการสรรหามาแล้ว เพื่อให้เป็นตัวแทนผู้ถือหุ้นอย่างแท้จริง และไม่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของตลาดทุน นอกจากนี้รัฐก็ควรส่งเสริมให้หน่วยงานนั้นได้ระดมทุนอย่างโปร่งใสและเพียงพอที่จะขยายธุรกิจด้วย
สำหรับการลงทุนในโครงการเมกะโปรเจ็กต์ที่จะต้องใช้เงินลงทุนหลายแสนล้านบาทนั้น ภาครัฐจำเป็นต้องระดมทุนจากตลาดทุนเพิ่มเติม เพื่อหลีกเลี่ยงการกู้เงินที่อาจทำให้ D/E เพิ่มขึ้นอีก เพราะการกู้ยืมผ่านพันธมิตรก็อาจไม่เพียงพอในการก่อสร้างโครงการที่ต้องใช้เงินทุนสูงโดยภาครัฐควรกำหนดแผนระดมทุนให้ชัดเจนด้วยว่า ต้องการเงินเป็นจำนวนเท่าไร และจะระดมทุนด้วยตราสารประเภทใด เพื่อให้สามารถกำหนดการใช้คืนเงินทุนได้อย่างเหมาะสม
นำรัฐวิสาหกิจเข้าจดทะเบียน...ทางเลือกที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก
ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯเปิดเผยว่า ในหลายประเทศได้ใช้แผนนำรัฐวิสาหกิจเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เป็นแผนการดำเนินงานหลัก (Master Plan) เช่น มาเลเซียที่ในปัจจุบันนำ 60% ของรัฐวิสาหกิจที่มีอยู่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ หรือแม้กระทั่งประเทศจีนก็ยังสนับสนุนให้ ปิโตรไชน่า ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจด้านพลังงานเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เช่นกัน โดยในขณะนี้มีมูลค่าตลาดสูงถึง 15% ของมูลค่าตลาดรวมแล้ว เพราะเชื่อว่าจะสามารถพัฒนาตลาดทุนได้
ส่วนในประเทศไทยนั้น ปัจจุบันมีรัฐวิสาหกิจ 7 แห่งที่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯเรียบร้อยแล้ว และยังมีหน่วยงานที่ให้สัมปทานทางด่วน รถไฟฟ้าและน้ำประปา อีก 8 แห่ง ซึ่งแม้ว่าจะยังเป็นจำนวนน้อย แต่ก็เชื่อว่ามีความสำคัญต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพราะมีมูลค่าตลาดสูงถึง 40% ของตลาดรวม ซึ่งบริษัทเหล่านี้ก็ได้ใช้ช่องทางการระดมทุนเพื่อลดภาระหนี้ได้พอสมควร โดยสามารถระดมทุนได้จากการทำ IPO คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 8 หมื่นล้านบาท ซึ่งในจำนวนนี้ยังไม่นับรวมพันธบัตรหรือหุ้นกู้ ช่องทางการระดมทุนผ่านตลาดทุนนี้หากสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็ถือเป็นการกระจายการถือครองหรือความเป็นเจ้าของให้กับประชาชนได้อย่างทั่วถึง ซึ่งจะเป็นช่องทางเพิ่มฐานผู้ลงทุนให้มากขึ้นได้ในอนาคต
รัฐไม่ควรเข้าแทรกแซงรัฐวิสาหกิจที่เข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์แล้ว
“ผู้บริหารรัฐวิสาหกิจที่เข้าจดทะเบียนหลักทรัพย์แล้ว ก็เห็นประโยชน์ว่า การจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เป็นบริษัทมหาชน ทำให้มีความน่าเชื่อถือในสายตานักลงทุน จึงสามารถให้อัตราดอกเบี้ยหุ้นกู้ที่ถูกลงแต่ขายได้ในราคาสูงขึ้น นอกจากนี้ การจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ก็ยังทำให้หน่วยงานมีระบบบริหารจัดการดีขึ้น เพราะต้องรับผิดชอบผู้ถือหุ้นและยังถูกตรวจสอบจากผู้ถือหุ้นต่าง ๆ ด้วย และหากคณะกรรมการปฏิบัติงานไม่เหมาะสม ผู้ถือหุ้นก็สามารถคุ้มครองฝ่ายบริหารได้อีกด้วย ” ภัทรียากล่าวถึงความคิดของผู้บริหารรัฐวิสาหกิจที่ถูกแปรรูปแล้ว
นอกจากนี้ การจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังทำให้หน่วยงานทราบถึงมูลค่าที่แท้จริงของธุรกิจ จึงสามารถเปรียบเทียบกับหน่วยงานธุรกิจชนิดเดียวกันในต่างประเทศ ซึ่งทำให้เกิดการซื้อกิจการหรือควบรวมกิจการเพื่อขยายธุรกิจได้ง่ายขึ้น
“อยากให้ภาครัฐให้ความสำคัญกับการคำนึงถึงสิทธิผู้ถือหุ้นกลุ่มอื่นด้วย เพราะเมื่อแปรรูปหรือจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แล้ว ภาครัฐไม่ได้เป็นเจ้าของหนึ่งเดียวในรัฐวิสาหกิจนั้นแล้ว แต่มีผู้ถือหุ้นกลุ่มอื่นเข้ามาร่วมถือด้วย ดังนั้น จึงต้องคำนึงสิทธิของผู้ถือหุ้นอื่นให้เท่าเทียมกัน การเลือกคณะกรรมการจึงต้องเลือกคนที่จะสร้างประโยชน์ให้กับบริษัท ไม่อยากให้เปลี่ยนคณะกรรมการที่ถูกส่งเข้ามาโดยไม่ผ่านกระบวนการคัดเลือกจากผู้ถือหุ้นหรือกระบวนการกำกับดูแลที่เหมาะสม เพราะตลาดทุนก็เป็นกลไกหนึ่งที่ทำให้รัฐวิสาหกิจเข้ามาใช้ประโยชน์ผ่านการระดมทุนทั้งจากตราสารทุนและตราสารหนี้ ทำให้สามารถกระจายการถือครองหุ้นและทรัพย์สินได้ด้วยกระบวนการที่โปร่งใสและเป็นธรรม” ภัทรียากล่าว