|
|
Thursday, July 29, 2010
|
|
|
|
|
“การบริหารเศรษฐกิจของประเทศ ไม่ใช่หน้าที่ของนักเศรษฐศาสตร์”
Posted on Tuesday, April 08, 2008 |
ดร. วีรพงษ์ รามางกูร อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อ “ต่อติดนโยบายเศรษฐกิจ จากอดีตถึงปัจจุบัน Economic Policy Formulation Past to Present” ถึงการทำหน้าที่ที่ปรึกษาทางด้านเศรษฐกิจให้กับรัฐบาลมาหลายสมัยว่า การบริหารประเทศให้อยู่รอดจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำให้การเมือง เศรษฐกิจ สังคม และการต่างประเทศสอดคล้องกันอย่างมีประสิทธิภาพ การบริหารเศรษฐกิจของประเทศ ไม่ใช่หน้าที่ของนักเศรษฐศาสตร์ ควรปล่อยให้เป็นงานของนักการเมือง นักเศรษฐศาสตร์มีหน้าที่เข้าไปเสริมคอยให้คำปรึกษาหรือเป็นได้อย่างมากก็คือรัฐมนตรี
“โลกนี้มีนักเศรษฐศาสตร์เป็นนายกรัฐมนตรีน้อยมาก ส่วนมากเป็นทหารหรือไม่ก็นักกฎหมาย หรือแม้แต่นักรัฐศาสตร์ก็มีอยู่น้อย” ดร.วีรพงษ์ตั้งข้อสังเกต นักการเมืองมักเข้าใจความต้องการของประชาชนได้เป็นอย่างดี สามารถทำเรื่องใหญ่ให้กลายเป็นเรื่องเล็ก แต่นักเศรษฐศาสตร์สามารถทำเรื่องเล็กให้กลายเป็นเรื่องใหญ่ได้ หากนโยบายบางอย่างมีผลทางการเมืองต่อคะแนนนิยมของกนักการเมืองก็อาจทำให้เกิดความเสียหายได้
ในด้านต่างประเทศประเทศไทยเป็นประเทศเล็ก ๆ ที่มีข้อจำกัด ไม่ใช่มหาอำนาจ จำเป็นต้องคล้อยตามกระแสโลก ในบางครั้งต้องยอมเสียน้อยเพียงเพื่อไม่ให้เสียมาก ไม่ใช่ว่า ยอมเสียเพื่อที่จะได้อะไรมา เพราะไทยไม่สามารถต่อรองอะไรได้มากขนาดนั้น
เส้นทางที่ปรึกษาเศรษฐกิจ
4 มีนาคม 2523 เกิดวิกฤติการณ์น้ำมันครั้งที่ 2 ขึ้นในโลกในสมัยที่พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งแตกต่างจากวิกฤติการณ์น้ำมันครั้งที่ 1 สมัยนายสัญญา ธรรรมศักดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี เพราะในครั้งนั้น เมื่อราคาน้ำมันสูงขึ้นราคาสินค้าเกษตรก็ปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย ซึ่งสอดคล้องกับปัจจุบันนี้ ที่ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ปรับตัวขึ้นไปพร้อมกัน ความเดือดร้อนจึงไม่เหมือนกับเมื่อครั้งปี 2522 ที่ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น แต่ราคาสินค้าโภคภัณฑ์กลับลดลง เกิดปัญหาขาดดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดในประเทศกำลังพัฒนาทั่วโลก ตั้งแต่ปี 2520 และทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ
อัตราเงินเฟ้อของโลก โดยเฉพาะสหรัฐฯถีบตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยหลากครั้ง เมื่อดร.วีรพงษ์เข้าไปเป็นที่ปรึกษานายกฯเปรม อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 19% อัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯอยู่ที่ 21-22% ทำให้เกิดปัญหากับสภาพคล่องในประเทศอย่างมาก และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในขณะนั้นห้ามคิดอัตราดอกเบี้ยเกินกว่า 15% ทำให้ไทยไม่สามารถควบคุมเงินไหลเข้าออกได้ เพราะตามธรรมชาติของเงินจะไหลจากที่ที่ให้ผลตอบแทนต่ำไปยังที่ที่ให้ผลตอบแทนสูง
ขณะเดียวกันการขยายตัวทางเศรษฐกิจในขณะนั้นก็ต่ำมาก GDP ก็แทบจะไม่ขยายตัว อัตราการว่างงานถีบตัวสูงขึ้นตลอดเวลา ขณะที่ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ราคาข้าวจากเกวียนละ 3,500 บาท ลดลงเหลือเกวียนละ 1,800 – 2,000 บาท
วิธีการแก้ปัญหาที่คิดกันได้ในขณะนั้นคือจะต้อง แก้ปัญหาสภาพคล่อง หยุดการขาดดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัด เพราะทุนสำรองของประเทศลดลงไปอย่างมาก ตลอดจนการรักษาความมั่นคงทางการคลัง เนื่องจากรายได้จากภาษีไม่เป็นไปตามเป้า
สิ่งแรกที่รัฐบาลในขณะนั้นลงมือทำคือการขึ้นอัตราดอกเบี้ย และการแก้กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ขยายเพดานอัตราดอกเบี้ยจาก 15% เป็น 19% พร้อมกับอนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์คิดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ได้ 19% ซึ่งสามารถช่วยเพิ่มสภาพคล่องในระบบได้
ขณะเดียวกันปัญหาเงินเฟ้อทวีความรุนแรงขึ้นตามราคาน้ำมันที่กลุ่มประเทศผู้ส่งน้ำมันเป็นสินค้าออก (โอเปก) ปรับขึ้นทุกสัปดาห์ ดร.วีรพงษ์เล่าว่า การขึ้นราคาน้ำมันในประเทศในขณะนั้นถือเป็นเรื่องใหญ่กว่าการขึ้นราคาน้ำมันรายวันในขณะนี้เป็นอย่างมาก เพราะต้องมีการเช็คปริมาณน้ำมันสำรอง และต้องแจ้งสต๊อกให้ทราบ เกิดการจัดตั้งกองทุนน้ำมันขึ้น ซึ่งในทางปฏิบัติกองทุนนี้นับเป็นกองทุนที่ไม่มีเงิน แต่กำหนดเป็นกติกาไว้ว่า ไทยกำหนดราคาน้ำมันโดยใช้ราคาเฉลี่ยหน้าโรงกลั่นของสิงคโปร์เป็นฐาน แต่ถ้ารัฐบาลให้ขึ้นราคาน้ำมันน้อยกว่าที่ควรจะเป็น กองทุนก็จะต้องถูกขึ้นบัญชีเป็นหนี้บริษัทน้ำมันเอาไว้ และหากราคาน้ำมันลดลง ก็ให้หักกลบเอาจากหนี้ที่ติดอยู่ แต่ในความเป็นจริงแล้วราคาน้ำมันในตลาดโลกไม่ลดลง และเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนทำให้หนี้ของกองทุนน้ำมันขึ้นไปสูงถึงนับหมื่นล้านบาท ในขณะที่งบประมาณของประเทศอยู่ที่ 2 แสนล้านบาท
รัฐบาลในขณะนั้นไม่กล้าขึ้นราคาน้ำมันดีเซล และแก๊สหุงต้ม ซึ่งนับเป็นการบิดเบือนราคาตลาด ทั้ง ๆที่ในความเป็นจริงแล้วราคานำเข้าน้ำมันดีเซลแพงกว่าเบนซิน และการตรึงราคาก๊าซหุงต้มก็ทำให้คนหันมาใช้รถยนต์เครื่องยนต์ดีเซลและใช้ก๊าซ LPG เป็นเชื้อเพลิงแทน ซึ่งถือเป็นการใช้รถยนต์ผิดประเภทเพราะกำหนดราคาพลังงานไม่ถูกต้อง
นอกจากนี้ยังเกิดปัญหาในคณะรัฐมนตรี จนต้องมีการปรับเปลี่ยนทีมเศรษฐกิจครั้งใหม่ มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมากำกับดูแลนโยบายเศรษฐกิจ โดยมีพล.อ.เปรม เป็นหัวหน้าทีม มีนายเสนาะ อูนากูล เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติในขณะนั้นเป็นเลขาธิการ และในที่สุดเมื่อสถานการณ์ย่ำแย่จนเกินเยียวยาไทยจึงต้องเข้ารับความช่วยเหลือจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF)
ปี 2525 หลังพล.อ.เปรมเป็นนายกรัฐมนตรีมาได้ 2 ปี ในยุคที่มีนายนุกูล ประจวบเหมาะเป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย นายสมหมาย ฮุนตระกูลเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ไทยต้องรับเงินช่วยเหลือจาก IMF โดยในขณะนั้นทุนสำรองระหว่างประเทศของไทยในขณะนั้นร่อยหรอลงไปเรื่อย ๆ จำนวนเงินที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นหนี้ IMF มีมากกว่าทุนสำรองของประเทศ ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญกว่าเรื่องขาดดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัด หรือการขยายตัวของ GDP หรือแม้แต่อัตราเงินเฟ้อ เพราะทุนสำรองเป็นเรื่องของความมั่นคงที่อาจทำให้ประเทศล้มละลายได้
ขณะเดียวกันจะมีการทบทวนงบประมาณแผ่นดินในช่วงกลางปีเป็นประจำ เนื่องจากรายได้ไม่เข้าเป้าจำเป็นต้องจัดรายจ่าย โดยใช้วิธี 5% Across the Board คือตัดทุกกระทรวงในสัดส่วนที่เท่ากัน เพราะหากเลือกตัดเฉพาะหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งอาจเกิดคำถามขึ้นได้
“ท่าที IMF ในสมัยก่อนไม่เหมือนกับสมัยนี้ ตัวแทนของ IMF ชื่อ Mr. Scott เข้ามาคุยกับสภาพัฒน์ฯ คุยกับคลัง คุยกับธปท. และที่ปรึกษาแล้วดูว่าเราอยากทำอะไร ควรต้องทำอะไร ไม่ได้เข้ามาบอกว่าต้องทำอะไร และยังบอกด้วยว่า ถ้ามีข้อจำกัดทางการเมืองให้ใช่ IMF เป็นข้ออ้างได้” ดร.วีรพงษ์กล่าว
มีการร่าง Letter of Intent ร่วมกันและลงนามในปี 2525 ว่า จะต้องปฎิบัติตามเงื่อนไขที่สำคัญที่ให้ไว้ต่อกันคือ แก้ปัญหาการบิดเบือนกลไกตลาดด้วยโครงสร้างราคาน้ำมันที่ไม่ถูกต้อง และปรับค่าสาธารณูปโภคในประเทศ ทั้งค่าน้ำและค่าไฟ รัฐวิสาหกิจของไทยในขณะนั้นก็ประสบปัญหาขาดทุน ต้องกู้เงินจากธนาคารโลก ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (ADB) และรัฐบาลญี่ปุ่นผ่านทาง EXIM Bank ของญี่ปุ่น
ค่าสาธารณูปโภคที่ก่อให้เกิดปัญหาอย่างมากตามมาคือการขอขึ้นค่าโดยสารรถเมล์จาก 50 สตางค์เป็น 75 สตางค์ แต่เกิดการประท้วงอย่างหนักและสร้างความไม่พอใจให้กับผู้นำเหล่าทัพในขณะนั้น เกิดการเคลื่อนไหวกดดันจนในที่สุดก็ไม่สามารถขึ้นราคารถเมล์ได้
ปี 2526 หลังไทยเข้ารับการช่วยเหลือจาก IMF แล้ว ดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดก็ยังย่ำแย่อย่างหนัก ประเทศขาดแคลนเงินสดจนถึงขั้นไม่สามารถจ่ายเงินเดือนข้าราชการตามงบประมาณแผ่นดินที่กำหนดไว้ได้ และต้องแก้ปัญหาด้วยการให้เอกชนที่ได้สัมปทานบุหรี่ในปีถัดไป นำเงินค่าสัมปทานมาจ่ายให้กับโรงงานยาสูบก่อนล่วงหน้า
ปี 2527 ประเทศไทยถึงคราว “เข้าตาจน” ในการรับเงินงวดที่ 5 ซึ่งเป็นงวดสุดท้ายจาก IMF เงื่อนไขที่กำหนดไว้ร่วมกันกับ IMF ไม่สามารถปฏิบัติตามได้ โดยเฉพาะการลดค่าสาธารณูปโภค แต่สิ่งที่ถือว่าประสบความสำเร็จคือการประชาสัมพันธ์คำขวัญ “ประหยัด นิยมไทย ร่วมใจกันส่งออก” ทำให้ไทยมาถึงทางตันสุดท้ายคือการต้องลดค่าเงินบาท
ก่อนหน้าที่จะตัดสินใจลดค่าเงินบาทครั้งสำคัญนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยเคยประกาศลดค่าเงินบาทมาก่อนจาก 20 บาท มาอยู่ที่ 21.80 บาท และกลายเป็น 23 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯในขณะนั้น ซึ่งได้รับการวิพากษ์วิจารณ์นอย่างหนัก จึงทำให้ไม่สามารถตัดสินใจได้โดยฉับพลัน ประกอบกับพล.อ.เปรมป่วยหนักต้องเข้ารับการรักษาและพักฟื้นเป็นเวลานาน
สถานการณ์เริ่มลุกลามไปถึงสถาบันการเงิน โดยมีบริษัทเงินทุนและหลักทรัพย์ 3 แห่งต้องปิดกิจการ และมีอีก 26 แห่ง บวกกับธนาคารพาณิชย์อีก 5 แห่งจ่อคิวที่จะล้มตามมา ธนาคารแห่งประเทศไทยพยายามที่จะแก้ปัญหาด้วยการออกนโยบายจำกัดสินเชื่อไม่ให้เกิน 18% รวมถึงความพยายามในการออกพ.ร.บ. ประกันเงินฝาก แต่ในที่สุดก็ตัดสินใจแก้ปัญหาสถาบันการเงินโดยเดินตามแนวทางของธนาคารกลางอังกฤษด้วยการใช้ระบบ Live Boat คือไม่มีการปิดสถาบันกาเริงน แต่ให้ธนาคารกลางอังกฤษเข้าไปบริหารแทน ส่วนผู้ถือหุ้นก็ต้องถูกลดทุน และคนที่มากู้เงินไปก็ต้องเอาเงินหรือเอาทรัพย์สินที่มีมูลค่าเท่ากันมาคืน พร้อมกับหยุดรับเงินฝาก และให้ผู้ที่มีบัญชีเงินฝากอยู่สามารถมาถอนเงินได้ปีละ 10% โดยไม่มีอัตราดอกเบี้ยให้ ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้สถาบันการเงินยังคงทำงานได้ตามปกติและไม่ให้ผลเสียลุกลามไปยังส่วนอื่น ๆ
โครงการ 4 เม.ย. จึงได้ถือกำเนิดขึ้น เพื่อรองรับสถาบันการเงินที่ใกล้จะล้มละลาย มีการแก้พ.ร.บ. ธนาคารแห่งประเทศไทย พ.ร.บ.ธนาคารพาณิชย์ บริษัทเงินทุนและหลักทรัพย์ รวมถึงเครดิตฟองซิเอร์ มีการจัดตั้งกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาสถาบันการเงิน โดยสถาบันการเงินต้องส่งเงินให้กองทุนนี้ 1% ของเงินฝาก เพื่อรับภาระสถาบันการเงินที่มีปัญหาเข้าโครงการ
2 พ.ย. 2527 รัฐบาลประกาศลดค่าเงินบาท จาก 23 บาทต่อดอลลาร์เป็น 27 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งได้รับการคัดค้านอย่างมากจากทางฝ่ายผู้นำทหาร ซึ่งพล.อ.เปรมได้ขอให้รอดูผล 6 เดือน ซึ่งทำให้ไม่มีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น นอกจากนี้ ยังนับเป็นครั้งแรกของประเทศที่มีการออกพันธบัตรรัฐบาลในต่างประเทศมูลค่า 50 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อนำมาใช้แก้ปัญหาที่รัฐวิสาหกิจของไทยต้องกู้เงินจากสถาบันการเงินต่างชาติ โดยการระดมทุนครั้งนี้ได้รับความช่วยเหลืออย่างมากจากญี่ปุ่น ทั้งในการระดมทุนและการจัดทำเครดิตเรทติ้งของประเทศไทย ซึ่งไม่เคยมีการทำมาก่อน
แต่ตลอดปี 2528 ก็นับเป็นปีที่เศรษฐกิจของไทยย่ำแย่ที่สุดปีหนึ่ง รวมไปถึงการเกิดปัญหาการต้มตุ๋นจากแชร์แม่ชม้อย แชร์แม่นกแก้ว แชร์เสมาฟ้าคราม ที่มีผู้ที่เกี่ยวข้องจำนวนมากในการหลอกลวงเงินของประชาชน ซึ่งเดิมทีไม่มีกฎหมายที่สามารถเอาผิดได้ แต่ในที่สุดก็มีการออกพ.ร.ก. ความผิดว่าด้วยการฉ้อโกงประชาชน
ปี 2529 ช่วงครึ่งปีหลังสถานการณ์เศรษฐกิจสหรัฐฯ เริ่มดีขึ้น ราคาน้ำมันลดลง อัตราเงินเฟ้อลดลง ระบบธุรกิจไทยเกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างครั้งสำคัญ หมดยุคของเถ้าแก่ ก้าวสู่ยุคของอาเสี่ย ซึ่งทายาท หรือ Generation ที่ 2 ของธุรกิจต่าง ๆ ที่มีการศึกษาเริ่มเข้ามาบริหารงานแทนคนรุ่นเก่า ด้วยวิธีการใหม่ ๆ ตามมาตรฐานสากล และจากค่าเงินบาทที่ลดลงทำให้สินค้าจากต่างประเทศมีราคาแพง คนไทยหันมานิยมของที่ผลิตในประเทศ การนำเข้าลดลง การส่งออกขยายตัว จนทำให้ดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดกลับมาเป็นบวกได้ในปี 2529
ดร.วีรพงษ์ยุติบทบาทการเป็นที่ปรึกษาเศรษฐกิจของนายกรัฐมนตรี ในปี 2531 เมื่อพล.อ.เปรม ต้องลงจากตำแหน่งหลังเป็นนายกรัฐมนตรีมานาน 8 ปี 5 เดือน และมีการเรียกร้องให้ประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง ตลอดเวลาการทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาดร.วีรพงษ์ มีบทบาทสำคัญในการประสานงานระหว่างบุคคลสำคัญในรัฐบาลในการตัดสินใจเชิงนโยบายในประเด็นที่มีความสำคัญต่อการกำหนดบทบาทและสถานภาพการคลัง ตลอดจนเศรษฐกิจของประเทศในภาวะที่ไทยตกอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพเศรษฐกิจโลกที่ส่งผลกระทบถึงกันในวงกว้างได้
เส้นทางรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง
ดร. วีรพงษ์ รามางกูร กลับเข้ามามีบทบาทต่อการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจอีกครั้ง หลังพล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัน เป็นนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งและเป็นผู้นำรัฐบาลผสม 5 พรรค และนับเป็นช่วงที่เศรษฐกิจเฟื่องฟูสุดขีด จนเกิดภาวะฟองสบู่ จากราคาที่ดินที่สูงขึ้น ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับเศรษฐกิจของญี่ปุ่น ที่มีการพูดกันว่า ราคาที่ดินของเกาะญี่ปุ่นในขณะนั้นแพงกว่าที่ดินในสหรัฐฯถึง 3 เท่า ขณะเดียวกันดัชนีในตลาดหลักทรัพย์สำคัญ ๆ ทั้งนิเคอิ รวมถึงดัชนีตลาดหลักทรัพย์ของไทยปรับตัวสูงขึ้นมาก นโยบายเศรษฐกิจที่สำคัญในขณะนั้นคือการเก็บภาษีที่ดิน และมีการฟื้นฟูความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะกับอินโดจีนในการ “เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า” ทว่าเกิดจุดเปลี่ยนที่สำคัญคืออิรักบุกคูเวต
สงครามอ่าวเปอร์เชียทำให้ราคาน้ำมันปรับขึ้นทุกวัน อัตราดอกเบี้ยเริ่มกลับเข้าสู่ช่วงขาขึ้นอีกครั้ง อัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯขึ้นไปอยู่ที่ 20% แต่อัตราดอกเบี้ยของไทยถูกจำกัดไว้ที่ 16% มีการจัดแย้งในการทำงานระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกับธนาคารแห่งประเทศไทย จนมีการปลดผู้ว่า ธปท. ในขณะนั้น และมีการเรียกร้องให้เปลี่ยนตัวรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังตามมา
เมื่อดร.วีรพงษ์กลับมารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังตามคำขอของ “บ้านพิษณุโลก” ภาะกิจแรกที่ทำคือขึ้นอัตราดอกเบี้ยถึง 3% ในครั้งเดียว และทำให้สภาพคล่องเริ่มกลับมาสู่ภาวะปกติได้เมื่อสหรัฐฯเริ่มลดอัตราดอกเบี้ยลง และมีการขอให้ขึ้นราคาน้ำมันตามโครงสร้างราคาที่เป็นจริงในขณะนั้น
ปี 2534 เกิดการปฏิวัติของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ภายใต้การนำของ พล.อ.สุจินดา คราประยูร มีการตั้งนายอานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรีรักษาการชั่วคราว เป็นเวลาประมาณ 1 ปี ซึ่งดร.วีรพงษ์ได้เข้าร่วมเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ที่ดูเหมือนว่า จะถูกลดบทบาทลง แต่กลับถือเป็นโอกาสสำคัญในการปัดกวาดปัญหาทางด้านเศรษฐกิจของประเทศ มีการออกกฎหมายและจัดระบบงานใหม่ในหลาย ๆ ด้าน ทั้งการเปลี่ยนระบบภาษีการค้ามาเป็นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) การปรับปรุงพ.ร.บ.ธนาคารพาณิชย์และพ.ร.บ.การเงิน มีการขายบริษัทเงินทุนและหลักทรัพย์ที่เข้ากองทุนฟื้นฟูออกมา รวมถึงการตราพ.ร.บ.มหาชน พ.ร.บ.ตลาดหลักทรัพย์ การจัดตั้งคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ตลอดจนการปรับปรุงภาษีที่เกี่ยวข้องกับการผลิตและส่งออกรถยนต์ ซึ่งส่งผลให้ไทยกลายเป็นผู้ส่งออกรถยนต์ที่สำคัญของเอเชียในปัจจุบัน
| Posted on Tuesday, April 08, 2008 (Archive on Tuesday, April 15, 2008) Posted by suchitra Contributed by suchitra
|
|
|
|