|
|
Thursday, July 29, 2010
|
|
|
|
|
“เศรษฐกิจโลกจะไม่ขยายตัวแบบ “เชื่อง ทื่อ ดื้อ” แต่จะผันผวนสูงแบบ Z Shape”
Posted on Friday, December 18, 2009 |
หน้าตาของเศรษฐกิจโลกในระยะต่อไป หลังผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว
ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ ผู้จัดการสำนักวิเคราะห์เศรษฐกิจและการลงทุน บมจ. เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวในรายการ Money Wake up ทาง Money Channel ว่า นักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักส่วนใหญ่ ที่มองโลกในแง่ดีแบบอนุรักษ์นิยม (Conservative Optimism) ว่าเศรษฐกิจโลกหลังฟื้นจะเป็น “New Normal” หรือเศรษฐกิจใหม่ที่จะขยายตัวอย่างเชื่องช้ากว่าก่อนวิกฤต โดยอาจเป็นอย่างญี่ปุ่นในช่วงทศวรรษที่ 90 ที่ GDP ขยายตัวในระดับ 0-2% หรืออย่างยุโรปหลังวิกฤตการณ์น้ำมันแพงในช่วงปี 80 ที่หนี้สาธารณะและอัตราว่างงานอยู่ในระดับสูง ขณะที่บางสำนักมองว่าอาจเป็นอย่างเอเชียหลังวิกฤตต้มยำกุ้ง ที่ฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วและใกล้เคียงระดับเดิม
กล่าวโดยสรุปคือ ตามความคิดของนักเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก เศรษฐกิจโลกในยุคต่อไปนั้น แม้จะขยายตัวได้ต่อเนื่อง แต่ก็จะต่ำกว่าในช่วงก่อนหน้า ไม่ว่าจะมองจากฝั่งการผลิต การใช้จ่าย หรือจากปัจจัยด้านการคลัง โดยอาจเปรียบเทียบได้กับเศรษฐกิจยุโรปในช่วงปี 80 ที่เป็นการขยายตัว “เชื่องช้า ทื่อ และดื้อด้าน”
การขยายตัวทางเศรษฐกิจแบบ New Normal คืออะไร
ดร. ปิยศักดิ์ สรุปให้ฟังว่า รายงานพิเศษของนิตยสาร Economist อธิบายถึงสาเหตุที่ทำให้เศรษฐกิจในยุค New Normal จะขยายตัวช้ากว่าก่อนวิกฤตไว้อย่างน่าสนใจ โดยสามารถสรุปได้เป็น 3 ประการ ดังนี้
ประการที่หนึ่ง เศรษฐกิจขยายตัวช้าเป็นเพราะปัจจัยการผลิตพื้นฐาน 3 ปัจจัย ที่หาได้ยากขึ้น และ/หรือ มีประสิทธิภาพต่ำกว่าเดิม อันได้แก่
- แรงงาน : วิกฤตทำให้ภาคธุรกิจขาดรายได้ และจำเป็นต้องปลดคนงานออกในระยะแรก จนกว่าที่เศรษฐกิจจะฟื้นขึ้นอีกครั้ง ซึ่งจะทำให้มีความต้องการซื้อสินค้ามากขึ้น และทำให้ภาคธุรกิจจ้างงานเพิ่มขึ้นเพื่อเพิ่มการผลิต
อย่างไรก็ตาม แรงงานที่ถูกปลดนั้นส่วนใหญ่จะเป็นแรงงานที่มีทักษะการผลิต ที่จะสูญหายไปหากมิได้ฝึกฝน ประกอบกับเป็นการยากที่ภาคธุรกิจจะได้แรงงานเดิมที่มีทักษะกลับมา ทำให้เกิดความไม่สมดุลระหว่างความต้องการแรงงาน (Demand for Labour) ของภาคการผลิต กับตลาดแรงงาน (Supply for Labour) อันทำให้อัตราว่างงานของทั้งเศรษฐกิจอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าเศรษฐกิจจะเริ่มฟื้นตัวแล้วก็ตาม (หรือตามศัพท์เศรษฐศาสตร์ที่ยืมมาจากวิศวกรรมเรียกว่า Hysteresis อันเป็นสภาพที่เหล็กที่ถูกกระตุ้นให้เกิดสนามแม่เหล็กยังคงสภาพอย่างต่อเนื่อง แม้จะเลิกกระตุ้น)
- เงินทุน : ทั้งๆ ที่น่าจะมีการปล่อยกู้มากขึ้น เพราะให้เอกชนเอาเม็ดเงินไปลงทุนเพิ่ม เพื่อให้สอดรับกับเศรษฐกิจที่ฟื้นตัว แต่เงินทุนกลับหาได้ยากขึ้นเนื่องจากภาคธนาคารทั่วโลกโดยเฉพาะสหรัฐและยุโรปจะยังคงประสบปัญหาอย่างต่อเนื่อง โดยแม้ว่ารัฐบาลสหรัฐจะได้ทำการทดสอบ 19 สถาบันการเงินที่อาจประสบปัญหาหากเศรษฐกิจแย่ลง (Stress Test) และได้ให้เพิ่มทุนเป็นจำนวน 7.5 หมื่นล้านดอลลาร์แล้วนั้น ยังนับได้ว่าเป็นแค่ “ยอดภูเขาน้ำแข็ง” เท่านั้น เนื่องจากต้นตอที่แท้จริงของวิกฤตครั้งนี้ อันได้แก่ สินเชื่อภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยังคงเป็นหนี้เน่า (NPL) นั้น ยังไม่ได้รับแก้ไขอย่างจริงจัง
สถานการณ์ดังกล่าวเหมือนกับวิกฤตการเงินของญี่ปุ่นในช่วงทศวรรษ 90 แต่ต่างกันตรงที่ภาคธนาคารญี่ปุ่นเผชิญกับปัญหาภาคธุรกิจที่มี NPL อยู่สูงและไม่มีแนวโน้มที่จะคืนหนี้ได้เลย (ที่เรียกกันว่าบริษัทซอมบี้) จนทำให้หนี้ NPL เพิ่มจาก 29.6 ล้านล้านเยนเป็น 42 ล้านล้านเยนภายใน 3 ปี และทำให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นตกต่ำยาวนานนับสิบปี
จนในที่สุดญี่ปุ่น รวมถึงสวีเดนที่เป็นต้นกำเนิดของแนวคิด และทางการไทยที่ได้ก๊อบปี้มาใช้นั้น คือการตั้งองค์การบริหารสินทรัพย์ (Asset Management Company) เข้ามาซื้อ NPL ดังกล่าวเพื่อบริหาร เพื่อจะทำให้ธนาคารเหลือแต่สินทรัพย์ดี เพื่อที่จะได้สามารถปล่อยกู้ต่อไป (หรือที่เรียกว่า Bad Bank, Good Bank) ซึ่งแม้ว่ากระบวนการนี้จะเป็นวิธีที่ถูกต้องในการจัดการกับวิกฤตสถาบันการเงิน แต่กินเวลายาวนานและเจ็บปวด เนื่องจากจะต้องทำ Haircut หรือลดมูลค่าสินทรัพย์อย่างมาก ซึ่งในปัจจุบันภาคธนาคารสหรัฐและยุโรปที่ประสบปัญหา ยังไม่ได้ผ่านขั้นตอนดังกล่าว
การที่ภาคธนาคารฝั่งโลกตะวันตกจะยังคงประสบปัญหาอีกยาวนั้น จะส่งผลทำให้การปล่อยสินเชื่อให้กับภาคธุรกิจเพื่อนำไปลงทุนต่อนั้นต่ำลงไปด้วย โดยในปัจจุบันนั้น อัตราการใช้กำลังการผลิตของทั้งสองเศรษฐกิจอยู่ที่ประมาณ 65-70% ของกำลังการผลิตเท่านั้น ต่ำกว่าระดับปกติถึงกว่า 10-20% ในขณะที่งานวิจัย OECD คาดว่าเมื่อวิกฤตนี้ผ่านพ้นแล้ว เครื่องมือเครื่องจักรที่ใช้ในภาคการผลิต (Capital Stock) ของสหรัฐจะหดตัวลงประมาณ 6.5% และทำให้เศรษฐกิจสหรัฐขยายตัวต่ำกว่าปกติประมาณ 2% ในทุก ๆ ปี
- เทคโนโลยี: ปัจจัยการผลิตสุดท้ายและสำคัญสุดได้แก่เทคโนโลยี ซึ่งจะได้รับผลกระทบมากที่สุดจากวิกฤตครั้งนี้ เนื่องจากเมื่อภาคธุรกิจประสบปัญหานั้น งบที่จะถูกตัดอันดับแรกสุดคืองบวิจัยพัฒนา (R&D) โดยจากสถิติของบริษัท McKinsey พบว่า หากรายได้ภาคธุรกิจหายไป 2% บริษัทจะตัดงบ R&D ถึง 3% และเมื่อ R&D หายไป นวัตกรรมใหม่ ๆ ที่จะทำให้ภาคการผลิตรวมถึงเศรษฐกิจสังคมพัฒนาขึ้น (ซึ่งมีตั้งแต่รูปแบบการบริหารจัดการที่ดีขึ้น ไปถึงเครื่องยนต์กลไกใหม่ ๆ ที่เป็นประโยชน์ในชีวิตประจำวัน) นั้นก็จะหายไปด้วย และจะทำให้ศักยภาพในการผลิตของทั้งเศรษฐกิจลดลงในระยะยาว
ประการที่สอง พิจารณาได้จากฟากการใช้จ่าย ซึ่งสามารถมองผ่านมุมมองของการใช้จ่ายของประเทศขนาดใหญ่ 2 ประเทศอันได้แก่ สหรัฐ และจีน กล่าวคือ ในช่วงก่อนวิกฤตนั้น เศรษฐกิจโลกเผชิญกับปัญหาความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจโลก อันได้แก่การที่จีนบริโภคในประเทศน้อยกว่าการส่งออกโดยเปรียบเทียบ ทำให้เกินดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างมหาศาล (10% ของ GDP ในปี 2551) ขณะที่การบริโภคเอกชนรวมถึงการนำเข้าในสหรัฐขยายตัวอย่างมหาศาล และทำให้ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดถึง 7% ของ GDP ในปีเดียวกัน
นักเศรษฐศาสตร์ทั่วไป รวมทั้งดร. ปิยศักดิ์เคยคาดว่า วิกฤตครั้งนี้จะทำให้สหรัฐเริ่มเก็บออมมากขึ้น และลดการบริโภคลง ขณะที่จีนรวมถึงประเทศเกินดุลต่าง ๆ เช่นเอเชียขาดดุลมากขึ้น ซึ่งจะทำให้โลกสมดุล (Rebalancing) มากขึ้น
แต่สถิติเบื้องต้นพบว่า แม้อเมริกันชนจะออมมากขึ้น (5% ของรายได้จาก 0% ในช่วงก่อนวิกฤต) แต่คนจีนโดยเฉพาะคนหนุ่มสาวก็กลับออมมากขึ้นเช่นกัน (เกือบ 30% ของรายได้) นั้นเป็นเพราะเศรษฐกิจที่โตอย่างรวดเร็ว ทำให้หนุ่มสาวจีนต้องการความมั่นคงในชีวิต (ในรูปแบบของวัตถุนิยม เช่น บ้านและรถยนต์) มากขึ้น จึงทำงานหนักและอดออมเพื่อสร้างอนาคต ประกอบกับการที่ภาคธนาคารจีนยังไม่พัฒนานัก ทำให้คนหนุ่มสาวเลือกที่จะเก็บเงินตนเอง แทนการขอสินเชื่อ อันเป็นเหตุทำให้การบริโภคของจีนยังไม่สามารถขยายตัวแทนที่การบริโภคของสหรัฐได้
ประการที่สาม เป็นผลจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลทั่วโลกในช่วงที่ผ่านมา ที่ทำให้งบประมาณรัฐบาลทั่วโลกขาดดุลเพิ่มขึ้น
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดว่างบประมาณภาครัฐในกลุ่มประเทศ G-20 จะขาดดุลมากขึ้น จาก 1.1% ต่อ GDP ในปี 2550 เป็น 8.1% ในปีนี้ ซึ่งการขาดดุลนั้นทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มสูงขึ้นในอนาคต เนื่องจากภาครัฐทั่วโลกได้ยืมเงินในอนาคตมาใช้ในปัจจุบัน
นอกจากนั้น การที่ภาครัฐประกาศค้ำประกันสถาบันการเงิน ก็เป็นความเสี่ยงต่องบประมาณหากสถาบันการเงินล้มเช่นกัน (ตัวอย่างเช่น การที่กระทรวงการคลังไทยต้องแบกรับหนี้ของกองทุนฟื้นฟูสถาบันการเงินที่ได้รับโอนมาจากธนาคารแห่งประเทศไทยตั้งแต่สมัยวิกฤตปี 2540 ถึงกว่า 1.3 ล้านล้านบาท หรือกว่า 14% ของ GDP)
หนี้สาธารณะที่มากขึ้น ทำให้ภาครัฐจำเป็นต้องกันเงินก้อนใหญ่ขึ้นเพื่อมาจ่ายดอกเบี้ยในอนาคต และหากต้องจ่ายดอกเบี้ยเป็นจำนวนมากแล้ว ก็จะทำให้เงินที่ใช้จ่ายด้านอื่น ๆ ทั้งรายจ่ายประจำ (เช่นเงินเดือนข้าราชการ) และรายจ่ายลงทุน (เช่นงบในการสร้างสาธารณูปโภคต่าง ๆ) ลดลง อันจะทำให้ภาครัฐเป็นตัวฉุดรั้งเศรษฐกิจแทนที่จะเป็นส่วนที่สนับสนุนเศรษฐกิจ
ส่วนทางแก้ของการขาดดุลงบประมาณจำนวนมากในปีนี้คือภาครัฐจะต้องหารายได้พิเศษเพื่อนำมาใช้คืนหนี้ดังกล่าวให้เร็วที่สุด โดยสามารถทำได้ในสองทาง ทางแรกได้แก่ลดรายจ่ายต่าง ๆ ที่ไม่จำเป็น ซึ่งเป็นไปได้ยากในทางปฎิบัติเพราะจะเผชิญแรงเสียดทางจากกลุ่มต่าง ๆ ส่วนทางที่สองได้แก่การเพิ่มรายได้ อันได้แก่การขึ้นภาษี ซึ่งก็จะเป็นการฉุดรั้งเศรษฐกิจเช่นกัน อย่างไรก็ตาม หากภาครัฐจำเป็นต้องขึ้นภาษีแล้วนั้น การขึ้นภาษีฐานการบริโภค ดูจะทำร้ายเศรษฐกิจน้อยกว่าการขึ้นภาษีฐานรายได้
มุมมองของ ดร.ปิยศักดิ์ กับแนวคิดการฟื้นตัวของเศรษฐกิจแบบ Z-shape
ดร.ปิยศักดิ์มีมุมมองต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในอีกแง่หนึ่งก็คือ แบบ“ทุกขทัศน์” (Pessimism) อย่างต่อเนื่อง โดยมองว่า เป็นไปได้สูงที่เศรษฐกิจโลกจะไม่ขยายตัวแบบ “เชื่อง ทื่อ ดื้อ” แบบ New Normal แต่จะมีความผันผวนสูง และเป็นไปได้ว่าอาจจะเกิดวิกฤตการเงินขึ้นอีกในอนาคต (หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นการขยายตัวแบบ Z หรือ Zigzag shape) โดยมองว่าเศรษฐกิจโลกในยุคต่อไปมีความเสี่ยงหลักใน 2 จุด
ความเสี่ยงจุดที่หนึ่ง ได้แก่ ผลของการถอนกลับของนโยบายการเงินแบบพิเศษ หรือการที่ธนาคารกลางทั่วโลกอัดฉีดเม็ดเงินเพื่อฟื้นภาคการเงินมากเกินความจำเป็น (Quantitative Easing: QE) โดยเฉพาะอังกฤษและสหรัฐที่อัดฉีดถึง 9.1% และ 8.9% ของ GDP โดยผลของการอัดฉีดดังกล่าวในขณะที่ภาคเศรษฐกิจจริงยังคงหดตัวนั้น ทำให้เกิดภาวะฟองสบู่โป่งพองในตลาดการเงิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากช่วงมิถุนายนเป็นต้นมา
สัญญาณหนึ่งของภาวะฟองสบู่ได้แก่การที่ผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาว (10ปี) ของสหรัฐยังคงอยู่ในระดับต่ำที่ประมาณ 3.5% นับจากเดือนมิถุนายน แม้ว่าดัชนีตลาดหุ้นโลก (MSCI World Index) จะเพิ่มขึ้นถึง 14% แล้วก็ตาม ซึ่งบ่งชี้ได้ว่า มีเม็ดเงินไหลเข้าทั้งตลาดพันธบัตร และตลาดหลักทรัพย์อย่างต่อเนื่อง (ซึ่งในภาวะปกติตลาดทั้งสองจะสวนทางกัน คือหากนักลงทุนมองว่าเศรษฐกิจดี เงินจะวิ่งออกจากตลาดพันธบัตรสู่ตลาดหุ้น ผลักดันให้ผลตอบแทนพันธบัตรสูงขึ้น)
หากสมมุติฐานภาวะฟองสบู่ภาคตลาดการเงินของผู้เขียนเป็นจริงแล้ว เป็นไปได้สูงว่าในระยะต่อไปหากทางการสหรัฐ อังกฤษและยุโรป “จังซี่มันต้องถอน” ปริมาณเงิน QE ที่มีไม่ต่ำกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์ เมื่อเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวชัดเจน (ซึ่งน่าจะเป็นต้นถึงกลางปีหน้า) จะกลายเป็นการดึงสภาพคล่องออกจากตลาดการเงินต่าง ๆ และทำให้ราคาสินทรัพย์ต่าง ๆ หดตัวลงอย่างรวดเร็ว และอาจนำไปสู่ภาวะตื่นตระหนก และเกิดวิกฤตการเงินได้ นอกจากนั้น ปัจจัยเสี่ยงต่อตลาดอื่น ๆ เช่น การล้มละลายของบริษัทขนาดใหญ่ ผลประกอบการบริษัทที่อาจแย่กว่าคาด รวมถึงปัจจัยภายนอกอื่นๆ ที่ควบคุมไม่ได้ อาจพร้อมที่จะทำให้ฟองสบู่แตกได้ทุกเมื่อ
ความเสี่ยงจุดที่สอง ได้แก่ ความเสี่ยงในเศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่ (Emerging Economies) ทั้งในแง่ของภาวะฟองสบู่ และการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจที่ผิดพลาด (Policy Mistake) กล่าวคือ การที่สภาพคล่องในโลกการเงินกลับมาล้นระบบอีกครั้งนั้น ทำให้เม็ดเงินจำนวนมากไหลเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่ ทั้งเอเชียและละตินอเมริกา โดยสำนักวิจัย บาร์เคลย์ แคปปิตอล เงินที่ไหลเข้าสะสมสู่ตลาดเกิดใหม่นับจากต้นปี 2552 ถึงปัจจุบันนั้นมีถึงกว่า 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ สูงสุดในรอบ 4 ปี อันเป็นผลทำให้ค่าเงินของเศรษฐกิจดังกล่าวแข็งค่าขึ้นมากเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ และเป็นเหตุให้ทางการของบราซิล จำเป็นต้องออกมาตรการควบคุมเงินทุนไหลเข้า โดยการตั้งกำแพงภาษี 2% ของเงินทุนที่ไหลเข้าประเทศ
แม้ว่าเศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่ โดยเฉพาะในเอเชียนั้นมีความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจมหภาคต่ำกว่าเศรษฐกิจประเทศเจริญแล้วโดยรวม แต่ก็มีความอ่อนไหวต่อปัจจัยภายนอกในระดับที่สูง ขณะที่เศรษฐกิจเกิดใหม่ฝั่งยุโรปตะวันออกนั้นมีความเสี่ยงภาคการเงินสูงมาก ดังนั้น หากตลาดใดตลาดหนึ่งเกิดวิกฤต ไม่ว่าจะเป็นจากภาคการเงิน การเมือง ข่าวลือต่าง ๆ รวมถึงนโยบายเศรษฐกิจที่ผิดพลาด (ดังเช่นที่ทางการบางประเทศเคยทำในช่วงปลายปี 2550) อาจนำไปสู่ภาวะตื่นตระหนก กลายเป็นวิกฤตที่ลุกลามไปทั่วโลกได้ แม้ว่าผู้เขียนจะไม่อยากให้เกิดขึ้นเลยก็ตาม
สำหรับความเสี่ยงจุดสุดท้าย ก็คือ หนี้ภาครัฐที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก อาจจะสร้างปัญหาให้กับการดำเนินนโยบายของภาครัฐในระยะต่อไปได้
เรียบเรียงจากบทวิเคราะห์ของ ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ ผู้จัดการสำนักวิเคราะห์เศรษฐกิจและการลงทุน บมจ. เครือเจริญโภคภัณฑ์ ในรายการ Money Wake up ออกอากาศทุกวันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 6.00 น. ทาง Money Channel
| Posted on Friday, December 18, 2009 (Archive on Friday, December 25, 2009) Posted by suchitra Contributed by suchitra
|
|
|
|