|
|
Thursday, July 29, 2010
|
|
|
|
|
มองโอกาสหุ้นไทย ... ในวิกฤตไข้หวัดใหญ่ 2009
Posted on Friday, September 04, 2009 |
เพื่อตอบข้อสังสัยดังกล่าวกองบรรณาธิการ M&W จึงจัดงานสัมมนาหัวข้อ “ มองโอกาสหุ้นไทย ... ในวิกฤตไข้หวัดใหญ่ 2009” ขึ้นมา โดยเชิญนักธุรกิจจากภาคบริการ 3 ราย ประกอบด้วย คุณชนินทร์ โทณวณิก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) บมจ.ดุสิตธานี (DTC) คุณนริศ เชยกลิ่น รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายบัญชีและการเงิน (ซีเอฟโอ) บมจ.เซ็นทรัลพัฒนา (CPN) และคุณหมอเฉลิม หาญพาณิชย์ ประธานกรรมการบริหาร บมจ.บางกอก เชน ฮอลปิทอล (KH) ร่วมด้วยคุณสุกิจ อุดมศิริกุล “หนุ่มป๋อง” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส สถาบันวิจัยนครหลวงไทย (SCRI) เจ้าของรางวัลนักวิเคราะห์กลยุทธ์ขวัญใจนักลงทุนรายย่อยช่วง 2 ปี ล่าสุด มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และถือโอกาสชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับแนวโน้มธุรกิจ และการลงทุนหุ้นในช่วงที่เหลือของปีนี้
ไข้หวัดใหญ่ 2009 ไม่น่าห่วง เท่าปัจจัยเศรษฐกิจ และการเมือง
งานสัมมนาเปิดฉากขึ้นเมื่อเนาวรัตน์ เจริญประพิณ พิธีกรรุ่นใหญ่จาก Money Channel ซึ่งได้รับมอบหมายในทำหน้าที่ผู้ดำเนินรายการ ขอให้คุณหมอเฉลิมให้ความรู้เรื่องไข้หวัดใหญ่ 2009 เป็นอันดับแรก ซึ่งคุณหมอชี้ประเด็นว่า ไข้หวัดใหญ่ 2009 จะมีอาการคล้ายไข้หวัดทั่วไปคือ มีไข้ ปวดศีรษะ ไอ เจ็บคอ ซึ่งหากมีการรักษาอย่างถูกวิธี และพักผ่อนอย่างเพียงพอ อาการก็จะทุเลาและหายป่วยได้เองภายใน 3-5 วัน เพราะวงจรชีวิตของไวรัสจะอยู่ได้ราว 7 วัน แต่เนื่องจากเชื้อไวรัสสามารถกลายพันุธ์ได้ง่ายตามรหัสพันธุกรรม และการผลิตโปรตีน จึงทำให้มีโอกาสที่เชื้อโรคจะแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว และไม่อาจคาดการณ์ได้ล่วงหน้าด้วยว่า เชื้อไวรัสจะมีวิวัฒนาการอย่างไรต่อไป ส่งผลให้เกิดความล่าช้าในการผลิตและทดสอบยา จึงเอื้อให้เกิดกระแสตื่นตระหนกตามมาในวงกว้าง
แต่กระนั้น การที่ทุกฝ่ายเอาจริงเอาจังกับการป้องปราม และเร่งรัดการผลิตวัคซีน ก็ช่วยให้คนทั่วไปมีการป้องกันตัวเองให้มีความเสี่ยงต่ำสุดในการติดเชื้อ ในที่สุด จึงช่วยควบคุมการแพร่กระจายและลดจำนวนผู้ติดเชื้อลงได้
สำหรับผลกระทบที่เกิดขึ้นนั้น วิทยากรทุกคนเห็นตรงกันว่า ไข้หวัดใหญ่ 2009 ส่งผลกระทบต่อภาวะการค้าและการลงทุนในวงจำกัด เนื่องจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องสามารถควบคุมการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้การระบาดของโรคเกิดในระยะเวลาเพียงสั้นๆ พิสูจน์ได้จากตัวเลขอัตราเสียชีวิตของผู้ป่วย ที่อยู่ในระดับต่ำแค่ 0.1-0.5% เท่านั้น ขณะที่การตรวจสอบโดยใช้เครื่องมือชี้วัดธุรกรรมทางเศรษฐกิจที่สำคัญ ซึ่งประกอบไปด้วยดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม ดัชนีการอุปโภคบริโภคภาคเอกชน และดัชนีการลงทุนภาคเอกชน ก็พบว่า นับจากเดือนเมษายนจนถึงเดือนมิถุนายน ดัชนีเหล่านี้ไม่ได้อ่อนตัวลง ขณะที่อัตราใช้กำลังการผลิต กับยอดส่งออกกลับมีอัตราเร่งมากขึ้น
”การที่หน่วยงานภาครัฐหันมาส่งเสริมความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรค อาการของโรค รวมถึงคำแนะนำในการป้องกันตัว โดยทำควบคู่ไปกับหน่วยงานเอกชนซึ่งได้ประกาศมาตรการป้องกันการระบาดของโรคภายในองค์กรอยู่แล้ว ช่วยเร่งเร้าให้เกิดความตื่นตัวในการป้องกันการแพร่กระจายของโรคมากขึ้น และยิ่งมีการคัดแยกผู้ป่วยออกจากกันอย่างชัดเจน มีการประกาศให้โรงพยาบาลให้ยาสำหรับผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง ภายใน 48 ชั่วโมง ก็ยิ่งเพิ่มความมั่นใจให้ทุกฝ่ายมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้แนวโน้มการติดเชื้อเริ่มลดลงในที่สุด” คุณหมอเฉลิม กล่าวสั้นๆ
“จากการติดตามสถานการณ์ทั้งในกรุงเทพฯ และจังหวัดใหญ่ๆ เราพบว่า ยอดขายไม่ตก จำนวนคนเดินห้างก็ไม่ลดลง วันเสาร์อาทิตย์ยังแน่นตามปกติ คนที่ไม่แน่ใจสถานการณ์ จะหันมาสวมหน้ากากเพื่อป้องกันตัวแทน” คุณนริศ ยืนยัน
“ทุกคนรู้ตัวว่าต้องทำอะไร จะป้องกันตัวอย่างไร เพราะฉะนั้น ผลกระทบจากไข้หวัดใหญ่ 2009 มีน้อยมาก และไม่น่ากังวลมากเท่าผลกระทบจากไข้การเมือง ซึ่งมีผลต่อความเชื่อมั่นของคนทั้งในและต่างประเทศ และถึงวันนี้ ยังมองไม่ออกว่าจะจบอย่างไร” คุณชนินทร์ ชี้ประเด็น
“เราเชื่อว่า ความตื่นตัวของทุกฝ่ายจะช่วยให้กระบวนการควบคุมแพร่กระจายของโรคทำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่งผลให้ความวิตกกังวลเริ่มคลายตัวลงในครึ่งปีหลัง โดยมีความเป็นไปได้ว่า สถานการณ์ จะคลี่คลายในไตรมาส 3 เพราะเมื่อย้อนกลับไปดูสถานการณ์การระบาดของโรคไข้หวัดนก หรือโรคซาร์ส ในช่วงก่อนหน้านี้ จะพบว่า มีผลแค่ 1 ไตรมาสเท่านั้น ดังนั้น ผลกระทบจากไข้หวัดใหญ่ 2009 จึงไม่น่าจะมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจ และตลาดหุ้น เทียบเท่าผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกถดถอย หรือสถานการณ์การเมือง แต่ในระยะสั้นๆ ช่วงที่เกิดความวิตกกังวลเรื่องการแพร่กระจายของโรค ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวจะได้ผลกระทบมากที่สุด ส่วนธุรกิจโรงพยาบาลได้ประโยชน์มากที่สุด” สุกิจ ขมวดประเด็น
เมื่อวิทยากรให้น้ำหนักกับผลกระทบของโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 น้อยกว่าผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ และการเมือง ทำให้ผู้ดำเนินรายการหันมาซักรายละเอียดเกี่ยวกับแนวโน้มธุรกิจต่างๆ ทันที เริ่มต้นด้วยธุรกิจโรงแรม
ธุรกิจโรงแรม มีแค่สัญญาณฟื้นตัวอ่อนๆ ปลายปี
ซีอีโอ DTC ยอมรับว่า ตั้งแต่ทำธุรกิจโรงแรมมา 30 ปี ไม่เคยเจอปัจจัยเสี่ยงที่รุนแรง และมีผลต่อเนื่องยาวนานเหมือนช่วง 3 ปีล่าสุด เฉพาะช่วง 12 เดือนหลัง ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การเมืองทุกไตรมาส ไล่ตั้งแต่การชุมนุมของกลุ่มเสื้อเหลือง ที่บานปลายจนมีการปิดสนามบินในไตรมาสสุดท้ายปีที่แล้ว ไปจนถึงการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดง ที่บานปลายสู่การปิดการจราจรในกรุงเทพฯ และล้มงานประชุมผู้นำอาเซียน ที่พัทยา ในไตรมาส 2 ปีนี้ จนทำให้นักลงทุนและนักท่องเที่ยวต่างชาติไม่มั่นใจว่า การเดินทางมาไทยเพื่อท่องเที่ยว หรือเพื่อประชุมสัมมนาจะมีความปลอดภัยหรือไม่ แม้ในที่สุด สถานการณ์การเมืองจะคลี่คลาย แต่นโยบายของภาครัฐเองก็ไม่อาจฟื้นความเชื่อมั่นได้ในเวลาสั้นๆ
นอกเหนือจากปัญหาการเมืองแล้ว การที่เศรษฐกิจโลกเผชิญภาวะถดถอย ก็มีผลให้ความสามารถในการจับจ่ายใช้สอยของนักท่องเที่ยวหดตัวลง ส่งผลให้พฤติกรรมนักท่องเที่ยวหันมาเน้นความประหยัดมากขึ้น จึงหันมาพักโรงแรมระดับ 3-4 ดาวแทน ประกอบกับหลายประเทศหันมากระตุ้นการท่องเที่ยวหวังชดเชยผลกระทบจากการชะลอตัวของภาคส่งออก จึงทำให้การแข่งขันทวีความดุเดือดขึ้น โรงแรมระดับ 5 ดาวจึงได้รับผลกระทบค่อนข้างหนักหน่วง
อย่างไรก็ตาม การที่นักท่องเที่ยวญี่ปุ่นเริ่มจองทัวร์มาไทยอีกครั้ง ทำให้มีความเป็นไปได้ที่จะเห็นธุรกิจโรงแรมเริ่มฟื้นตัวในไตรมาสสุดท้ายปีนี้ แต่กว่าธุรกิจโรงแรมจะกลับสู่ภาวะปกติ คงต้องรอจนถึงเดือนตุลาคมปีหน้า และต้องลุ้นด้วยว่า ไม่มีปัญหาการเมืองเกิดขึ้นอีกในช่วง 2-3 เดือนข้างหน้านี้ เพราะนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นเป็นกลุ่มเป้าหมายที่มีอิทธิพลต่อธุรกิจท่องเที่ยวไทยในลำดับต้นๆ พิจารณาได้จากตัวเลขนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นที่ลดลงไปกว่า 50% นับตั้งแต่เกิดปัญหาการเมืองในช่วงครึ่งหลังปีที่ผ่านมา
สำหรับการปรับตัวของ DTC นั้น คุณชนินทร์เล่าให้ฟังว่า ตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมา เขาให้ความสำคัญกับการคุมต้นทุนโรงแรมในประเทศ ภายใต้แบรนด์ "ดุสิต" "รอยัล ปริ๊นเซส" และ "ดีทู" อย่างจริงจัง แล้วหันไปเน้นรับงานบริหารโรงแรมต่างประเทศเพื่อขยายฐานรายได้แทน เพราะประเมินว่าธุรกิจโรงแรมในประเทศจะไม่สดใส แต่กับสถานการณ์ล่าสุด กลุ่ม DTC พร้อมกลับมารุกธุรกิจในประเทศมากขึ้น เพราะประเมินว่า ธุรกิจจะกลับมาสดใสภายใน 2 ปีข้างหน้านี้
ธุรกิจห้างสรรพสินค้า ยังไปได้เรื่อยๆ
ซีเอฟโอ CPN เป็นคนถัดไปที่ถูกขอให้ชี้แจงแนวโน้มธุรกิจศูนย์การค้า ซึ่งเขาเชื่อมั่นว่า การจับจ่ายใช้สอยในช่วงครึ่งหลังปีนี้น่าจะสดใสขึ้น ส่วนหนึ่งได้รับอานิสงค์จากมาตรการภาครัฐ และอีกส่วนหนึ่งมีผลจากการที่ยอดขายสินค้าและบริการภายในศูนย์การค้าต่างๆ ในเดือนมิถุนายนและกรกฎาคมเติบโตขึ้น โดยยอดขายในเดือนกรกฎาคมมีอัตราเร่งขึ้นจากเดือนมิถุนายน และเดือนก่อนหน้า ซึ่งพอจะชี้ให้เห็นว่า คนทั่วๆไปมีความมั่นใจมากขึ้น ทำให้กล้าจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น
ส่วนแนวโน้มผลดำเนินงานของ CPN ในปีนี้ คุณนริศเชื่อมั่นว่า บริษัทจะมีรายได้เติบโตขึ้นจากปีก่อนไม่ต่ำกว่า 25% เพราะบริษัทจะสามารถรับรู้รายได้จากโครงการใหม่ 4 แห่งที่แจ้งวัฒนะ (เปิดเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว) พัทยา (เดือนมกราคมปีนี้) อุดรธานี (เดือนเมษายนปีนี้) และชลบุรี (เดือนพฤษภาคมปีนี้) แต่การเปิดตัวโครงการใหม่เหล่านี้ ก็มีผลให้ต้นทุนการดำเนินงานของบริษัทปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย และยิ่งบริษัทมีภาระค่าเช่าโครงการศูนย์การค้าเซ็นทรัล ลาดพร้าว สูงขึ้น จึงฉุดกำไรสุทธิจากการดำเนินงานปีนี้ให้ขยายตัวจากปีก่อนเพียง 5%
อย่างไรก็ดี กำไรสุทธิในปีนี้อาจขยายตัวสูงกว่านี้ หากแผนโอนสินทรัพย์จากโครงการเซ็นทรัล ปิ่นเกล้า เข้ากองทุนอสังหาริมทรัพย์ CPNRF ในไตรมาสสุดท้าย ประสบความสำเร็จ เพราะจะทำให้บริษัทสามารถบันทึกกำไรพิเศษเพิ่มอีก 2,000 ล้านบาท ซึ่งเงินดังกล่าวจะถูกนำไปใช้ชำระคืนเงินกู้ยืม และต่อยอดการลงทุนโครงการใหม่ นอกเหนือจากโครงการที่ขอนแก่น ซึ่งกำหนดเปิดตัวในปลายปีนี้ ช่วยต่อยอดรายได้ในปีหน้า และปีถัดๆ ไป
ธุรกิจโรงพยาบาล โตตามกระแสใส่ใจสุขภาพ
จบจากธุรกิจโรงแรม และธุรกิจศูนย์การค้า เวทีสัมมนาพุ่งประเด็นไปที่แนวโน้มธุรกิจโรงพยาบาลต่อ ซึ่งประธานกรรมการบริหาร KH ยอมรับว่า การแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่ 2009 ทำให้คนไทยมีความตื่นตัวและใส่ใจสุขภาพมากขึ้น เอื้อประโยชน์ต่อธุรกิจโรงพยาบาลจริง แต่โรงพยาบาลแต่ละแห่งจะได้ประโยชน์ไม่เท่ากัน เพราะมีจุดเด่น และยุทธศาสตร์การทำธุรกิจที่แตกต่างกัน ทว่า เมื่อแยกพิจารณาเรื่องผลประโยชน์ ต้องยอมรับว่า โรงพยาบาลที่มีฐานลูกค้าต่างชาติจะได้รับผลกระทบส่วนหนึ่งจากการชะลอตัวของธุรกิจท่องเที่ยว แต่โรงพยาบาลที่มีฐานลูกค้าในประเทศจะได้รับผลประโยชน์เต็มที่
สำหรับ KH ปีนี้น่าจะมีรายได้เติบโตจากปีก่อนไม่ต่ำกว่า 10-15% เพราะสามารถขยายฐานลูกค้าในประเทศได้เพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งจากกลุ่มลูกค้าระดับกลางที่มีความตื่นตัวเรื่องสุขภาพมากขึ้น และอีกส่วนหนึ่งเป็นผลจากกลุ่มลูกค้าที่เคยใช้บริการจากโรงพยาบาลระดับพรีเมี่ยม หันมาใช้บริการโรงพยาบาลขนาดกลางเพิ่มขึ้น เพราะเสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่า นอกจากนี้ การที่ภาครัฐประกาศขึ้นอัตราเหมาจ่ายตามโครงการประกันสังคม จากรายละ 1,674 บาทต่อปี เป็นรายละ 1,996 บาทต่อปี ขณะที่ยุทธศาสตร์ในการเป็นผู้นำด้านการผ่าตัดหัวใจของโรงพยาบาลเริ่มออกดอกออกผล จึงมีผลให้กำไรสุทธิปีนี้น่าจะขยายตัวจากปีก่อนไม่ต่ำกว่า 20-25%
เปิดกลยุทธ์ลงทุนหุ้นโรงแรม ศูนย์การค้า และโรงพยาบาล
“เราได้ฟังเจ้าของธุรกิจพูดไปแล้ว มาฟังมุมมองของนักวิเคราะห์กันบ้างดีกว่า คุณสุกิจให้น้ำหนักการลงทุนหุ้น 3 กลุ่มนี้อย่างไรคะ” เนาวรัตน์ยิงคำถามต่อเนื่อง
“หากต้องเลือกลงทุนในหุ้นทั้ง 3 กลุ่มนี้ หุ้นกลุ่มโรงพยาบาลจะมีความโดดเด่นมากที่สุด เพราะมีความเสี่ยงจากปัจจัยการเมืองและเศรษฐกิจน้อยที่สุด และมีศักยภาพในการทำกำไรที่ยั่งยืน ตามกระแสตื่นตัวเรื่องการดูแลสุขภาพ และแนวโน้มสังคมไทยซึ่งกำลังก้าวเข้าสู่ยุคมีผู้สูงวัยมากขึ้นเรื่อยๆ ส่วนหุ้น CPN สามารถซื้อเก็บไว้ในพอร์ตได้ เพราะมีการขยายสาขาคอยเพิ่มศักยภาพในการทำกำไรอย่างต่อเนื่อง ส่วนหุ้นกลุ่มโรงแรม เหมาะสำหรับการลงทุนระยะยาวเท่านั้น เพราะธุรกิจท่องเที่ยวมีปัจจัยเสี่ยงรุมเร้าค่อนข้างมาก แต่เนื่องจากราคาหุ้นกลุ่มนี้ปรับตัวลงมาค่อนข้างมาก จึงทำให้สามารถทยอยซื้อสะสมได้ในต้นทุนที่ถูก” สุกิจให้คำตอบ
อย่างไรก็ตาม หนุ่มป๋องกลับไม่ได้ recommend หุ้น DTC หรือหุ้น KH โดยให้เหตุผลว่า ไม่ได้มีการติดตามสถานการณ์หุ้นทั้ง 2 ตัวนี้
ซึ่งเมื่อกองบรรณาธิการ M&W ได้สอบถามความคิดเห็นของนักวิเคราะห์จากสำนักอื่นๆ เพิ่มเติม จะพบว่า หุ้น KH ถือเป็นหุ้นตัวหนึ่งในกลุ่มโรงพยาบาลที่นักวิเคราะห์ recommend โดยมีการประเมินกำไรปีนี้ ไว้ระหว่าง 663-769 ล้านบาท และประมาณการกำไรปีหน้าที่ 720-825 ล้านบาท ขณะที่ราคาเหมาะสมใน 12 เดือนข้างหน้า มีค่าเฉลี่ยที่ 9.60 บาท
แต่หากพิจารณากระแสความสนใจในหุ้นกลุ่มโรงพยาบาล นักวิเคราะห์ทุกสำนักจะให้น้ำหนักกับ BGH และ BH มากที่สุด โดย BGH ถูกประเมินกำไรปีนี้ไว้ระหว่าง 1,482-1,888 ล้านบาท และประมาณการกำไรปีหน้าที่ 1,767-2,250 ล้านบาท ขณะที่ราคาเหมาะสมใน 12 เดือนข้างหน้า มีค่าเฉลี่ยที่ 26.80 บาท ขณะที่ BH ถูกประเมินกำไรปีนี้ไว้ระหว่าง 1,178-1,323 ล้านบาท และประมาณการกำไรปีหน้าที่ 1,232-1,620 ล้านบาท ขณะที่ราคาเหมาะสมใน 12 เดือนข้างหน้า มีค่าเฉลี่ยที่ 29.50 บาท
สำหรับหุ้น CPN ได้รับความสนใจจากนักวิเคราะห์ทุกสำนัก โดยมีการประเมินกำไรปีนี้ที่ 2,032-4,288 ล้านบาท และประมาณการกำไรปีหน้าที่ 2,210-2,607 ล้านบาท ขณะที่ราคาเหมาะสมใน 12 เดือนข้างหน้า มีค่าเฉลี่ยที่ 23.74 บาท
ส่วนหุ้น DTC ไม่มีการทำบทวิเคราะห์แต่อย่างใด เพราะหุ้นมีสภาพคล่องน้อย โดยนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ให้ความสนใจกับหุ้น MINT และ CENTEL โดย CENTEL ถูกประเมินกำไรปีนี้ระหว่าง 187-361 ล้านบาท และประมาณการกำไรปีหน้าที่ 393-497 ล้านบาท ขณะที่ราคาเหมาะสมใน 12 เดือนข้างหน้า มีค่าเฉลี่ยที่ 3.28 บาท ขณะที่ MINT ถูกประเมินกำไรปีนี้ที่ 1,289-2,077 ล้านบาท และประมาณการกำไรปีหน้าระหว่าง 1,649-2,274 ล้านบาท ขณะที่ราคาเหมาะสมใน 12 เดือนข้างหน้า มีค่าเฉลี่ยที่ 10.60 บาท
กลยุทธ์ลงทุนหุ้น เล่นรอบ+ รอซื้อเมื่อราคาหุ้นอ่อนตัว
แต่ก่อนงานสัมมนาปิดฉากลง มีการขอให้ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส SCRI ให้ความเห็นเกี่ยวกับการลงทุนในตลาดหุ้นเป็นการทิ้งท้าย โดยหนุ่มป๋องชี้ว่า การที่เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป หรือขยายตัวในอัตรา Flat Rate ทำให้แนวโน้มรายได้ และกำไรของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ส่วนใหญ่ไม่น่าเติบโตในอัตราที่สูง ดังนั้น Theme ลงทุนต้องให้ความสำคัญกับหุ้นรายตัว ซึ่งสามารถพิจารณาได้จากอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มสดใส
กรณีแรก เป็นอุตสาหกรรมที่ได้ประโยชน์จากการเติบโตของเศรษฐกิจจีน เช่น พลังงาน ปิโตรเคมี ยานยนต์ กรณีที่สอง เป็นอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับปัจจัย 4 เช่น กลุ่มอาหาร ศูนย์การค้า ค้าปลีก โรงพยาบาล สื่อสาร และกรณีสุดท้าย เป็นอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ เช่น กลุ่มวัสดุก่อสร้าง กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง โดยหุ้นที่มีการ recommend ถึงประกอบไปด้วย ADVANC BANPU BGH CPALL CPF CPN GLOW QH SCC SPALI PTTCH TNH TOP และ TUF
สำหรับจังหวะลงทุน เขาแนะให้รอจังหวะซื้อเมื่อราคาหุ้นอ่อนตัว หรือเก็งกำไรระยะสั้น (trading) ตามรอบ เนื่องจากปัจจุบัน ทางเลือกในการลงทุนมีอยู่อย่างจำกัด และยิ่งทางการสหรัฐ และยุโรป มีการควบคุมการลงทุนในอนุพันธ์มากขึ้น มีผลให้บรรดากองทุนเพื่อประกันความเสี่ยง (Hedge Funds) หันมาลงทุนหุ้นมากขึ้น โดยเฉพาะหุ้นในภูมิภาคเอเชีย ส่งผลให้ราคาหุ้นปรับฐานตามกระแสเงินทุน (fundflow) มากกว่าปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental) และปัจจัยอันนี้ ทำให้มีความเป็นไปได้ที่หุ้นไทยในช่วงที่เหลือของปีนี้ มีโอกาสไต่ระดับขึ้นไปแตะ 700 จุด แต่จะจริงหรือไม่ อีก 3-4 เดือนที่เหลือของปีนี้ น่าจะมีคำตอบชัดเจนแน่
จากคอลัมน์ SMART MONEY โดย วรนนท์ อัศวพิริยานนท์ นิตยสาร M&W กันยายน 2552
| Posted on Friday, September 04, 2009 (Archive on Friday, September 11, 2009) Posted by suchitra Contributed by suchitra
| BR>
|
|
|