|
|
Thursday, July 29, 2010
|
|
|
|
|
ชี้ช่องลงทุน ... เมื่อหุ้นปรับฐาน
Posted on Thursday, August 06, 2009 |
โดยปกติ ไตรมาส 3 จะเป็นช่วงที่นักลงทุนรู้สึกท้อแท้ และห่อเหี่ยวที่สุด เพราะตลาดหุ้นมักปรับฐาน และซึมตัวตลอด ขณะที่นักลงทุนต่างชาติมักจะขายสุทธิหนักที่สุดในรอบปี แต่กับสถานการณ์ในเดือนกรกฎาคมปีนี้ ดัชนีตลาดหุ้นไทยกลับสามารถยืนระยะเหนือ 600 จุด ห่างจากจุดสูงสุดของปีที่ทำไว้เมื่อเดือนมิถุนายน ที่ระดับ 638 จุด เพียงเล็กน้อย ทำให้หลายคนอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า ตลาดหุ้นไทยจะสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ทุบสถิติในอดีตได้จริงหรือ มีเหตุผลอะไรสนับสนุน ในเมื่อภาวะเศรษฐกิจโดยรวมเองก็ไม่สดใสแต่อย่างใด และภาพความสดใสนี้ จะเกิดขึ้นแค่ภาวะชั่วคราวหรือไม่
เพื่อตอบข้อสงสัยเหล่านี้ กองบรรณาธิการ M&W จึงเชิญนักวิเคราะห์จาก 4 สำนัก ประกอบด้วย คุณวิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล กรรมการบริหาร และหัวหน้าฝ่ายวิจัย บล.ทิสโก้ (TSC) คุณกวี ชูกิจเกษม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.กสิกรไทย (KSEC) คุณจิตรา อมรธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บมจ.หลักทรัพย์ฟินันเซีย ไซรัส (FSS) และคุณธวัชชัย อัศวพรไชย ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.โกลเบล็ก (GBX) ขึ้นเวทีสัมมนาหัวข้อ “ ชี้ช่องลงทุน ... เมื่อหุ้นปรับฐาน” โดยมอบหมายให้เนาวรัตน์ เจริญประพิณ พิธีกรรุ่นใหญ่จาก Money Channel รับหน้าที่ผู้ดำเนินรายการเหมือนเคย
ควรทำใจรับหุ้นปรับฐานไตรมาส 3 ก่อนฟื้นตัวไตรมาส 4
งานสัมมนาเปิดฉากขึ้นด้วยการฟันธงจาก 4 นักวิเคราะห์ตรงกันว่า ทุกฝ่ายน่าจะเห็นการปรับฐานของดัชนีตลาดหุ้นไทย ในไตรมาส 3 แน่ เพราะเหตุผล 2 ประการ ประการแรก วัฏจักรด้านฤดูกาล (Seasonality) ไม่ว่าจะพิจารณาจากอัตราขยายตัวทางเศรษฐกิจ ที่วัดจากการจับจ่ายใช้สอยในประเทศ การลงทุน การก่อสร้าง การค้าระหว่างประเทศ ตลอดจนการเบิกจ่ายงบประมาณ ต่างชะลอตัวลงหมด หรือดูจากผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน หรือภาวะตลาดหุ้นย้อนหลัง ทุกอย่างบ่งชี้ตรงกันหมดว่า ไตรมาส 3 เป็นช่วงพักฐานทั้งสิ้น แม้แต่สถิติดัชนีตลาดหุ้นใน MSCI Index ช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ทั้งในภาวะตลาดหุ้นกระทิง (Bull Market) และภาวะหมี (Bear Market) ดัชนีตลาดหุ้นทำสถิติ Low ที่สุดประจำปีอย่างสม่ำเสมอ
ขณะเดียวกัน เมื่อพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณเงินในความหมายกว้าง (M2) กับ P/E ตลาดหุ้นทั่วโลก ซึ่งปกติปริมาณเงินจะมีผลต่อ P/E ตลาดหุ้นโลก และมีความสัมพันธ์ต่อ P/E ตลาดหุ้นไทย ในสัดส่วน 80% และ 60% ตามลำดับ จะพบด้วยว่า สภาพคล่องในตลาดโลกในไตรมาส 3 มักชะลอตัวลง ทำให้ P/E ตลาดหุ้นปรับตัวตามไปด้วย และมีความบังเอิญอีกเช่นกัน ที่นักลงทุนต่างชาติมักขายสุทธิ (Net Sell) หุ้นไทยในเดือนสิงหาคมเสมอ ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อพิจารณาข้อมูลสถิติในอดีต จะพบอีกว่า ตลาดหุ้นทั่วโลกเริ่มมีการปรับฐานในเดือนสิงหาคม และพักฐานในช่วงเดือนกันยายน ต่อเนื่องต้นเดือนตุลาคม
ส่วนสาเหตุประการที่สอง ไม่มีกระแสเงินทุนไหลเข้า (Fundflows) ตลาดหุ้นเหมือนในไตรมาส 2 เนื่องจากโอกาสเก็งกำไรเพื่อหาผลตอบแทนในอัตราสูงๆ ของผู้จัดการกองทุนปิดฉากลงไป เพราะสถานการณ์โดยรวมไม่เอื้ออำนวย ทั้งความคาดหวังว่าเศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวในลักษณะ V-Shape ไม่เกิดขึ้นจริง เงินดอลลาร์สหรัฐฯ มีแนวโน้มจะปรับแข็งค่าขึ้น ทิศทางดอกเบี้ยในตลาดโลกเริ่มปรับเป็นขาขึ้น ซึ่งสวนทางกับสถานการณ์ในไตรมาส 2 ซึ่งช่วงนั้นค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนอย่างต่อเนื่อง ดอกเบี้ยในตลาดโลกต่ำ ทำให้เมื่อมี Fundflows ไหลเข้าตลาดหุ้นเอเชีย ดัชนีตลาดหุ้นทั้งภูมิภาคจึงทะยานสูงเป็นประวัติการณ์ เฉพาะตลาดหุ้นไทย ค่า P/E กระโดดขึ้นมาแตะระดับ 21 เท่า ซึ่งเกินปัจจัยพื้นฐานที่ควรจะเป็น ในระดับ 11-12 เท่า เกือบเท่าตัว
ทั้งนี้ Fundflows เริ่มย้ายจากตลาดหุ้นเข้าตลาดเงิน ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ดูได้จากกระแสตอบรับการเปิดขายกองทุนพันธบัตรเกาหลีใต้ของกองทุนรวมต่างๆ ขณะที่ผลสำรวจความเห็นผู้จัดการกองทุนในเอเชีย ที่จัดทำโดยสำนักข่าวดาวน์โจนส์ (Dow Jones Asia Fund Poll) ระบุว่า ผู้จัดการกองทุนส่วนใหญ่ประกาศลดน้ำหนักการลงทุนหุ้น และหันมาเพิ่มน้ำหนักการลงทุนตราสารหนี้แทน ทำให้อัตราผลตอบแทนจากการลงทุนพันธบัตร (Yield Curve) เริ่มปรับตัวสูงขึ้น
นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 2 มีความเป็นไปได้สูงที่บริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่จะมีผลดำเนินงานแย่ที่สุดในรอบปีนี้ มียกเว้นแค่หุ้นกลุ่มบันเทิง กับหุ้นกลุ่มปิโตรเคมี ซึ่งมี gain จากราคาน้ำมัน ส่งผลให้ตลาดหุ้นมีความน่าสนใจลดลง ขณะเดียวกัน เมื่อประเมินสถานการณ์ทั่วไปในไตรมาส 3 ซึ่งเป็นช่วง Low season ของธุรกิจต่างๆ ตลาดหุ้นจึงน่าจะพักฐานสักระยะ ก่อนเริ่มกระเตื้องในไตรมาส 4 จากผลของการจับจ่ายใช้สอยช่วงเทศกาล และกระบวนการเบิกจ่ายงบประมาณเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ จึงทำให้น่าจะมีแรงซื้อเก็งกำไรผลประกอบการกลับมาอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ทุกสำนัก เห็นตรงกันว่า การปรับฐานของตลาดหุ้นจะไม่รุนแรง และน่าจะดีดกลับ (rebound) ได้ภายใน 2-3 เดือน
“การปรับฐานรอบนี้น่าจะกินเวลาสั้น เริ่มในปลายเดือนกรกฎาคม หรือต้นเดือนสิงหาคม ก่อนฟื้นตัวอีกครั้งราวปลายเดือนกันยายน ส่วนการปรับตัวลงของดัชนีน่าจะอยู่ในลักษณะเร็วและแรง อยู่ในกรอบระหว่าง480-520 จุด เพราะเราเชื่อว่า ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐในไตรมาส 3 จะแข็งขึ้นในอัตรา 5-10% จาก 2 เหตุผล คือ เศรษฐกิจยุโรปเริ่มเข้าสู่ภาวะถดถอย (Recession) ขณะที่สถาบันการเงินสหรัฐและยุโรปต้องระดมทุนเพิ่มอีก 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งในเรื่องนี้ จะต้องติดตามกันต่อว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (FED) จะมีแนวนโยบายเรื่องการต่ออายุเงินกู้ยืมในช่วงเกิดวิกฤตการเงินหรือไม่ หากไม่ต่ออายุ ตลาดหุ้นมีแนวโน้มจะทรุดตัวอีกครั้ง ในเดือนตุลาคม” คุณวิศิษฐ์ หรือน้าฮิม จาก TSC เปิดประเด็น
“หากพิจารณาจากพื้นฐานเศรษฐกิจ และแนวโน้มผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนทั้งปี ดัชนีตลาดหุ้นไทยที่สมเหตุสมผลควรอยู่ที่ระดับ 550 จุด อย่างไรก็ตาม ดัชนีอาจปรับฐานลงไปแตะ 500-510 จุดได้ใน 2 กรณี กรณีแรก มีการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางต่างๆ โดยเฉพาะ FED เพราะจะทำให้ Fundflows ไหลเข้าไปลงทุนในตลาดตราสารหนี้แทน ส่วนกรณีที่สอง มีสาเหตุจากราคาน้ำมันในตลาดโลกดีดตัวแรงและเร็ว เพราะน้ำมันมีผลกระทบต่อต้นทุนในการทำธุรกิจในสัดส่วนที่สูง ส่งผลให้แนวโน้มผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนโดยรวมปรับลดลง“ คุณปุ๋ย-จิตรา จาก FSS กล่าวเสริม
“เมื่อวิเคราะห์ด้วยปัจจัยทางด้านเทคนิคเพียงอย่างเดียว จะพบว่า การปรับฐานของตลาดหุ้นรอบนี้จะไม่เกิน 3 เดือน และหากใช้เทคนิค run regression ซึ่งอ้างอิงจากยอดซื้อขายสุทธิของนักลงทุนต่างชาติ ในกรณีเลวร้ายที่สุด คือ นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นไทยสุทธิวันละ 2 พันล้านบาท จะได้ผลลัพธ์ว่า การปรับฐานของดัชนีตลาดหลักทรัพย์จะไม่ต่ำกว่า 510 จุด” คุณธวัชชัย จาก GBX นักวิเคราะห์ที่มีชื่อเล่นเก๋ไก๋ว่า “คุณหวาน” ให้มุมมองอีกด้าน
“เมื่อวิเคราะห์จากปัจจัยพื้นฐาน การปรับฐานของตลาดหุ้นไม่น่าต่ำกว่า 520-540 จุด แต่เนื่องจากเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยยังไม่มีสัญญาณฟื้นตัวที่ชัดเจน หากเกิดปัจจัยเหนือความคาดหมาย ดัชนีอาจปรับฐานลงมาแตะ 480 จุดได้ อย่างไรก็ดี นักลงทุนควรทยอยสะสมหุ้นปัจจัยพื้นฐานดี ทันทีที่ดัชนีอ่อนตัวแตะ 550 จุด” คุณกวี จาก KSEC ฟันธง
เปิด 2 กลยุทธ์ลงทุนรับหุ้นปรับฐาน ใช้กลไก TFEX ลดขาดทุน-เล่นรอบ ก่อนหากำไรจากการซื้อสะสมหุ้นปัจจัยพื้นฐาน
เมื่อเสียงส่วนใหญ่ ประเมินว่า ตลาดหุ้นในไตรมาส 3 ไม่น่าปรับฐานจนหลุดดัชนี 500 จุด เวทีสัมมนาจึงหันมาพูดคุยกันต่อด้วยเรื่องกลยุทธ์การลงทุนทันที
โดยกลยุทธ์แรก พุ่งเป้าไปที่การลดผลขาดทุนในพอร์ตหุ้น ซึ่งสามารถทำได้ผ่านตลาดอนุพันธ์ (TFEX) โดยทำได้ 2 ลักษณะ คือ การขาย (short) SET50 Index Futures ในมูลค่าเท่ากับพอร์ตการลงทุนหุ้น แล้วซื้อ (Long) SET50 Index Futures เพื่อปิดสถานะเมื่อหุ้นฟื้นตัว หรือทำ Hedge ผลกำไรขาดทุนระหว่าง Stock Futures ด้วยกันเอง หรือมีศัพท์เทคนิคว่า ทำ Pair Trade เมื่อนักลงทุนมองออกว่า ราคาหุ้นบางตัวในพอร์ตที่ถือครองอยู่ อาจมีราคาปรับลดลงในช่วงสั้น ขณะที่หุ้นบางตัวมีแนวโน้มที่ราคาจะปรับตัวสูงขึ้น ก็สามารถปรับสัดส่วนการลงทุนได้ โดยการซื้อ (Long) Stock Futures หุ้นตัวที่คาดว่าจะปรับตัวขึ้นเพื่อเป็นการเพิ่มสัดส่วนการลงทุน หรือขาย (Short) Stock Futures หุ้นตัวที่คาดว่าจะปรับตัวลงเพื่อเป็นการลดสัดส่วนการลงทุน โดยไม่ต้องมีการขายหุ้นจริง เมื่อระดับราคาหุ้นมีการปรับตัวตามที่คาดแล้ว ผู้ลงทุนก็สามารถล้างฐานะ Stock Futures เพื่อรับรู้กำไรได้ตามที่ต้องการ
อย่างไรก็ตาม การใช้กลยุทธ์ทั้ง 2 อันนี้ เหมาะสำหรับนักลงทุนที่มีความรู้ความเข้าใจทั้งปัจจัยพื้นฐาน และ sentiment ของตลาดลึกซึ้งเพียงพอ หากนักลงทุนรายใดไม่เข้าใจดีพอ ควรขอคำปรึกษาจากโบรกเกอร์ที่ใช้บริการอยู่
ขณะที่กลยุทธ์ที่สองเป็นการเล่นรอบ (Trading) ในไตรมาส 3 และทยอยซื้อสะสมหุ้นปัจจัยพื้นฐานดี รอขายทำกำไรเมื่อหุ้นฟื้นตัว ซึ่งวิทยากรทุกคน จะพูดตรงกันว่า นักลงทุนสามารถเล่นเก็งกำไรระยะสั้นได้ตามรอบ เนื่องจากจะมีช่วงที่ตลาดพักฐานระยะสั้นๆ โดยจับจังหวะจากข่าว และสถานการณ์ทั้งในและต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น ข่าวผลดำเนินงานและการจ่ายปันผลของบริษัทจดทะเบียน สถานการณ์ทางการเมือง การปรับตัวของราคาน้ำมัน หรือการประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ของจีน
สำหรับจังหวะในการลงทุน อาจพิจารณาจากปัจจัยทางด้านเทคนิคประกอบการตัดสินใจซื้อหรือขายหุ้นได้ด้วย แต่ควรทำเมื่อมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยรายวันไม่ต่ำกว่า 15,000 ล้านบาท และเลือกหุ้นที่มีสภาพคล่องสูง อาจติด Most Active Volume หรือติด Most Active Value ก็ได้
แต่เพื่อหากำไรจากการลงทุนหุ้นอย่างเป็นกอบเป็นกำ นักวิเคราะห์จาก 4 สำนัก แนะให้นักลงทุนทยอยซื้อสะสมหุ้นปัจจัยพื้นฐานดีเก็บเข้าพอร์ต เพื่อรอการฟื้นตัวของตลาดในไตรมาส 4 หรือถือข้ามปีเพื่อรอขายกลางปีหน้า เพราะเศรษฐกิจมีแนวโน้มจะขยายตัวหลังจากที่ตกอยู่ในภาวะถดถอย (Recession) ตลอดปีนี้ ซึ่งจังหวะในการทยอยซื้อสะสม น่าจะอยู่ในระหว่างกลางเดือนสิงหาคม ถึงกลางเดือนกันยายน
นอกจากนี้ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ KSEC ยังให้ทีเด็ดสำหรับนักลงทุนที่ตัดสินใจไม่ถูกว่าควรซื้อสะสมหุ้นตัวใด ด้วยว่า ให้ทยอยซื้อสะสม TDEX เก็บเข้าพอร์ตแทนก็ได้ เพราะ TDEX เป็นหุ้นที่อ้างอิงจาก 50 บริษัทที่อยู่ใน SET50 Index ซึ่งมีข้อดี 2 อย่าง คือ ราคาหุ้นจะปรับตามดัชนีตลาดหลักทรัพย์ และการลงทุนยังมีลุ้นได้รับเงินปันผลอีกด้วย
ต่อจากนั้น วิทยากรแต่ละรายเริ่มหันมาลงรายละเอียดเกี่ยวกับการเลือกหุ้นเข้าพอร์ต
หุ้นในดวงใจ KSEC TSC FSS และ GBX
“เราแนะนำซื้อหุ้นธุรกิจโทรศัพท์มือถือ วัสดุก่อสร้าง ยานยนต์ กับส่งออก และเก็งกำไรหุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง เพราะหุ้นเหล่านี้ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจไม่มาก และสามารถเอาชนะการเหวี่ยงของตลาดได้ พิจารณาได้จากค่าอัลฟาสูง มีเบต้าต่ำ” หัวหน้าฝ่ายวิจัย TSC ชี้ประเด็น
ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ FSS อธิบายเพิ่มเติมถึงสาเหตุที่ทำให้หุ้นกลุ่มโทรศัพท์มือถือน่าสนใจว่า เกิดจากโทรศัพท์มือถือเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน ทุกคนต้องใช้ไม่ว่าภาวะเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร ประกอบกับการที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) เตรียมประกาศใช้เทคโนโลยี 3G ในปีหน้า กลายเป็นปัจจัยหนุนให้ผู้ประกอบการมีช่องทางหารายได้หลากหลายขึ้น เห็นผลชัดเจนในปี 2555 ขณะที่ต้นทุนในการประกอบธุรกิจก็ลดลง จากทั้งต้นทุนด้านเทคโนโลยี 3G ที่ถูกลง เพราะมีความล่าช้าในการประกาศใช้ และต้นทุนค่าสัมปทานที่ต่ำลง เหลือแค่ 3-4% ของรายได้ จากที่จัดเก็บเดิมในอัตรา 20-30% ของรายได้
เนื่องจากคุณปุ๋ยมีความถนัดในหุ้นกลุ่มสื่อสารอยู่แล้ว เธอแนะกลยุทธ์ลงทุนให้อีกว่า หากมองการลงทุนระยะสั้น ถึงแค่สิ้นปีนี้ ADVANC น่าสนใจกว่า DTAC เพราะมีแนวโน้มการลดลงของกำไรต่ำกว่า เนื่องจากในปีก่อน DTAC มีฐานกำไรสูงกว่า แต่หากลงทุนเพื่อถือหุ้นข้ามปี DTAC จะน่าสนใจกว่า ADVANC เพราะได้ประโยชน์จากค่าสัมปทานที่ลดลงในสัดส่วนสูงกว่า สำหรับ TRUE สามารถเก็งกำไรรับข่าวการสรรหาพันธมิตรให้ได้ภายในปีนี้ เพื่อแก้ปัญหาหนี้สะสมที่สูงมาก
ส่วนหุ้นกลุ่มวัสดุก่อสร้าง ได้ประโยชน์จากการเร่งรัดการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล เช่นเดียวกับกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง แต่เนื่องจากอัตรากำไรขั้นต้น (margin) ของผู้รับเหมาก่อสร้างอยู่ในอัตราต่ำ และมีความเสี่ยงจากราคาวัสดุก่อสร้าง การเวนคืนที่ดินเพื่อทำการก่อสร้าง กดดันกำไรได้อีก จึงควรเล่นเก็งกำไรเท่านั้น
สำหรับหุ้นกลุ่มยานยนต์ และอิเล็คทรอนิกส์ มีความน่าสนใจมากขึ้น เพราะเริ่มมีคำสั่งซื้อเข้ามาตั้งแตกลางปี จนผู้ประกอบการบางรายมีคำสั่งซื้อไปจนถึงสิ้นปีแล้ว ประกอบกับการที่เงินดอลลาร์สหรัฐมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น ทำให้น่าจะมีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเพิ่มเติม คล้ายคลึงกับหุ้นกลุ่มส่งออกอาหาร แต่กระนั้น การลงทุนหุ้นกลุ่มยานยนต์ ควรหลีกเลี่ยงหุ้น YNP
“ เมื่อพิจารณาจากแนวโน้มธุรกิจ และประวัติการจ่ายปันผลสม่ำเสมอ เราแนะนำซื้อหุ้น ADVANC DTAC DCC SVI DELTA CPF TUF รวมถึงหุ้นอย่าง BIGC และ CPALLด้วย ส่วนหุ้นที่เหมาะสำหรับการเก็งกำไร นอกจากหุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้างแล้ว ยังมีหุ้นกลุ่มพลังงาน ทั้งน้ำมัน ถ่านหิน รวมถึงกลุ่มปิโตรเคมี กลุ่มปูนซิเมนต์” คุณปุ๋ย ตบท้าย
คุณกวี หรือพี่วี จาก KSEC ได้ขยายความเหตุผลที่ทำให้หุ้นกลุ่มปูนซิเมนต์มีความน่าสนใจเพียงแค่เก็งกำไร โดยชี้ว่า มีความโดดเด่นแค่ราคาหุ้นกลุ่มนี้ในไทยถูกที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับหุ้นในภูมิภาค แต่ในแง่พื้นฐานแล้วความต้องการใช้ปูนซิเมนต์ในการเดินหน้าโครงการภาครัฐ จะมีต่ำกว่าโครงการอสังหาริมทรัพย์ ขณะที่ต้นทุนในการผลิตปูนซิเมนต์ ยังมีความเสี่ยงจากราคาน้ำมันคอยกดดันอีก ทำให้ความสามารถในการทำกำไรถูกควบคุมให้อยู่ในระดับจำกัด การจ่ายปันผลในอัตราสูงเหมือนในอดีตจึงมีความเป็นไปได้น้อย
ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ KSEC ยังได้ให้รายละเอียดความน่าสนใจของหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ซึ่งเขามีความชำนาญอยู่แล้วเป็นพิเศษอีกว่า สามารถซื้อเก็บเข้าพอร์ตได้ด้วย โดยเฉพาะ KTB และ BBL เพราะเชื่อว่า ธนาคารจะสามารถขยายสินเชื่อได้เพิ่มขึ้นในครึ่งปีหลัง ขณะที่ส่วนต่างดอกเบี้ยรับและดอกเบี้ยจ่าย (Spread) มีแนวโน้มสูงขึ้น เนื่องจากผู้ฝากเงินมีการโยกเงินออกไปซื้อพันธบัตรออมทรัพย์ หรือหุ้นกู้เอกชน ซึ่งให้ผลตอบแทนดีกว่าการฝากเงิน ขณะที่ปัญหาหนี้เสีย (NPLs) ไม่น่าวิตก เพราะการปล่อยสินเชื่อใหม่จะกระจุกตัวในโครงการภาครัฐค่อนข้างมาก ทำให้โอกาสเบี้ยวหนี้มีน้อย แต่อาจมีความล่าช้าเกิดขึ้นบ้าง
“ผมเชื่อว่าในครึ่งปีหลัง จะมีการเก็บหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ มากกว่าหุ้นกลุ่มพลังงาน เพราะฉะนั้น อยากแนะให้ขาย (Short) หุ้นกลุ่มพลังงาน ใน series เดือนกันยายน และซื้อ (Long) หุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ใน series เดือนธันวาคม เพื่อเพิ่มมูลค่าพอร์ตการลงทุนในอีกทางหนึ่ง” คุณวี แนะกลยุทธ์ลงทุนแถมให้อีก
ขณะที่คุณหวานมองข้ามชอตไปถึงการลงทุนหุ้นปีหน้า โดยชี้ว่า การที่ Theme การลงทุนหุ้นยังอิงธุรกิจที่พึ่งพิงตลาดในประเทศ (Domestic Plays) เหมือนในปีนี้ ทำให้หุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ อย่าง LH QH AP PS หรือ SPALI เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่สามารถสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนได้อย่างคุ้มค่า เพราะเมื่อวิเคราะห์โดยใช้ปัจจัยด้านเทคนิค อิงข้อมูลวันนี้ จะพบว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยมีโอกาสทะยานแตะดัชนี 680-710 จุด
นอกเหนือจากหุ้นข้างต้นแล้ว ยังมีการชี้ช่องลงทุนหุ้นรายตัวเพิ่มเติมจากวิทยากรทุกคนเป็นการส่งท้ายอีกว่า อยากให้นักลงทุนที่ชื่นชอบสไตล์การลงทุนแบบวอร์เรน บัฟเฟตต์ ทยอยซื้อสะสมหุ้น MINT SAT BECL และ HMPRO เก็บเข้าพอร์ต เมื่อราคาหุ้นอ่อนตัวลงมาอีก เพราะราคาหุ้นเหล่านี้ปรับฐานเกินกว่าปัจจัยพื้นฐานที่ควรจะเป็น
จากคอลัมน์ SMART MONEY โดย วรนนท์ อัศวพิริยานนท์ นิตยสาร M&W ส.ค. 52 | Posted on Thursday, August 06, 2009 (Archive on Thursday, August 13, 2009) Posted by suchitra Contributed by suchitra
| BR>
|
|
|