|
|
Thursday, July 29, 2010
|
|
|
|
|
ลดความเสี่ยงพอร์ตหุ้น ลุ้นทำกำไร ด้วย Stock Futures
Posted on Wednesday, July 08, 2009 |
ภาพรอยยิ้มของนักลงทุนหุ้นตามห้องค้าต่างๆ ที่เกิดขึ้น 8 สัปดาห์ นับจากปลายเดือนเมษายนจนถึงสัปดาห์ที่ 2 ของเดือนพฤษภาคม ที่ค่อยๆ จางหายไป เมื่อกระแสเงินทุนไหลเข้า (Capital Inflow) เปลี่ยนทิศเป็นไหลออก (Capital Outflow) ตั้งแต่กลางเดือนมิถุนายนเป็นต้นมา แถมยังมีเสียงเตือนจากนักวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์หลายสำนักด้วยว่า ให้ทำใจรับภาวะหุ้นซบเซาตลอดไตรมาสสาม คล้ายๆ กับช่วงไตรมาสแรกปีนี้
แม้ตลาดหุ้นจะมีแนวโน้มไม่สดใส แต่เมื่อได้พูดคุยกับนักวิเคราะห์เหล่านี้ กลับมีการเสนอแนะให้นักลงทุนหันมาสนใจลงทุนในตลาดอนุพันธ์ (TFEX) โดยเฉพาะอย่างยิ่งอนุพันธ์ที่อ้างอิงจากหุ้น (Stock Futures) แทน เพราะนอกจากจะเชื่อมโยงกับหุ้นได้ง่ายแล้ว การลงทุนอนุพันธ์ยังสามารถทำกำไรได้ ไม่ว่าตลาดหุ้นจะเป็นขาขึ้นหรือขาลง ดังนั้น เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจพื้นฐานการลงทุน กองบรรณาธิการ M&W จึงเชิญอาจารย์ทรงเดช ประดิษฐสมานนท์ นักลงทุนรายใหญ่ที่มีมูลค่าพอร์ตใน TFEX เป็นเลข 8 หลัก มาไขข้องใจ ตลอดจนแนะนำเทคนิคการลงทุน ร่วมกับคุณประภาส ตันพิบูลย์ศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่สายการลงทุน บลจ.อยุธยา (AYF) ผู้จัดการกองทุนที่ได้รับการยอมรับว่าพูดตรงไปตรงมา และนักวิเคราะห์จาก 2 สำนัก คือ คุณสิริณัฏฐา เตชะศิริวรรณ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กสิกรไทย (KSEC) กับคุณกิดาการ สุวรรณธรรมา ผู้อำนวยการฝ่ายอนุพันธ์ บล.ฟิลลิป (PLS) ผ่านเวทีสัมมนาหัวข้อ “ ลดความเสี่ยงพอร์ตหุ้น ลุ้นทำกำไร ด้วย Stock Futures” โดยมีเนาวรัตน์ เจริญประพิณ จาก Money Channel รับหน้าที่ผู้ดำเนินรายการเหมือนเดิม
Stock Futures เก็งกำไรได้ไม่ว่าหุ้นขึ้นหรือตก
งานสัมมนาเริ่มต้นด้วยการปูพื้นฐานการลงทุนใน Stock Futures ก่อนว่า คืออะไร มีประโยชน์อย่างไร ซึ่งคำตอบที่ได้ก็คือ การซื้อขาย Stock Futures หมายถึงการที่ “ผู้ซื้อ” และ“ผู้ขาย” ตกลงกันว่า จะซื้อหรือขายหุ้นตัวใดตัวหนึ่งในอนาคต เช่น 3 เดือน หรือ 6 เดือนข้างหน้า โดยตกลงจำนวน และราคากันไว้วันนี้ ซึ่งหุ้นที่ตกลงซื้อขายนั้น จะเรียกว่า “หุ้นอ้างอิง” ส่วนจำนวนหุ้นที่ตกลงซื้อขายนั้นคือ 1,000 หุ้น ต่อ 1 สัญญา ขณะที่มูลค่าการซื้อขายจะใช้วิธีชำระเงินกำไรขาดทุนตามส่วนต่างของราคาซื้อขาย หรือที่เรียกว่า Cash Settlement ในลักษณะเดียวกับ SET50 Index Futures โดยไม่ต้องมีการส่งมอบหุ้นจริง
ปัจจุบัน Stock Futures ซื้อขายโดยอ้างอิงกับหุ้น 14 ตัว ประกอบด้วย หุ้น PTT PTTEP และ ADVANCซึ่งเริ่มต้นซื้อขายตั้งแต่ปีที่แล้ว ก่อนจะมีการเพิ่มหุ้นอ้างอิงอีก 11 ตัว ได้แก่ BBL KBANK SCB KTB BAY LH QH BANPU SCC TTA และ ITD เมื่อวันที่ 22 มิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งการคัดเลือกหุ้นอ้างอิงเหล่านี้ ทาง บมจ. ตลาดอนุพันธ์ ประเทศไทย (TFEX) คัดเลือกจากหุ้นที่ผ่าน 3 เกณฑ์ครบถ้วน ทั้งมีขนาดใหญ่ มีสภาพคล่องสูง และมีความผันผวนของราคาพอสมควร ซึ่งทุกตัวได้รับความนิยมมาก ติด 20 อันดับซื้อขายสูงสุดประจำปี (Most Active Volume) และอยู่ใน SET50 Index
สำหรับประโยชน์นั้น วิทยากรทุกคนประสานเสียงตรงกันว่า การลงทุนใน Stock Futures ใช้เงินน้อยกว่าการลงทุนหุ้น เนื่องจากประการแรก ค่าธรรมเนียมในการซื้อขาย Futures อยู่ที่ 0.10% ขณะที่ค่าธรรมเนียมในการซื้อขายหุ้นอยู่ที่ 0.20-0.25% และประการที่สอง การลงทุนใน Futures ไม่ต้องลงทุนเต็มจำนวนเหมือนหุ้น แค่เงินวางหลักประกันขั้นต้น (Initial Margin) ในอัตรา 15-20% ของเงินลงทุน หรือพูดง่ายๆ ก็คือ เพิ่มอำนาจซื้อให้นักลงทุน (Leverage) มากถึง 5 เท่า
เพื่อให้เห็นภาพ มีการยกตัวอย่างเปรียบเทียบการซื้อหุ้น PTTEP กับการซื้อ PTTEP Futures จำนวนเท่ากัน 1,000 หุ้น หรือ 1 สัญญา โดยสมมติให้ราคา PTTEP Futures เดือนใกล้สุด อยู่ที่ 115 บาท (ปกติราคา Futures ในเดือนใกล้สุดจะใกล้เคียงกับราคาหุ้นมาก) ขณะที่อัตราเงินวางหลักประกันขั้นต้นอยู่ที่ 18% ผู้ลงทุนจะใช้เงินลงทุนแค่ 21,000 บาท แต่หากสมมติให้ราคาหุ้น PTTEP อยู่ที่ 114 บาท ผู้ลงทุนจะต้องใช้เงินลงทุน 114,000 บาท เมื่อสมมติต่อไปว่า ราคาหุ้นและ Futures ขยับขึ้น 2 บาทเหมือนกัน ผู้ลงทุนจะได้กำไร 2,000 บาทเท่ากัน แต่เมื่อคิดเป็นผลตอบแทนแล้ว การซื้อหุ้น PTTEP จะให้ผลตอบแทนแค่ 1.75% แต่การซื้อ PTTEP Futures จะให้ผลตอบแทนถึง 9.52% เนื่องจากการซื้อขาย PTTEP Futures ไม่ได้ใช่เงินลงทุนทั้งจำนวนเหมือนหุ้น แต่ใช้เงินวางหลักประกันแค่ส่วนเดียวเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม หากราคาหุ้นไม่เป็นไปในทิศทางที่ผู้ลงทุนคาดหวังไว้ เช่น ราคาหุ้นปรับตัวลดลงแทนที่จะปรับตัวสูงขึ้น ผู้ลงทุนก็จะขาดทุนในอัตราที่มากกว่าการลงทุนในหุ้น ดังนั้น ผู้ลงทุนจำต้องทำใจรับความเสี่ยงเรื่องผลกำไรและขาดทุนที่จะเกิดจากการซื้อขาย Stock Futures ด้วย
นอกจากนี้ การซื้อขาย Stock Futures ยังสร้างโอกาสทำกำไร ไม่ว่าภาวะตลาดจะเป็นขาขึ้นหรือขาลง เช่น ในกรณีที่ราคาหุ้นมีแนวโน้มดี ผู้ลงทุนสามารถซื้อ (Long) Stock Futures ไว้ จากนั้น เมื่อราคาหุ้นปรับตัวสูงขึ้นจริง ราคา Stock Futures ก็จะปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย ผู้ลงทุนจึงค่อยขาย (Short) เพื่อปิดสถานะทำกำไรได้ในภายหลัง คล้ายกับการลงทุนหุ้นด้วยการซื้อถูกขายแพง
ในทางกลับกัน หากผู้ลงทุนเชื่อว่า ระดับราคาหุ้นน่าจะปรับตัวลดลง ก็สามารถสร้างโอกาสทำกำไรได้ด้วยการขาย (Short) Stock futures ออกไปก่อน จากนั้น จึงค่อยซื้อ (Long) เมื่อราคาหุ้น และราคา Stock Futures ปรับลดลง เพื่อปิดสถานะ และทำกำไรจากส่วนต่างราคา
ซึ่งในกรณีนี้ สามารถนำมาประยุกต์ใช้จริงสำหรับคนที่อยากซื้อหุ้นโดย lock ราคาล่วงหน้า ยกตัวอย่างเช่น นักลงทุนคนหนึ่งมีความมั่นใจมากว่า ราคาหุ้น BANPU จะปรับตัวขึ้นในอนาคต แต่เนื่องจากเขายังไม่มีเงินลงทุนมากพอที่จะซื้อหุ้นในขณะนี้ ต้องรอเงินโบนัสออกก่อน สมมติว่า ในวันที่นักลงทุนคนนี้คิดจะซื้อหุ้น ตรงกับวันที่ 11 พฤศจิกายนปีที่แล้ว ราคาหุ้น BANPU อยู่ที่หุ้นละ 190 บาท และวันที่โบนัสออกตรงกับวันที่ 5 มกราคม ซึ่งในวันนั้น ราคาหุ้น BANPU ขยับขึ้นมาเป็น 258 บาท การรอเงินก้อนเพื่อซื้อหุ้น จะทำให้เขาต้องลงทุนแพงขึ้น 36% แต่หากเขาซื้อ (Long) BANPU Futures ล่วงหน้า จะใช้เงินลงทุนเพียง 18% โดยได้กำไรเท่าเดิม
Stock Futures ช่วยลดขาดทุนพอร์ตหุ้นได้
ต่อจากนั้น มีการอธิบายเพิ่มเติมว่า Stock Futures สามารถนำมาใช้เพื่อลดผลขาดทุนจากพอร์ตหุ้นได้ใน 2 ลักษณะ คือ การ Hedge ผลขาดทุนในหุ้นด้วยกำไรจาก Stock Futures ตัวเดียวกัน และการ Hedge ผลกำไรขาดทุนระหว่าง Stock Futuresด้วยกันเอง หรือมีศัพท์เทคนิคว่า ทำ Pair Trade
“ปกติแล้ว ราคาหุ้นจะมีการปรับตัวเป็นรอบเสมอๆ ไม่ว่าจะเป็นหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดี มีแนวโน้มทำกำไรดีอย่างต่อเนื่องเพียงไร เพราะหากภาวะตลาดไม่ดี ราคาหุ้นมีโอกาสปรับลงได้เรื่อยๆ จริงอยู่ว่า ผู้ลงทุนอาจเห็นว่าไม่มีผลกระทบ เพราะมีเป้าหมายในการลงทุนว่าต้องการลงทุนระยะยาว แต่ในทางปฏิบัติ การอ่อนตัวของราคาหุ้นจะมีผลให้มูลค่าพอร์ตลดลงเป็นลำดับ ซึ่งหากไม่ทำอะไรเลย การลดลงของพอร์ตหุ้นก็จะถีบตัวเพิ่มขึ้น แต่หากผู้ลงทุนใช้ Stock Futures เพื่อบริหารความเสี่ยง ด้วยการขาย (Short) Stock Futures หากราคาหุ้นมีแนวโน้มปรับฐานลงต่อ จะได้กำไรจาก Futures ช่วยถัวเฉลี่ยผลขาดทุนในพอร์ตหุ้นให้เหลือน้อยลงได้” คุณกิดาการ จาก PLS ชี้แจง
และเช่นเคย มีการยกตัวอย่างประกอบการอธิบายโดยสมมติให้นักลงทุนรายหนึ่งถือหุ้น ADVANC จำนวน 1,000 หุ้น โดยมีต้นทุนเฉลี่ยหุ้นละ 88 บาท ต่อมา ภาวะตลาดไม่อำนวย ทำให้ราคาหุ้น ADVANC อ่อนตัวลงมาเหลือ 80 บาท จะทำให้เขามีผลขาดทุนในพอร์ต 8,000 บาท แต่หากนักลงทุนรายนี้ หันมาขาย (Short) ADVANC futures จำนวน 1 สัญญา ที่ราคา 84 บาท เมื่อราคาหุ้นอยู่ที่ 80 บาท เขาจะได้กำไรจากการShort futures 4,000 บาท ทำให้ผลขาดทุนในพอร์ตหุ้นดีขึ้น 50% เพราะลดลงเหลือ 4,000 บาท
ส่วนการทำ Pair Trade มีการอธิบายจากประธานเจ้าหน้าที่สายการลงทุน AYF ว่า ทำได้เฉพาะนักลงทุนขั้นเทพ ที่มีความรู้ความเข้าใจทั้งปัจจัยพื้นฐาน และ sentiment ของตลาดอย่างลึกซึ้ง เช่น มองออกว่า ราคาหุ้นบางตัวในพอร์ตที่ถือครองอยู่ อาจมีราคาปรับลดลงในช่วงสั้น ขณะที่หุ้นบางตัวมีแนวโน้มที่ราคาจะปรับตัวสูงขึ้น ก็สามารถปรับสัดส่วนการลงทุนได้ โดยการซื้อ (Long) Stock Futures หุ้นตัวที่คาดว่าจะปรับตัวขึ้นเพื่อเป็นการเพิ่มสัดส่วนการลงทุน หรือขาย (Short) Stock Futures หุ้นตัวที่คาดว่าจะปรับตัวลงเพื่อเป็นการลดสัดส่วนการลงทุน โดยไม่ต้องมีการขายหุ้นจริง เมื่อระดับราคาหุ้นมีการปรับตัวตามที่คาดแล้ว ผู้ลงทุนก็สามารถล้างฐานะ Stock Futures เพื่อรับรู้กำไรได้ตามที่ต้องการ
คุณประภาสหยิบยกเอากรณีของหุ้น PTT และหุ้น PTTEP ในช่วง 1 เดือนก่อนหน้านี้มาอธิบาย โดยชี้ว่า เมื่อเปรียบเทียบระดับราคาแล้ว หุ้น PTTEP ปรับตัวร้อนแรงเกินไปเมื่อเทียบกับหุ้น PTT ดูได้จากการที่ราคาหุ้น PTTEP ดีดตัวใกล้เคียงกับช่วงที่ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ทะยานทำสถิติสูงสุดเหนือบาร์เรลละ 140 ดอลลาร์สหรัฐฯ ทั้งที่ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกในปัจจุบัน ประคองตัวที่บาร์เรลละ 60 ดอลลาร์สหรัฐฯ ดังนั้น เมื่อราคาหุ้น PTTEP แพงกว่า PTT จึงมีโอกาสที่จะปรับฐานเร็วกว่าหุ้น PTT หากนักลงทุนไม่อยากขายหุ้นในพอร์ตออกไป ก็มีทางเลือกในการเพิ่มกำไรจาก Stock Futures ด้วยการขาย (Short) PTTEP futures และซื้อ (Long) PTT futures ได้
ในทางกลับกัน หากนักลงทุนอยากเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในหุ้นบางตัวนั้น ก็สามารถซื้อ (Long) Stock Futures ที่อ้างอิงกับหุ้นตัวนั้น เพื่อเพิ่มสัดส่วนการลงทุนได้ในทำนองเดียวกัน
เทคนิคและหลักการลงทุน Stock Futures
เมื่อมีการเอ่ยคำว่า “นักลงทุนขั้นเทพ” ผู้ดำเนินงานสัมมนาขอให้กูรู TFEX ตัวจริงเสียงจริง ถ่ายทอดเทคนิคการลงทุนใน Stock Futures ทันที ซึ่งอาจารย์ทรงเดช ชี้ว่า มีหลักการ 2 ข้อ ประการแรก มีวินัยในการลงทุน โดยจะไม่ลงทุนเกิน leverage 5 เท่าอย่างเด็ดขาด หากสถานการณ์เปลี่ยนแปลง หรือคาดการณ์ผิด จะปิดสถานะทันที ไม่ว่าจะกำไร หรือขาดทุน และประการที่สอง ฝึกตัวเองให้ใช้เหตุผลในการตัดสินใจลงทุนเสมอเพราะการเปลี่ยนแปลงของข้อมูลข่าวสารบางอย่างจะมีผลให้ราคาหุ้นผันผวนรวดเร็ว ทำให้จังหวะเวลา (timing) ในการลงทุนต้องปรับใหม่หมด บางครั้งต้องเข้าเร็วออกเร็ว บางครั้งต้องชะลอการเปิดสถานะไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเห็นภาพที่ชัดเจน
“หลังจากได้ทบทวนข้อผิดพลาดในการลงทุนปีก่อน ผมพบว่า นอกจากผมจะคาดการณ์ตลาดผิดแล้ว มีหลายครั้งที่ผมไม่ใช้เหตุผลในการตัดสินใจให้มากพอ เพราะฉะนั้น ผมจึงนำเอาบทเรียนเหล่านี้มาปรับปรุงใช้ในการลงทุนตั้งแต่ปีนี้ และผลลัพธ์ที่ได้ก็คือ ผมสามารถพลิกฟื้นผลขาดทุน 50% ในปีก่อน เหลือขาดทุนแค่ 5% และผมเชื่อมั่นว่า ภายใน 2 ปีข้างหน้า พอร์ตของผมจะเติบโตเป็น 2 เท่าจากปีนี้ ถ้าทำไม่ได้ตามนี้ คุณจะไม่เห็นผมขึ้นเวทีสัมมนา M&W อีก” กูรู TFEX พูดชัดเจน
หลักการลงทุนข้างต้น ได้รับการขานรับจากอีก 3 วิทยากรเช่นกัน โดยนักวิเคราะห์สาวสวยจาก KSEC ย้ำไม่ให้ลงทุนเกินตัว ส่วนหนึ่งเพื่อสำรองไว้สำหรับคงมูลค่าหลักประกันขั้นต่ำ (Maintenance Margin) ไม่ให้ต่ำกว่า 30% เพราะหากไม่เพิ่มเงินหลักประกันโบรกเกอร์ อาจถูกโบรกเกอร์บังคับขาย (Force Sell) ทันที คล้ายกับการเล่น Margin หุ้น อีกส่วนหนึ่งเพื่อป้องกันความเสียหายที่เกิดจากการลงทุนผิดพลาด เพราะปกติแล้ว ราคาหุ้น และ Stock Futures จะปรับตัวในทิศทางเดียวกัน แต่ราคา Stock Futures จะปรับตัวรุนแรงกว่าราคาหุ้นประมาณ 5 เท่า ตาม leverage ในการลงทุน
คุณสิริณัฏฐา ได้แนะนำด้วยว่า ทันทีที่คาดการณ์แนวโน้มราคา Stock Futures ผิด นักลงทุนควรรีบตัดขาดทุน (cut loss) ทันที เพื่อควบคุมผลขาดทุนให้อยู่ในวงจำกัด
ขณะที่นักวิเคราะห์จาก PLS แนะเทคนิคสั้นๆ ว่า ให้ซื้อ (Long) หรือขาย (Short) Stock Futures ทันทีที่เห็นแนวโน้มค่อนข้างชัด ไม่ต้องรอจนถึงจุดต่ำสุด หรือจุดสูงสุด เพราะไม่มีใครรู้ว่าอยู่ตรงไหน ในทางกลับกัน ไม่ควรซื้อ (Long) หรือขาย (Short) Stock Futures สวนภาวะตลาด และหากลงทุนผิดทางระยะหนึ่ง ควรออกจากตลาดชั่วคราว
ส่วนคุณประภาส จาก AYF เน้นย้ำเรื่องวินัยในการลงทุน โดยเฉพาะการตั้งเป้าหมายในการทำกำไร หรือขาดทุนให้ชัดเจน ขณะที่การตัดสินใจซื้อ (Long) หรือขาย (Short) Stock Futures ทุกครั้ง ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงต่างๆ ประกอบเสมอ หากไม่มั่นใจไม่จำเป็นต้องเปิดหรือปิดสถานะ และไม่ควรใช้กลยุทธ์ซื้อถัวเฉลี่ย (moving average cost) เหมือนการลงทุนหุ้น เพราะหากคาดการณ์ผิดจะยิ่งขาดทุนหนัก
“การลงทุนใน TFEX จะต้องมีกำไรขาดทุนเสมอ ไม่มีใครได้กำไรตลอด ผู้ลงทุนอาจต้องยอมขาดทุนในบางครั้ง แต่เมื่อเฉลี่ยผลกำไรขาดทุนแล้ว กำไรจะต้องสูงกว่าขาดทุน ซึ่งตรงนี้ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ และการเรียนรู้ของนักลงทุนแต่ละคนเอง” ผู้บริหาร AYF ทิ้งท้าย
ไตรมาส 3 โอกาสทองในการหาผลตอบแทนจาก Stock Futures
“แล้วกับภาวะตลาดหุ้นในช่วงที่เหลือของปี Stock Futures เป็นทางเลือกในการลงทุนที่ดีหรือเปล่า” เนาวรัตน์ ยิงคำถามตาม
“การที่หุ้นทั่วโลกกระชากตัวขึ้นมาในช่วง 2 เดือนก่อนหน้านี้ เกิดจากมี Fund flows เข้ามาหาผลตอบแทนในตลาดหุ้น ส่งผลให้หุ้นไทยคึกคักตามไปด้วย โดยราคาหุ้นดีดตัวจากระดับ P/E 7-8 เท่า ช่วงต้นปี ขึ้นมาซื้อขายกันที่ P/E 19-20 เท่า แต่ไม่ได้เกิดจากปัจจัยพื้นฐานที่สดใสขึ้น เพราะนอกจากพื้นฐานเศรษฐกิจโลกจะยังไม่เห็นสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจนแล้ว ความสามารถทำกำไรของบริษัทจดทะเบียนเองก็ไม่มีแนวโน้มเติบโตมาก ขณะเดียวกัน เมื่อพิจารณาค่าความแปรปรวน (Standard Derivation) ของตลาดหุ้นไทย จะพบว่า หากไม่มีปัจจัยเหนือความคาดหมาย ดัชนีตลาดหุ้นจะแกว่งตัวในกรอบระหว่าง 200-250 จุด ซึ่งการที่ดัชนีดีดทะลุ 600 จุดตั้งแต่ไตรมาส 2 ที่ผ่านมา จึงมีความเป็นไปได้สูงที่ตลาดจะปรับลงมากกว่าปรับขึ้น Stock Futures สามารถที่จะนำมาใช้เป็นเครื่องมือหาผลตอบแทน หรือบริหารพอร์ตการลงทุนหุ้นได้ แต่นักลงทุนจะต้องประเมินสถานการณ์ให้ถูก และเลือกลงทุนเมื่อเห็นแนวโน้มชัดเจน” ผู้บริหาร AYF และตัวแทน 2 โบรกเกอร์ ช่วยกันสรุปประเด็น
พร้อมกันนั้น ยังมีคำแนะนำจากนักวิเคราะห์ค่าย KSEC และ PLS ด้วยว่า ในสถานการณ์ปัจจุบัน นักลงทุนอาจต้องซื้อ (Long) Stock Futures ในสัญญาระยะยาว (series 9 เดือน หรือ 12 เดือน) มากขึ้น แต่อาจเก็งกำไรระยะสั้นๆ ได้บ้างจากการขาย (Short) Stock Futures (series 3 เดือน หรือ 6 เดือน) ในบางโอกาส
ขณะที่ อาจารย์ทรงเดช เปิดเคล็ดลับการเลือกลงทุนใน Stock Futures เพิ่มเติมว่า ให้เลือกลงทุนเป็นรายตัว โดยกลั่นกรองจากแนวโน้มธุรกิจ และแนวโน้มอุตสาหกรรมก่อน ต่อจากนั้นให้ลงรายละเอียด 6 ประการ ได้แก่ ปริมาณการซื้อขาย, มูลค่าตลาด, สถิติการจ่ายปันผลย้อนหลัง 5 ปี, ดูค่า P/E เพื่อหาคำตอบว่าระยะเวลาที่ราคาหุ้นจะปรับตัวขึ้นมากินเวลาเพียงไร ควบคู่ไปกับดูมูลค่าทางบัญชี (P/BV) เพื่อเลือกบริษัทที่มีศักยภาพในการทำกำไรสูงแต่ราคายังไม่ปรับตัวมาก โดยบริษัทที่มี P/BV ต่ำกว่า 1 เท่า จะน่าสนใจมากที่สุด และสุดท้ายให้ดูสถิติราคาสูงสุดต่ำสุดในรอบ 26 สัปดาห์ เพื่อเฟ้นหาหุ้นที่ราคายังไม่แพง (หุ้นที่มี laggard)
“เมื่อเปรียบเทียบ Stock Futures ทั้ง 14 ตัวแล้ว โดยส่วนตัวผมให้ความสนใจ KTB มากที่สุด รองลงไปเป็น QH และ TTA แต่จังหวะเวลาเข้าลงทุน คงต้องศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม และดูสถานการณ์โดยรวมประกอบการตัดสินใจอีกครั้ง” นักลงทุนรายใหญ่สรุปทิ้งท้าย
ข้อควรระวังในการลงทุน Stock Futures
อย่างไรก็ตาม การที่ TFEX เพิ่งเปิดให้มีการซื้อขาย Stock Futures ได้ไม่ถึง 1 ปี จึงทำให้ปริมาณการซื้อขาย Stock Futures ยังมีไม่มาก ส่งผลให้สภาพคล่องในการซื้อขายมีน้อยกว่าหุ้น และยิ่งนักลงทุนสถาบันมีการลงทุนในระดับจำกัด ส่วนหนึ่งเกิดจากกองทุนหุ้นที่เปิดขายก่อนหน้านี้ แทบไม่มีนโยบายบริหารความเสี่ยงผ่าน TFEX แต่อย่างใด ดังนั้น ผู้สนใจลงทุนจะต้องทำใจยอมรับด้วยว่า ไม่สามารถ hedge Stock Futures ได้ตลอด และในบางจังหวะเวลา การซื้อขาย Stock Futures จะต้องทยอยดำเนินการ
ส่วนนักลงทุนหน้าใหม่ ควรจะศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการซื้อขาย Stock Futures ให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ก่อน และการลงทุนในระยะแรก ควรซื้อ (Long) หรือขาย (Short) Stock Futures สัญญาจำนวนน้อย เพื่อลดความเสี่ยงจากการคาดการณ์ตลาดผิด และหลังจากที่เข้าใจดีแล้ว จึงค่อยเพิ่มจำนวนสัญญาในระยะต่อไป
นอกจากนี้ ก่อนลงทุน ผู้สนใจควรทำความเข้าใจกฎกติกาบางประการ โดยเฉพาะกรณีที่หุ้นอ้างอิงของ Stock Futures ถูกระงับการซื้อขายชั่วคราวในตลาดหลักทรัพย์ หรือถูกขึ้นเครื่องหมาย Halt (H) ด้วยว่า จะถูก TFEX สั่งหยุดซื้อขายเป็นการชั่วคราวตามไปด้วย เพื่อให้ผู้ลงทุนมีโอกาสได้รับทราบข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับหุ้นอ้างอิง รวมถึงรอให้มีราคาซื้อขายของหุ้นอ้างอิง เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการพิจารณาตัดสินใจซื้อขายได้ถูกต้อง
อีกเรื่องหนึ่งเกี่ยวข้องกับการที่หุ้นอ้างอิง มีการให้สิทธิประโยชน์แก่ผู้ถือหุ้น ในลักษณะ Corporate Action เช่น การให้สิทธิจองซื้อหุ้นใหม่แก่ผู้ถือหุ้นเดิม การแตกพาร์ การจ่ายหุ้นปันผล หรือจ่ายปันผลพิเศษ เพราะในกรณีนี้ TFEX ได้มีการกำหนดเกณฑ์ไว้ล่วงหน้าแล้วว่า จะมีการปรับสัญญาเพื่อลดผลกระทบจากสิทธิ์เหล่านี้
จากคอลัมน์ SMART MONEY โดย วรนนท์ อัศวพิริยานนท์ นิตยสาร M&W กรกฎาคม 2552
| Posted on Wednesday, July 08, 2009 (Archive on Wednesday, July 15, 2009) Posted by suchitra Contributed by suchitra
| BR>
|
|
|