|
|
Friday, September 10, 2010
|
|
|
|
|
โภคภัณฑ์ หรือ หุ้น (อะไร) มีลุ้นทำกำไร
Posted on Wednesday, June 23, 2010 |
การยืนแกว่งตัวของราคาทองคำเหนือ ออนซ์ละ 1,220 ดอลลาร์สหรัฐฯ หลังจากราคาพุ่งทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ครั้งใหม่ใกล้ออนซ์ละ 1,240 ดอลลาร์สหรัฐฯ สวนทางราคาน้ำมันที่ทรุดตัวแตะจุดต่ำสุดในรอบ 5 เดือนที่บาร์เรลละ 70 ดอลลาร์สหรัฐฯ และหุ้นในเอเชียที่ถูกนักลงทุนต่างชาติขายอย่างต่อเนื่อง กดดัชนีให้ปรับฐานถ้วนหน้า ภายใน 3 สัปดาห์ของเดือนพฤษภาคม ทำให้นักลงทุนเริ่มเกิดความสับสนว่า เกิดอะไรขึ้นกับตลาดการเงินโลก แล้วภาวะผันผวนที่เกิดขึ้นนี้จะยืนยาวหรือไม่
ดังนั้น เพื่อตอบคำถามในประเด็นนี้ กองบรรณาธิการ M&W จึงเชิญคุณธีรนาถ รุจิเมธาภาส กรรมการผู้จัดการ บลจ.ทิสโก้ คุณธนรัชต์ พสวงศ์ กรรมการผู้จัดการ บจ.ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส และคุณเผดิมภพ สงเคราะห์ กรรมการผู้จัดการ บล.กสิกรไทย มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และประเมินแนวโน้มการลงทุนในครึ่งปีหลังร่วมกัน ผ่านเวทีเสวนาหัวข้อ “โภคภัณฑ์ หรือ หุ้น (อะไร) มีลุ้นทำกำไร“ ที่มีคุณเนาวรัตน์ เจริญประพิณ รับหน้าที่ผู้ดำเนินรายการ
หุ้นและทองคำ 2 ทางเลือกเพิ่มค่าเงินที่ดีที่สุด แม้ดอกเบี้ยใกล้ปรับเป็นขาขึ้น
วงเสวนาเปิดฉากด้วยการเปรียบเทียบทางเลือกในการลงทุน กับโอกาสหาผลตอบแทนจากการลงทุนประเภทต่างๆ สรุปสาระสำคัญได้ว่า หุ้นยังคงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด รองลงไปเป็นโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะทองคำ ตามมาด้วยหุ้นกู้ และตราสารหนี้ระยะสั้น ส่วนตราสารหนี้ระยะยาวมีความน่าสนใจน้อยที่สุด เพราะการลงทุนระยะยาวอาจเสียโอกาสมากกว่า
“เราเชื่อว่า หุ้นไทยจะไต่ระดับได้ถึง 910 จุด ใน 12 เดือนข้างหน้านี้ เพราะประเมินว่าจะมี Fund flows ไหลเข้าอีก ส่วนหนึ่งเกิดจากกำไรของบริษัทจดทะเบียนดีขึ้นเพราะเศรษฐกิจเอเชียเติบโตดีที่สุด ทำให้การลงทุนมีโอกาสได้กำไรจากราคาหุ้นบวกด้วยการแข็งค่าของเงินสกุลต่างๆ ในเอเซีย อีกส่วนหนึ่งเกิดจากความชัดเจนเรื่องทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้น ทำให้ผู้จัดการกองทุนตัดสินใจปรับพอร์ตการลงทุนได้เร็วขึ้น” กรรมการผู้จัดการ บล.กสิกรไทย ให้ความมั่นใจ
“ต้องยอมรับว่า การปรับตัวของราคาทองคำช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เกิดจากธนาคารกลาง และกองทุนทั่วโลกหันมาถือครองทองคำกันมากขึ้น ทั้งเพื่อหาผลตอบแทนจากการลงทุน และลดผลกระทบจากการอ่อนค่าของเงินสกุลหลัก ไม่ว่าจะเป็นดอลลาร์สหรัฐฯ หรือยูโร ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตสถาบันการเงิน และวิฤตการคลังในกรีซ จนผลักดันให้ราคาทองคำทะยานทำสถิติสูงสุดมาโดยตลอด หรือให้ผลตอบแทนจากการลงทุนเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 10%” กรรมการผู้จัดการ ฮั่วเซงเฮง ฟิวเจอร์ส พูดเสริม
“การลงทุนหุ้นและทองคำ สามารถให้ผลตอบแทนในระดับ 2 หลัก ซึ่งดีกว่าการฝากเงิน ซื้อตราสารหนี้ หรือหุ้นกู้ ที่ได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยขาขึ้น แต่เนื่องจากราคาทองคำพุ่งทำสถิติสูงสุดครั้งใหม่ ใกล้ๆ ระดับราคาที่เหมาะสมไป บริเวณออนซ์ละ 1,250 ดอลลาร์สหรัฐฯ ไปแล้ว ขณะที่หุ้นยังไต่ไม่ถึงระดับเป้าหมายปีนี้ ที่ 850 จุด หุ้นจึงมี upside มากกว่าทองคำ การลงทุนหุ้นจึงน่าสนใจมากที่สุด” กรรมการผู้จัดการ บลจ.ทิสโก้ สรุปสั้น ๆ
แนวโน้มการลงทุนครึ่งปีหลัง ผันผวนกว่าครึ่งปีแรก แต่อย่าเสียขวัญ กับภาวะตลาดในไตรมาส 3
อย่างไรก็ตาม เมื่อให้ประเมินแนวโน้มการลงทุนช่วง 6 เดือนที่เหลือของปีนี้ วิทยากรทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า บรรยากาศการลงทุนมีโอกาสผันผวนเหมือนช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา เพราะมีปัจจัยเสี่ยงหลายประการคอยกดดันให้ผู้จัดการกองทุนต้องปรับพอร์ตการลงทุนเรื่อยๆ ได้แก่ สถานการณ์การกอบกู้วิกฤตการคลังในกรีซ การผลักดันกฎหมายปฏิรูประบบสถาบันการเงินสหรัฐฯ การเปลี่ยนแปลงแนวนโยบายค่าเงินหยวน และดอกเบี้ยของทางการจีน และการคลี่คลายของวิกฤตการเมืองไทย
โดยการกอบกู้วิกฤตการคลังในกรีซด้วยการอนุมัติวงเงินฉุกเฉิน แม้จะสามารถยุติปัญหาเรื่องการผิดนัดชำระหนี้ได้แล้ว แต่การที่เศรษฐกิจยุโรปมีการฟื้นตัวในระดับที่ต่ำมาก จึงทำให้มีความเสี่ยงที่จะเผชิญภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Double Dip Recession) ได้อีกรอบ
ขณะเดียวกัน ยุโรปยังมีความเสี่ยงจากปัญหาฐานะการคลังในอีกหลายประเทศ เช่น โปรตุเกส สเปน และไอร์แลนด์ อีกด้วย จึงทำให้ต้องติดตามสถานการณ์กันต่อไปว่า วิกฤตการคลังจะฉุดให้เศรษฐกิจยุโรปตกอยู่ในภาวะถดถอยยาวนานหรือไม่ เพราะหากยาวนาน สถานการณ์อาจบานปลายจนเกิดวิกฤตสถาบันการเงินในที่สุด
กระนั้น วิทยากรต่างมองโลกในแง่ดี ว่า เศรษฐกิจยุโรปไม่น่าเผชิญ Double Dip Recession แต่คงต้องใช้เวลาสักระยะกว่าจะเห็นเศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างชัดเจน ส่งผลให้เงินยูโรมีแนวโน้มที่จะอ่อนค่าได้อีก ทำให้น่าจะเห็นการโยกเงินเข้าไปลงทุนทองคำ และตลาดหุ้นเป็นระยะๆ
สำหรับการผลักดันกฎหมายปฏิรูประบบสถาบันการเงินสหรัฐฯ เป็นปัจจัยเสี่ยงใหม่ที่จะส่งผลต่อตลาดหุ้น และโภคภัณฑ์ เพราะหากกฎหมายผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา บรรดากองทุนเพื่อการเก็งกำไร (Hedge Funds) จะถูกกดดันให้ต้องปรับพอร์ตการลงทุนให้สอดรับกับกฎกติกาในการกู้ยืมเงินเพื่อนำมาลงทุนที่เข้มงวดขึ้น และมีผลให้กระแสเงินทุน (Fund flows) มีปริมาณลดน้อยลง
และยิ่งเศรษฐกิจสหรัฐฯ มีการฟื้นตัวที่เด่นชัด ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ อาจตัดสินใจปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในไตรมาสสุดท้ายปีนี้ ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง ผู้จัดการกองทุนจำเป็นจะต้องปรับพอร์ตการลงทุนใหม่ เพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป จึงทำให้ตลาดการเงินทั่วโลกน่าจะผันผวนอีกระลอก
ส่วนการเปลี่ยนแปลงแนวนโยบายค่าเงินหยวน และดอกเบี้ยของทางการจีน เพื่อสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และสกัดปัญหาฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์ เป็นเรื่องต้องรอความชัดเจนกันอีกสักระยะ เพราะถึงวันนี้ เศรษฐกิจจีนยังคงขยายตัวอย่างร้อนแรง จนสร้างแรงกดดันต่อราคาโภคภัณฑ์ และตลาดหุ้นจีนตามมา แต่หากได้ข้อยุติชัดเจน Fund flows บางส่วนก็พร้อมไหลเข้าลงทุนในตลาดโภคภัณฑ์ และตลาดหุ้นจีน ซึ่งจะส่งผลดีต่อหุ้นไทยในทางอ้อม
ขณะที่วิกฤตการเมืองไทย เป็นประเด็นที่จะต้องรอดูกันต่อไปว่าจะคลี่คลายจนรัฐบาลประกาศยกเลิกพระราชกำหนดฉุกเฉินได้เมื่อไร แต่หากเร็ว ตลาดหุ้นจะฟื้นตัวเร็ว
แต่ไม่ว่าปัจจัยเสี่ยงอันใดจะเกิดก่อนหรือหลัง วิทยากรค่อนข้างมั่นใจว่า ผลกระทบจากปัจจัยเหล่านี้จะกดดันให้บรรยากาศการลงทุนไตรมาส 3 เงียบเหงา
“การที่เศรษฐกิจโลกฟื้นตัว ทำให้ใน 4 เดือนแรกปีนี้ ราคาทองคำขยับจากสิ้นปีก่อนแค่ 5% แต่หลังจากเกิดวิกฤตการคลังในกรีซ ช่วงเดือนพฤษภาคม ราคาทองคำทะยานขึ้นไป 10% ทำสถิติสูงสุดครั้งใหม่ที่ออนซ์ละ1,240 ดอลลาร์สหรัฐ ก่อนค่อยๆ ปรับฐานลงมาทันทีที่ตลาดคลายความวิตกกังวล เพราะฉะนั้น ถ้าไม่เกิดวิกฤตขึ้นอีก ราคาทองคำในไตรมาส 3 น่าจะแกว่งตัวในระดับ 4-5% เท่านั้น ซึ่งจะมีผลให้ราคาทองคำในประเทศปรับขึ้นได้เพียง 2% เท่านั้น เนื่องจากเงินบาทแข็งค่าขึ้น” คุณธนรัชต์ ชี้ประเด็น
“หลังจากไตรมาส 2 หุ้นมีการรีบาวด์รับข่าวผลประกอบการไตรมาสแรกที่ออกมาดีตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในไตรมาสแรก ขณะที่มาตรการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่กรีซ สามารถยุติปัญหาการผิดนัดชำระหนี้ได้ แต่เมื่อเข้าสู่ไตรมาส 3 หุ้นน่าจะปรับฐานตามข่าวร้ายที่ทยอยปรากฎออกมา ทั้งเรื่องผลประกอบการไตรมาส 2 ที่ชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจไทย ส่วนหนึ่งเนื่องจากปัญหาการเมือง ความกังวลเรื่องเศรษฐกิจยุโรปทรุดตัว อันเป็นผลกระทบจากวิกฤตการคลังกรีซ รวมไปถึงการคาดหมายว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ จะเริ่มปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย และการผ่านร่างกฎหมายปฏิรูประบบสถาบันการเงินสหรัฐฯ ซึ่งจะมีผลให้เกิดการปรับพอร์ตการลงทุนในหุ้นทั่วโลกตามมา แต่ดัชนีไม่น่าหลุด 660 จุด และเมื่อเข้าสู่ไตรมาสสุดท้าย หุ้นจะเริ่มฟื้นตัวอีกครั้ง โดยรอบนี้น่าจะได้เห็นดัชนีไต่ระดับขึ้นไปถึง 910 จุด” เผดิมภพ ฟันธง
“ต้องยอมรับว่า บรรยากาศการลงทุนในขณะนี้ยังขาดความชัดเจนในหลายๆ เรื่อง ทั้งทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐฯ แนวโน้มค่าเงินหยวน ภาวะเศรษฐกิจยุโรป ทำให้พอร์ตลงทุนของกองทุนส่วนใหญ่ จะแบ่งเงินส่วนหนึ่งเข้าหาผลตอบแทนจากตลาดหุ้น และตลาดโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะทองคำ ให้เหมาะสมกับภาวะการณ์ ส่วนเงินอีกส่วนหนึ่งจะพักไว้ในตลาดตราสารหนี้ เพื่อรอจังหวะลงทุน ซึ่งหากปัจจัยเหล่านี้มีความชัดเจน น่าจะเห็นเงินทุนไหลเข้าตลาดหุ้นมากขึ้น เนื่องจากสามารถสร้างผลตอบแทนได้ดีที่สุด อย่างไรก็ตาม เงินทุนที่ไหลเข้าตลาดหุ้นไทยจะไม่มาก เพราะตลาดมีขนาดเล็ก ประกอบกับเศรษฐกิจได้รับผลกระทบจากปัจจัยการเมือง หากเป็นไปได้อยากให้นักลงทุนกระจายพอร์ตลงทุนออกไปต่างประเทศด้วย” คุณธีรนาถ ฝากข้อคิดทิ้งท้าย
โผหุ้นกสิกรไทย คละหุ้นใหญ่ กับหุ้นคุณค่า รอจังหวะซื้อ เดือนกันยายน
เมื่อได้ภาพแนวโน้มการลงทุนค่อนข้างชัดเจน วงเสวนาหันมาพูดถึงกลยุทธ์การลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ทันที ประเดิมที่หุ้น
คุณเผดิมภพ ชี้ว่า หลังจากข่าวผลประกอบการไตรมาสแรกจบ ตลาดจะค่อยๆ ซึมตัว กระทั่งหลุด 700 จุดภายในเดือนกรกฎาคม โดยดัชนีมีโอกาสปรับฐานทำสถิติต่ำสุดของปีได้ที่บริเวณ 660-670 จุด ภายในเดือนกันยายน ดังนั้น ในช่วง 3 เดือนนี้ นักลงทุนควรลดพอร์ตการลงทุนหุ้น แล้วหันไปพักเงินไว้ในตลาดเงินระยะสั้น (Money Market) โดยเฉพาะพันธบัตรเกาหลีใต้ระยะเวลา 3 เดือน เนื่องจากไม่สามารถไถ่ถอนได้ก่อนกำหนด
และเมื่อถึงกลางเดือนกันยายน จึงค่อยกลับมาซื้อหุ้นอีกครั้ง เน้นไปที่หุ้นมูลค่าตลาดสูง (Big Caps) กลุ่มพลังงาน ปิโตรเคมี ธนาคารพาณิชย์ และส่งออก ซึ่งล้วนแล้วแต่จะได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในไตรมาสสุดท้ายของปี ต่อเนื่องไตรมาสแรกปีหน้า รวมถึงหุ้นคุณค่า (Value Stocks) ได้แก่ CM DRT MCS STPI และ SPACK ซึ่งฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กสิกรไทย คัดเลือกจากเกณฑ์ความสามารถทำกำไร (ROE) ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต และเกณฑ์ราคาเทียบมูลค่าทางบัญชีของบริษัท (P/BV) ไม่เกิน 2 เท่า
นอกจากนี้ กรรมการผู้จัดการ บล.กสิกรไทย ยังแนะนำหุ้น IT กับ SE-ED ในฐานะ Value Stocks ด้วย แม้หุ้นทั้ง 2 จะมี P/BV เกิน 2 เท่า แต่สามารถชดเชยด้วยการจ่ายปันผลเฉลี่ยเกินปีละ 5%
สำหรับนักลงทุนที่ชื่นชอบการเก็งกำไร สามารถหาโอกาสทำกำไรจากการเล่นรอบตามข่าวรายวันได้เช่นกัน แม้แนวโน้มหุ้นไตรมาส 3 จะไม่สดใสก็ตาม
ทองคำแท่ง ลงทุนยาวไม่มีผิดหวัง Gold Futures ควรซื้อสัญญา 6 เดือน
ถึงคิวคุณธนรัชต์เผยเคล็ดลับลงทุนทองคำบ้าง เขาเริ่มต้นอธิบายโดยแยกการลงทุนทองคำออกเป็น 2 ประเภท คือ ทองคำแท่ง และการซื้อขายสัญญาทองในตลาดล่วงหน้า (Gold Futures)
ในกรณีทองคำแท่ง ควรลงทุนระยะยาว เพราะโดยปัจจัยพื้นฐานแล้ว ราคาจะไม่แกว่งตัวผันผวน โดยปรับตัวสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อเพียงเล็กน้อย แต่สถานการณ์เริ่มพลิกผันในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เมื่อทองคำกลายเป็นสินทรัพย์ที่ธนาคารกลาง และกองทุนทั่วโลกใช้เป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนในตลาดการเงิน หรืออัตราแลกเปลี่ยน ส่งผลให้ราคาแกว่งตัวผันผวน สามารถสร้างผลตอบแทนได้เกิน 10%
ส่วนการลงทุนใน Gold Futures จะมีความผันผวนสูงมาก เพราะตลาดจะเปิดทำการซื้อขายตลอด 24 ชั่วโมง หากมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในระหว่างที่ตลาดอนุพันธ์บ้านเราปิดทำการ นักลงทุนอาจกำไรหรือขาดทุนโดยไม่รู้ตัว ซึ่งจะเหมาะสำหรับคนที่ยอมรับความเสี่ยงได้สูง และพร้อมตัดขาดทุน (Cut loss) ทันทีที่คาดการณ์ผิด
สำหรับแนวโน้มราคาทองคำในครึ่งหลังปีนี้ ราคาทองคำน่าจะแกว่งตัวบริเวณออนซ์ละ 1,050-1,250 ดอลลาร์สหรัฐฯ เหมือนที่เกิดในครึ่งปีแรก แต่ราคาอาจทะยานขึ้นไปได้ถึง 1,500 ดอลลาร์สหรัฐฯ หากตลาดยังมีความวิตกกังวลเรื่องเศรษฐกิจโลกอันเนื่องมาจากภาวะเศรษฐกิจยุโรป แนวนโยบายทางการสหรัฐฯ รวมถึงจีน ซี่งหากเกิดขึ้นจริง ราคาทองคำในประเทศจะพุ่งทำสถิติสูงสุดใหม่ตามไปด้วย โดยซื้อขายกันที่บาทละ 21,000-22,000 บาท
กรรมการผู้จัดการ ฮั่วเซงเฮง โกลด์ฟิวเจอร์ส ยังเผยเทคนิคลงทุนทองคำด้วยว่า “ควรซื้อทองคำแท่งเก็บไว้ในพอร์ต หากราคาปรับฐานลงมาบริเวณออนซ์ละ 1,100 ดอลลาร์สหรัฐฯ ส่วน Gold Futures ควรซื้อ (Long) สัญญา 6 เดือนเมื่อราคาแกว่งบริเวณออนซ์ละ 1,100 ดอลลาร์สหรัฐฯ แล้วค่อยขาย (Short) เมื่อได้กำไรในระดับที่พอใจ เพราะเมื่อศึกษาพฤติกรรมของนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่จะนิยมลงทุนในสัญญา 6 เดือน แต่หากจะลงทุนในสัญญา 3 เดือน นักลงทุนจะต้องติดตามภาวะตลาดอย่างใกล้ชิด เพราะโอกาสคาดการณ์ถูกหรือผิดอยู่ในระดับ 50-50 เท่ากัน”
ตราสารหนี้ยังลงทุนได้ แต่ไม่ควรเกิน 3 ปี และต้องไม่ลืมลงทุนต่างประเทศ เพื่อเพิ่มค่าเงิน
ต่อจากนั้น ผู้ดำเนินรายการยกเวทีให้กับคุณธีรนาถแนะเคล็ดลับในการลงทุนบ้าง ซึ่งกรรมการผู้จัดการ บลจ.ทิสโก้ เน้นย้ำให้นักลงทุนกระจายพอร์ตลงทุนออกไปในสินทรัพย์ทุกประเภท ทั้งหุ้น โภคภัณฑ์ และตราสารหนี้ แต่จะให้น้ำหนักกับสินทรัพย์ประเภทใดมากกว่ากัน ขึ้นอยู่กับตัวนักลงทุนเองว่า มีความรู้ความเข้าใจในการลงทุนเพียงไร มีวงเงินลงทุนขนาดไหน และกำหนดเป้าหมายในการลงทุนอย่างไร
แต่หากให้จัดพอร์ตอย่างง่ายๆ คนที่ไม่ชอบเสี่ยงมาก อาจแบ่งเงินครึ่งหนึ่งลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น หุ้น โภคภัณฑ์ และตราสารอนุพันธ์ อีกครึ่งหนึ่งลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ ได้แก่ หุ้นกู้ ตราสารหนี้ หรือเงินฝาก ส่วนคนที่ยอมรับความเสี่ยงได้มาก อาจเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงเพิ่มเป็น 80-90% แล้วลดน้ำหนักการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำเหลือ 10-20% และในทางกลับกัน คนที่ยอมรับความเสี่ยงได้น้อย อาจลดน้ำหนักการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงเพียง 10-20% แล้วหันไปเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำเพิ่มเป็น 80-90% แทน
ส่วนเคล็ดลับในการลงทุนของผู้จัดการกองทุนทั่วไป เขาอธิบายว่า หากเป็นหุ้นจะเน้นที่หุ้น Big Caps กลุ่มพลังงาน ปิโตรเคมี ธนาคารพาณิชย์ และส่งออก โดยเฉพาะกลุ่มอาหาร และเกษตร หากเป็นโภคภัณฑ์ ปีนี้ทองคำน่าจะโดดเด่นที่สุด หากเป็นตราสารหนี้ ในภาวะที่ดอกเบี้ยเป็นขาขึ้น จะให้น้ำหนักกับตราสารหนี้ระยะสั้น ที่มีอายุไม่เกิน 2 หรือ 3 ปีมากที่สุด เพราะหากลงทุนยาวนานกว่านั้น อาจเสียโอกาสลงทุนได้ และหากเป็นหุ้นกู้ จะเลือกลงทุนในหุ้นกู้ที่ได้อันดับเครดิตสูงกว่ามาตรฐานปกติ ที่ BBB ขึ้นไป เพราะเสี่ยงน้อย มีสภาพคล่องสูง และให้ผลตอบแทนสูงกว่าพันธบัตรรัฐบาล 3 ปี ซึ่งเป็นดอกเบี้ยอ้างอิง (Benchmark) ประมาณ 0.50-0.75%
คุณธีรนาถ ยังเสนอแนะให้นักลงทุนเริ่มต้นลงทุนหุ้นต่างประเทศด้วย โดยเฉพาะกองทุนหุ้นที่ลงทุนในลาตินอเมริกา สหรัฐฯ และกลุ่มบริค (BRIC) เพราะนอกจากจะลดความเสี่ยงจากความผันผวนของภาวะตลาด และราคาสินทรัพย์ในช่วง 6 เดือนที่เหลือของปีนี้ได้ดีแล้ว ยังมีโอกาสเพิ่มผลตอบแทนจากการลงทุนได้ในระยะยาว เนื่องจากเศรษฐกิจในภูมิภาคเหล่านี้เริ่มมีสัญญาณการฟื้นตัวที่ดีขึ้นเป็นลำดับ
จากคอลัมน์ SMART MONEY โดย วรนนท์ อัศวพิริยานนท์ นิตยสาร M&W มิถุนายน 2553 | Posted on Wednesday, June 23, 2010 (Archive on Wednesday, June 30, 2010) Posted by suchitra Contributed by suchitra
| BR>
|
|
|