|
|
Friday, September 10, 2010
|
|
|
|
|
เทคนิคพิชิตการลงทุน ฉบับผู้จัดการกองทุน (มือโปร)
Posted on Friday, May 07, 2010 |
แรงซื้อและขายหุ้นของนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งกดดันให้หุ้นไทยปรับขึ้นและลงถึง 10% ในระยะเวลาเพียง 2 เดือน ทั้งที่พื้นฐานเศรษฐกิจไทยเองยังสดใส ทำให้นักลงทุนหลายคนอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า แนวโน้มตลาดหุ้นจะไปทางไหน ถึงเวลาพิจารณาการลงทุนทางเลือกอื่นๆ แล้วหรือยัง และควรปรับกลยุทธ์ลงทุนอย่างไรถึงจะสอดรับกับสถานการณ์
ดังนั้น เพื่อหาคำตอบในประเด็นเหล่านี้ กองบรรณาธิการ M&W จึงเชิญ 5 ผู้จัดการกองทุนที่เพิ่งคว้ารางวัลกองทุนดีเด่นจากบริษัท มอร์นิ่งสตาร์ รีเสริช ประเทศไทย - ผู้ให้บริการข้อมูลและการวิเคราะห์การลงทุนในด้านต่างๆ ผู้บริหารบริษัทจัดการกองทุนรวมที่ได้รับรางวัล ประกอบด้วย ดร.พิชิต อัคราทิตย์ กรรมการผู้จัดการ บลจ.เอ็มเอฟซี (MFC) คุณวิชชุ จันทาทับ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ บลจ.ไทยพาณิชย์ (SCBAM) คุณต่อ อินทวิวัฒน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บลจ.ไอเอ็นจี (ING) ขึ้นเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และประเมินสถานการณ์ร่วมกับคุณประภาส ตันพิบูลย์ศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการลงทุน หรือซีไอโอ บลจ.อยุธยา (AYF) และคุณตระกูลจิตร จิตตไสยะพันธ์ ซีไอโอ บลจ.ธนชาต (THANACHART FUND) บนเวทีสัมมนาที่ตั้งหัวข้อเอาไว้อย่างเก๋ไก๋ว่า “เทคนิคพิชิตการลงทุน ฉบับผู้จัดการกองทุนมือโปร” โดยมอบหมายให้คุณเนาวรัตน์ เจริญประพิณ รับหน้าที่ผู้ดำเนินงานสัมมนาเหมือนเคย
มือโปร ยังมั่นใจ มีเงินทุนไหลเข้าอีก ฟันธง สิ้นปีเห็นหุ้นทะลุ 850 จุด ส่วนดอกเบี้ยนโยบายแตะ 2%
งานสัมมนาเริ่มต้นด้วยการให้ความเห็นถึงแนวโน้มการลงทุนช่วง 7 เดือนที่เหลือของปีนี้ ซึ่งผู้จัดการกองทุนดีเด่นทุกสำนักคิดตรงกันว่า บรรยากาศการลงทุนในตราสารหนี้ และหุ้นยังคงสดใส เพราะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจเอเชีย ทำให้โอกาสในการลงทุนเพื่อหาผลตอบแทนเปิดกว้าง ทั้งจากดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มจะปรับขึ้นตามการเร่งตัวของเงินเฟ้อ และค่าเงินที่ปรับแข็งขึ้นเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ส่งผลให้มีเงินทุนไหลเข้ามาหาผลตอบแทนจากการลงทุนอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม ปริมาณเงินที่ไหลเข้าในปีนี้จะไม่มากเหมือนปีที่แล้ว ส่วนหนึ่งเป็นผลของการถอดถอนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ (Exit Strategy) ของรัฐบาลและธนาคารกลางทั่วโลก อีกส่วนหนึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากความเปราะบางของเศรษฐกิจโลก รวมถึงเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะปัญหาหนี้สาธารณะของรัฐบาลสหรัฐฯ และยุโรป ปัญหาฟองสบู่ในบางภาคธุรกิจของจีน สถานการณ์การเมืองไทย ซึ่งจะส่งผลให้ตลาดหุ้นทั้งปีมีความผันผวนสูง
กระนั้น ผู้จัดการกองทุนส่วนใหญ่ประเมินว่า น่าจะมีเงินทุนไหลเข้าตลาดหุ้นไทยตลอดทั้งปีประมาณ 7.5-8.0 หมื่นล้านบาท ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับตัวเลขเงินทุนไหลเข้าตลาดหุ้นไทยก่อนเทศกาลสงกรานต์ ที่อยู่ในระดับ 4.4 หมื่นล้านบาท น่าจะมีเงินทุนไหลเข้าได้อีก 3.1-3.6 หมื่นล้านบาท แต่ปริมาณเงินในระดับนี้จะไม่ทำให้ดัชนีตลาดหุ้นไทยสิ้นปีทะยานเกิน 900 จุด แน่นอน
“ผมเชื่อว่า น่าจะมีเงินทุนไหลเข้าตลาดหุ้นอีก เพราะราคาหุ้นไทยยังถูกเมื่อเปรียบเทียบกับหุ้นภูมิภาค แต่เนื่องจากพื้นฐานเศรษฐกิจไทยยังไม่เข้มแข็งมากนัก ประกอบกับบรรยากาศการลงทุนปีนี้มีโอกาสผันผวนขึ้นจากปีก่อน จึงทำให้เม็ดเงินไม่น่าสูงถึง 1.5-1.6 แสนล้านบาทอย่างในอดีตอีก ดังนั้น หุ้นไทยทั้งปีไม่น่าทะยานได้มากกว่า 880 จุด” ดร.พิชิต จาก MFC เปิดประเด็น
“หากมองการปรับตัวของตลาดหุ้นไทยช่วง 4 เดือนแรกของปี จะพบว่า ดัชนีปรับขึ้นจากต้นปีเพียง 8% แต่หากเปรียบเทียบกับจุดต่ำสุดของปี ในเดือนกุมภาพันธ์ ดัชนีจะพุ่งขึ้นราวๆ 10% ซึ่งไม่ถือว่าสูงมาก ดังนั้น หากเศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ก็มีความเป็นไปได้ที่จะมีการปรับเพิ่มประมาณการกำไรของบริษัทจดทะเบียน (EPS Growth) ปีนี้ขึ้นอีกรอบ ทำให้ดัชนีมีโอกาสไต่ขึ้นไปแถวๆ 900 จุด ภายใน 12 เดือนข้างหน้า” คุณต่อ จาก ING มองต่างมุมเล็กน้อย
“ผมคิดว่า อาจมีเงินจากกองทุนระยะยาวไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นได้อีก 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 3.2-3.3 หมื่นล้านบาท หนุนให้ดัชนียืนเหนือ 800 จุดได้แน่ และดัชนีคงไม่อาจปรับฐานจน P/E สูงถึง 14 เท่าแน่ เพราะถึงวันนี้บรรยากาศการลงทุนยังไม่ถือว่าอยู่ในระดับที่ดี แค่อยู่ในระดับสบายใจกันได้เท่านั้น เพราะตัวเลขเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศยังมีความไม่แน่นอนสูง” คุณวิชชุ จาก SCBAM พูดสั้นๆ
“เงินทุนน่าจะไหลเข้าได้อีก เพราะช่องทางหาผลตอบแทนจากการลงทุนในตลาดการเงินไทยเปิดกว้างขึ้น ทั้งจากเงินบาทที่ยืนประคองตัวในระดับแข็งค่าขึ้นจากปีก่อน และดอกเบี้ยที่เริ่มทยอยปรับขึ้น ระลอกแรก 25 Basis points ในเดือนมิถุนายน ก่อนขยับอีก 50 Basis points เป็น 2% ในสิ้นปีนี้ แล้วค่อยขยับขึ้นไปที่ 3% ในปีหน้า อย่างไรก็ดี เงินที่ไหลเข้าจะมีปริมาณมากหรือน้อย และจะเป็นเงินลงทุนระยะยาวได้เพียงไร ต้องดูฝีมือการบริหารและจัดการของธนาคารแห่งประเทศไทย กับกระทรวงการคลัง” คุณตระกูลจิตร ให้ความเห็น
“การที่เศรษฐกิจไทยปีนี้น่าจะเติบโตได้ในระดับ 5-6% ซึ่งดีที่สุดในรอบหลายๆ ปี ทำให้หุ้นน่าสนใจมากขึ้น และยิ่งเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่ดอกเบี้ยมีแนวโน้มปรับขึ้น หลังจากยืนประคองตัวในระดับต่ำมานานเกินไป ทำให้โอกาสหาผลตอบแทนจากการลงทุนเปิดกว้างมากขึ้น เงินทุนจึงน่าจะไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง ช่วยผลักดันให้ตลาดหุ้นมีโอกาสไต่ระดับขึ้นไปทดสอบ 900 จุด แต่จะเกิดจริงหรือไม่ ต้องพิจารณาข้อมูลข่าวสาร และสถานการณ์ต่างๆ ในระยะสั้นประกอบด้วย” คุณประภาส จาก AYF แนะนำ
เทคนิคพิชิตตราสารหนี้ ในประเทศเน้นอายุไม่เกิน 1 ปี ผสมผสานไปกับใจกล้าลงทุนตราสารหนี้ต่างประเทศ
ต่อจากนั้น วงสัมมนาหันพูดคุยกันถึงเทคนิคพิชิตการลงทุนทันที โดยแยกเป็นการลงทุนในตราสารหนี้ และหุ้น ประเดิมด้วยผู้บริหาร THANACHART FUND และ AYF ซึ่งคว้ารางวัลกองทุนตราสารหนี้ดีเด่น
2 ซีไอโอ ให้หลักการลงทุนง่ายๆ ว่า ควรให้ความสำคัญ 2 เรื่อง คือ คุณภาพของตราสารที่จะลงทุน กับระยะเวลาลงทุน โดยตราสารหนี้ที่มีคุณภาพในมุมมองของผู้จัดการกองทุน จะหมายถึงตราสารหนี้ที่สามารถถือเพื่อลงทุนได้ 2-3 ปี มีฐานะทางการเงินแข็งแกร่ง ดูได้จากกระแสเงินสดหมุนเวียนในระดับสูง และมั่นคง ไม่เคยมีประวัติการผิดนัดชำระ (Default) ซึ่งตามปกติ ตราสารหนี้คุณภาพมักได้รับอันดับความน่าเชื่อถือจากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating Agency) ตั้งแต่ BBB ขึ้นไป หรือมักเรียกสั้นๆ ว่า Investment Grade
สำหรับระยะเวลาลงทุน หากเป็นภาวะปกติ การลงทุนในตราสารหนี้ที่มีอายุยาว จะให้ผลตอบแทนสูงกว่าตราสารหนี้ที่มีอายุสั้น แต่ในภาวะที่ดอกเบี้ยกำลังปรับตัวเป็นขาขึ้นอย่างในขณะนี้ การลงทุนควรให้น้ำหนักกับตราสารหนี้อายุสั้น หรือตราสารหนี้ที่มีอายุไม่เกิน 1 ปี มากกว่าตราสารหนี้ที่มีอายุยาว 1 ปีขึ้นไป เพราะจะช่วยลดความเสี่ยงจากอาการตลาดผันผวนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต่อเมื่อตลาดเริ่มนิ่ง จึงค่อยเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในตราสารหนี้อายุยาวมากขี้น
อย่างไรก็ตาม การที่ดอกเบี้ยในบ้านเราต่ำกว่าหลายประเทศ ซีไอโอ THANACHARTFUND เสนอแนะให้นักลงทุนแบ่งเงินออมก้อนหนึ่ง ประมาณ 5-10% ของเงินทั้งหมด เพื่อทดลองลงทุนตราสารหนี้ต่างประเทศ
“เราเชียร์ให้ลูกค้าเราหันไปลงทุนตราสารหนี้ต่างประเทศมากขึ้น เพราะสามารถสร้างผลตอบแทนจากอัตราแลกเปลี่ยนได้อีกต่อหนึ่ง และเราเห็นตัวอย่างกันแล้วในปีก่อน เพราะการลงทุนตราสารหนี้บางประเทศให้ผลตอบแทนสูงถึง 16% ขณะที่การลงทุนในประเทศได้แค่ 1% กว่าๆ คนที่ยังไม่เคยลงทุน หรือไม่ค่อยมั่นใจ อาจเริ่มต้นจากการแบ่งเงินสัก 5-10% ทดลองดู” คุณตระกูลจิตร ทิ้งท้าย
แต่หากพิจารณาจากเคล็ดลับความสำเร็จของทั้ง 2 กองทุน จะพบว่า มีเคล็ดลับที่แตกต่างกัน โดยในกรณีของ THANACHART FUND ซึ่งประสบความสำเร็จจากการบริหารกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น ชื่อ “กองทุนเปิดธนสาร” กับกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ ชื่อ “กองทุนธนชาติตราสารหนี้เพื่อการเลี้ยงชีพ” จะใช้กลยุทธ์เลือกลงทุนในตราสารหนี้ที่มีอายุตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 2 ปี (หรือมีอายุสั้นกว่า Benchmark ที่รวบรวมโดยสมาคมบริษัทจัดการลงทุน) เกือบตลอดเวลา แล้วใช้เทคนิคการบริหารอายุตราสารหนี้ (Duration) หรือการปรับอายุตราสารหนี้ในพอร์ตลงทุนก่อนตลาดจะปรับตัว ช่วยลดความผันผวนของภาวะตลาด และสร้างผลตอบแทน ควบคู่กันไป
ส่วนกรณีของ AYF ซึ่งประสบความสำเร็จจากการบริหารกองทุนตราสารหนี้ระยะกลาง ชื่อ “กองทุนอยุธยาตราสารหนี้ระยะกลาง” จะใช้กลยุทธ์เลือกลงทุนในตราสารหนี้ที่มีอายุเฉลี่ย 3 ปี มีอันดับความน่าเชื่อถือสูงกว่ามาตรฐานปกติ ตั้งแต่ A- ถึง AAA แต่ในบางจังหวะเวลาอาจมีการลงทุนในตราสารหนี้ที่มีอายุสั้นบ้าง เพื่อป้องกันความเสี่ยงในการลงทุน ทั้งจากลักษณะของกองทุนที่เป็นกองทุนเปิด สามารถซื้อขายได้ทุกวัน และจากพฤติกรรมของนักลงทุนรายย่อย ซึ่งส่วนใหญ่มักจะขายเวลาตลาดผันผวน แต่พอได้ผลตอบแทนดีก็จะแห่กันซื้อ สำหรับเทคนิคในการบริหารนั้น จะใช้เครื่องมือที่เรียกว่า Interest Rate Swap หรือ IRS ด้วยการ Short หรือ Long ตราสารหนี้บางอายุ ในบางจังหวะเวลา เพื่อสร้างผลตอบแทน ซึ่งที่ผ่านมาก็พิสูจน์แล้วว่า ให้ผลตอบแทนสูงกว่าตลาด
เทคนิคพิชิตหุ้น กระจายพอร์ตในหุ้นพื้นฐาน และหุ้นใหญ่ หุ้นตกจากปัจจัยการเมือง เป็นจังหวะซื้อ
จบจากตราสารหนี้ วงสัมมนาหันมาเปิดเคล็ดลับลงทุนหุ้นทันที ซึ่ง 3 ผู้บริหารกองทุนหุ้นดีเด่นต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ความสำเร็จในการลงทุนหุ้นขึ้นอยู่กับการเลือกหุ้นคุณภาพเก็บเข้าพอร์ต โดยหุ้นคุณภาพในความหมายของผู้จัดการกองทุน ปัจจุบันจะให้ความสำคัญกับหุ้นที่มีธรรมาภิบาล (Corporate Governance - C.G.) ดีเป็นลำดับแรก ต่อจากนั้น ถึงจะพิจารณาปัจจัยพื้นฐาน ซึ่งจะเน้นทั้งหุ้นที่มีศักยภาพการเติบโตของกำไรสูง (Growth Stock) หุ้นที่จ่ายปันผลสม่ำเสมอ (Dividend Stock) หุ้นที่มีศักยภาพในการทำธุรกิจระยะยาว แต่มีราคาต่ำกว่ามูลค่าหุ้นที่ควรจะเป็นมาก (Value Stock) และหุ้นที่มีสภาพคล่องสูง (Big Caps) แล้วค่อยตัดสินใจถ่วงน้ำหนักการลงทุนในหุ้นแต่ละประเภท ให้สอดคล้องกับแนวนโยบายการลงทุน และจังหวะเวลา
เพื่อให้นักลงทุนเห็นภาพชัดเจนขึ้น ผู้บริหาร SCBAM นำเอาพอร์ตการลงทุนของ “กองทุนไทยพาณิชย์หุ้นทุนปันผล” ซึ่งคว้ารางวัลกองทุนหุ้นขนาดเล็กถึงปานกลางยอดเยี่ยม มาอธิบายประกอบ โดยระบุว่า ในพอร์ตกองทุนดังกล่าวจะมีหุ้น 3 กลุ่ม กลุ่มแรกเป็น Growth Stock คละกับ Value Stock ในสัดส่วน 50% กลุ่มที่สองเป็น Dividend Stock ที่จ่ายปันผลตั้งแต่ 5% ขึ้นไป ในสัดส่วน 30% อีก 20% ที่เหลือเน้นพวก Big Caps เพราะกองทุนต้องการสภาพคล่องสูงเผื่อการไถ่ถอนของผู้ถือหน่วยลงทุน
ด้านผู้บริหาร INGFUNDS ซึ่งประสบความสำเร็จจากการบริหารกองทุนคู่แฝดที่ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี ทั้งกองทุนรวมหุ้นระยะยาว ชื่อ “กองทุนไอเอ็นจีบรรษัทภิบาล หุ้นระยะยาว” และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ ชื่อ “กองทุนไอเอ็นจีหุ้นทุน เพื่อการเลี้ยงชีพ” กับผู้บริหาร MFC ซึ่งประสบความสำเร็จจากการบริหารกองทุนตราสารหนี้ระยะกลาง ชื่อ “กองทุนเอ็มเอฟซีเพิ่มค่าหุ้นระยะยาว” เผยกลยุทธ์ในการปรับพอร์ตการลงทุนว่า จะเกิดขึ้นใน 2 ลักษณะ คือ การปรับน้ำหนักการถือครองหุ้นในพอร์ต ซึ่งจะเกิดในกรณีที่มีสถานการณ์บางอย่างส่งผลกระทบต่อการลงทุนหุ้นรายตัว ไม่ว่าจะเป็น ผลกระทบต่ออุตสาหกรรม ผลกระทบต่อตัวบริษัท หรือเมื่อราคาหุ้นปรับตัวใกล้เคียงมูลค่าที่เหมาะสม หรือเกินกว่ามูลค่าที่เหมาะสม กับการปรับลดสัดส่วนการถือครองหุ้น เพื่อถือเงินสด ซึ่งจะแปรผันตามภาวะตลาด โดยหากภาวะตลาดไม่ปกติ กองทุนจะปรับลดสัดส่วนการถือหุ้นและถือเงินสดมากขึ้น ตามเกณฑ์ที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) กำหนด และในทางกลับกัน หากภาวะตลาดดี กองทุนจะปรับลดสัดส่วนการถือเงินสดแทน
อย่างไรก็ดี ทั้งคุณต่อ และ ดร.พิชิต ยอมรับว่า มีการปรับพอร์ตการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ตลอด 1 เดือนที่ผ่านมา โดยกองทุนขายทำกำไรออกมาเป็นระยะๆ ตั้งแต่ดัชนีเริ่มไต่ระดับขึ้นไปแถวๆ 800 จุด และขายทันทีที่สถานการณ์การเมืองเริ่มดุเดือด ก่อนจะทยอยซื้อสะสมเมื่อหุ้นปรับฐานลงมาต่ำกว่า 750 จุด จากผลกระทบของปัจจัยการเมือง เพราะประเมินว่า สถานการณ์การเมืองจะไม่บานปลายจนเกิดการปฏิวัติหรือรัฐประหาร ทำให้มีผลกระทบต่อตลาดแค่ระยะสั้นๆ เท่านั้น
แต่ไม่ว่าภาวะตลาดหุ้นจะผันผวนเพียงไร เมื่อทำการตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติม จะพบว่า ทุกกองทุนมีหุ้น PTT PTTEP BANPU และ KBANK อยู่ในพอร์ตเหมือนกัน เนื่องจากในพอร์ตลงทุนของทุกกองทุนดีเด่นจะลงทุนหุ้นกลุ่มพลังงาน กับธนาคารพาณิชย์มากที่สุด ที่เหลือจะกระจายตัวไปในหุ้นกลุ่มปิโตรเคมี เกษตรและอาหาร อสังหาริมทรัพย์ วัสดุก่อสร้าง หรือไฟแนนซ์ ในสัดส่วนที่แตกต่างกัน
เมื่อได้คำตอบเรื่องการลงทุนตราสารหนี้ และหุ้นแล้ว วงสัมมนาหันมาพูดคุยกันถึงข้อควรระวังในการลงทุนปีนี้ ฝากเป็นข้อคิดสำหรับนักลงทุนทั่วไป
ข้อคิดมือโปร กระจายพอร์ตลงทุนเพื่อเพิ่มค่าเงิน
ผู้จัดการกองทุนทุกสำนัก แนะนักลงทุนให้ความสำคัญกับกระแสเงินทุน และพื้นฐานทางเศรษฐกิจให้มาก เพราะทั้ง 2 ตัวแปรนี้จะมีผลต่อตลาดหุ้นปีนี้ค่อนข้างมาก โดยเงินทุนพร้อมไหลเข้าหรือออกได้ทันทีที่ข้อมูลข่าวสารเปลี่ยน หรือเกิดเหตุไม่คาดหมาย ซึ่งมีตัวอย่างให้เห็นกันในช่วง 2 เดือนก่อนหน้านี้ เมื่อหุ้นปรับขึ้นลงถึง 10% ขณะที่พื้นฐานเศรษฐกิจในครึ่งปีหลังก็มีแนวโน้มจะชะลอตัวลงจากครึ่งปีแรก
และเพื่อลดความเสี่ยงจากภาวะตลาด ในบางจังหวะเวลา นักลงทุนอาจขายทำกำไรออกมาบ้าง ก่อนจะซื้อกลับเมื่อดัชนีปรับฐาน
ในทางกลับกัน มีการเสนอแนะให้นักลงทุนทดลองซื้อหุ้นถัวเฉลี่ยทุกเดือน (Dollar Cost Average) แม้ภาวะตลาดจะไม่สดใส เพราะสามารถสร้างผลตอบแทนได้สูงกว่าการเล่นรอบ (trading) เห็นผลชัดเจนในหลายกองทุนหุ้นของ SCBAM
“นักลงทุนไม่ควรมองอะไรบวกหรือลบจนเกินไป และควรเรียนรู้ที่จะแยกแยะข้อมูลข่าวสารให้เป็น เพื่อไม่ให้เสียโอกาสในการลงทุน เพราะการลงทุนหวังผลระยะยาว แต่ข้อมูลข่าวสารเป็นแค่เหตุการณ์ระยะสั้น” คุณวิชชุ ให้มุมมองที่แตกต่าง
ขณะเดียวกัน มีการเสนอแนะให้นักลงทุนเริ่มต้นจัดพอร์ตการลงทุน (Asset Allocation) เพื่อกระจายความเสี่ยงในการลงทุนออกไปในสินทรัพย์ประเภทต่างๆ ซึ่งเป็นกลยุทธ์สร้างความสำเร็จ (Key of Success) ที่แต่ละกองทุนใช้บริหารเงินทุกวันนี้ เพราะนอกจากจะช่วยลดความเสี่ยงอันเนื่องมาจากภาวะตลาดการเงินผันผวนได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ยังจะช่วยเพิ่มค่าเงินออมในระยะยาวได้อีกทางหนึ่งด้วย โดยเคล็ดลับง่ายๆ ในการกระจายพอร์ตการลงทุน สามารถทำได้ด้วยการลงทุนผ่านกองทุนรวม ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนหุ้น หรือตราสารหนี้ ทั้งในและต่างประเทศ
แต่ก่อนลงทุน นักลงทุนแต่ละคนจะต้องตอบตัวเองให้ได้ก่อนว่าควรจัดสรรเงินลงทุนอย่างไร ถึงจะเหมาะกับฐานะทางการเงิน ตลอดจนระยะเวลา และวัตถุประสงค์ในการลงทุนของแต่ละคนด้วย
“แม้เอเชียจะเป็นภูมิภาคที่มีเงินทุนไหลเข้ามากที่สุดในทศวรรษนี้ แต่เริ่มมีสัญญาณแล้วว่าเงินทุนกระจุกตัวในตลาดการเงินบางแห่ง การลงทุนต่างประเทศถือเป็นอีกทางเลือกที่ช่วยบริหารความเสี่ยงในการลงทุนได้เป็นอย่างดี” คุณประภาส ทิ้งท้าย
อย่างไรก็ดี นักลงทุนจำเป็นต้องทำความเข้าใจถึงแนวนโยบายในการลงทุนของแต่ละกองทุนด้วย และต้องเผื่อใจไว้ด้วยว่า ผลตอบแทนจากการลงทุนอาจไม่ได้อย่างที่คาดหวังเอาไว้
“ผลดำเนินงานของกองทุนในอดีต ไม่สามารถยืนยันผลดำเนินงานในปัจจุบันได้เสมอไป แต่สามารถใช้เป็นเครื่องมือประกอบการตัดสินใจได้ เพราะการบริหารและจัดการยังเหมือนเดิม มีระบบในการทำงาน มีทีมงานคอยบริหารความเสี่ยง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวผู้จัดการกองทุนเหมือนในอดีต” ดร.พิชิต ฝากข้อคิดตบท้าย
จากคอลัมน์ Smart Money โดย วรนนท์ อัศวพิริยานนท์นิตยสาร M&W พฤษภาคม 2553 | Posted on Friday, May 07, 2010 (Archive on Friday, May 14, 2010) Posted by suchitra Contributed by wasittee
| BR>
|
|
|