การแกว่งตัวอย่างไร้ทิศทางของตลาดหุ้นไทยตลอด 2 เดือนแรกของปี 2553 ทั้งที่ผลดำเนินงานบริษัทจดทะเบียนหลายแห่งไม่ได้ย่ำแย่ แถมบางบริษัทยังสามารถจ่ายปันผลในอัตราที่จูงใจ ได้สร้างความสับสนให้กับนักลงทุนว่า ควรรอจังหวะ หรือถือโอกาสนี้ทยอยซื้อสะสมหุ้นดีหรือไม่ พร้อมกับสร้างคำถามตามมาด้วยว่า หากจะซื้อหุ้นควรซื้อหุ้นอะไรถึงจะไม่เจ็บตัว หรือถือแล้วสบายใจ
ดังนั้น เพื่อตอบข้อสงสัยเหล่านี้ กองบรรณาธิการ M&W จึงเชิญนักวิเคราะห์ระดับเซียน 3 คน ได้แก่ คุณภรณี ทองเย็น หรือ “พี่แดง” ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บล.เอเซีย พลัส (ASP) คุณสุกิจ อุดมศิริกุล หรือ “คุณป๋อง” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส สถาบันวิจัยนครหลวงไทย (SCRI) และคุณพิชัย เลิศสุพงศ์กิจ หรือ “คุณเล็ก” ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่าย Privilege Client Advisory บล.ธนชาต (TNS) มาร่วมกันระดมสมอง และช่วยหาคำตอบให้นักลงทุน ผ่านเวทีสัมมนาหัวข้อ “เคล็ด (ไม่) ลับ คัดหุ้นเล็ก-กลาง-ใหญ่ ใส่พอร์ต” โดยมอบหมายให้คุณเนาวรัตน์ เจริญประพิณ ดำเนินงานสัมมนาอีกเช่นเคย
ซื้อหุ้นช่วงนี้ได้ หากทำใจรับข่าวเชิงลบได้
งานสัมมนาเปิดฉากด้วยคำถามสั้นๆ แต่ตรงประด็นว่า “ตลาดหุ้นจะซึมตัวอีกยาวนานแค่ไหน และการทยอยซื้อสะสมหุ้นปัจจัยพื้นฐานดีในช่วงนี้เหมาะสมหรือไม่”
วิทยากรทุกคนให้คำตอบในทางเดียวกันว่า หุ้นไทยไตรมาสแรกไม่น่าสดใส เพราะเจอปัจจัยลบทั้งในและต่างประเทศรุมเร้าค่อนข้างมาก โดยปัจจัยต่างประเทศ เจอแรงกดดัน 2 เรื่อง คือความวิตกกังวลว่าเศรษฐกิจจีนอาจชะลอตัวเกินคาด เมื่อทางการจีนประกาศให้ธนาคารจีนเพิ่มสัดส่วนการตั้งสำรองเพิ่มขึ้นอีก 50 Basis points เป็น 16.5% มีผลตั้งแต่วันที่ 25 กุมภาพันธ์เป็นต้นไป ทั้งที่จีนเพิ่งประกาศใช้มาตรการเดียวกันนี้ในวันที่ 18 มกราคมที่ผ่านมา ส่วนเรื่องที่สอง เป็นความวิตกกังวลเรื่องเศรษฐกิจยุโรป หลังจากกรีซเผชิญวิกฤตการเงิน จนนำมาซึ่งการผิดนัดชำระหนี้ และทำให้เกิดความวิตกกังวลต่อสถานภาพของประเทศอื่นๆ ในสหภาพยุโรป (EU) อย่างโปรตุเกส ไอร์แลนด์ หรือสเปน ตามมา
สำหรับปัจจัยในประเทศ นอกจากปัญหาสิ่งแวดล้อมในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จะสร้างแรงกดดันต่อบรรยากาศการลงทุนแล้ว การที่สถานการณ์การเมืองมีความร้อนแรงขึ้น จากเรื่องเสถียรภาพของรัฐบาลแล้ว ยังมีความวิตกกังวลในประเด็นการตัดสินคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาท วันที่ 26 กุมภาพันธ์ ว่า อาจทำให้เกิดเหตุการณ์รุนแรงตามมา สร้างแรงกดดันให้ทุกฝ่ายชะลอการลงทุน
กระนั้น วิทยากรต่างให้ความหวังนักลงทุนด้วยว่า แม้บรรยากาศการลงทุนหุ้นไตรมาสแรกจะไม่สดใส แต่สถานการณ์ต่างๆ เหล่านี้น่าจะคลี่คลายในทางที่ดีขึ้นเป็นลำดับ อย่างในกรณีการประกาศเพิ่มสัดส่วนการตั้งสำรองในระบบธนาคารพาณิชย์จีน ถือได้ว่า เป็นการนำร่องถอดถอนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ (Exit Strategy) ซึ่งทั่วโลกจะต้องดำเนินการในปีนี้ ซึ่งการเริ่มต้นเร็วจะทำให้สถานการณ์คลี่คลายเร็ว และน่าจะมีผลกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจจีนไม่มาก ดังนั้น นักลงทุนน่าจะฉวยโอกาสที่ตลาดซึมตัว ทยอยซื้อหุ้นปัจจัยพื้นฐานซึ่งราคาถูกเก็บเข้าพอร์ต เพื่อรอขายทำกำไรเมื่อตลาดฟื้นตัว หรือถือลงทุนระยะยาวตามสไตล์แต่ละคน
“เมื่อทำการศึกษารูปแบบการปรับตัวของดัชนีตลาดหุ้นไทยย้อนหลัง 15 ปี สถิติส่วนใหญ่จะบ่งชี้ว่า ในไตรมาสแรก หุ้นจะไม่สดใส ยกเว้นเดือนมกราคม ส่วนในไตรมาส 2 และไตรมาส 3 หลังจากมีแรงซื้อดันดัชนีให้ดีดตัวในเดือนเมษายน ตลาดจะเริ่มแกว่งตัวในลักษณะ sideway ไปจนถึงเดือนกันยายน ก่อนพลิกเป็นขาขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดไตรมาส 4 เพราะฉะนั้น ในช่วงที่ตลาดปรับฐาน อย่างในเดือนกุมภาพันธ์ เดือนมีนาคม เดือนพฤษภาคม หรือเดือนกรกฎาคม จึงเป็นจังหวะซื้อที่ดี” สุกิจ จาก SCRI ให้ข้อมูล (มีกราฟประกอบ 1 อัน)
“แม้หุ้นไทยจะอยู่ในภาวะซึมตัว แต่การปรับฐานไม่น่ารุนแรงจนทำให้ดัชนีหลุด 670 จุด เพราะฉะนั้น การใช้จังหวะตลาดปรับฐานทยอยซื้อสะสมหุ้นปัจจัยพื้นฐานดี จะช่วยให้นักลงทุนมีโอกาสเพิ่มผลตอบแทนจากการลงทุนได้มากขึ้น และสอดรับกับภาวะตลาดปีนี้ซึ่งจะไม่สดใสเหมือนปีที่แล้ว เนื่องจากดัชนีมีโอกาสไต่ระดับจากปีก่อนเพียง 20-25%“ พิชัย จาก TNS ชี้ประเด็น
“อยากแนะนำให้นักลงทุนแบ่งเงินสด 50% ทยอยซื้อสะสมหุ้นปัจจัยพื้นฐานดี โดยเฉพาะหุ้นปันผลในช่วงที่ดัชนีต่ำกว่า 700 จุด” ภรณี จาก ASP พูดสั้นๆ
เมื่อวิทยากรเริ่มเข้าประเด็นเรื่องหุ้น วงสัมมนาจึงหันมาพูดคุยกันถึงกลยุทธ์การลงทุนต่อทันที ประเดิมด้วยนักวิเคราะห์ที่มีอาวุโสสูงสุด
กลยุทธ์ลงทุนหุ้น สไตล์ ASP
พี่แดงเปิดประเด็นด้วย Theme การลงทุนระยะสั้นที่หวังผลในครึ่งแรกปีนี้ ซึ่งมี 4 ทางเลือกด้วยกัน โดยทางเลือกแรกเป็นกลยุทธ์ลงทุนหุ้นปันผล (Dividend Plays) ซึ่งเมื่อได้ทำการศึกษาข้อมูลหุ้นที่มีประวัติการจ่ายปันผลสูง 43 ตัว ย้อนหลัง 5 ปี ตั้งแต่ช่วงปี 2547-2551 ไม่รวมปี 2552 เพราะราคาหุ้นหลายตัวผันผวนสูงมาก จากความคาดหวังของเศรษฐกิจที่ฟื้นตัว ฝ่ายวิจัย ASP พบว่า มีหุ้นที่น่าสนใจ 7 ตัว ประกอบไปด้วย MAKRO CPF GLOW BCP TICON EASTW และ PRIN
อย่างไรก็ตาม การลงทุนในหุ้นเหล่านี้จะมีกลยุทธ์ที่แตกต่างกัน โดยหากเป็นหุ้นขนาดใหญ่ หรือหุ้นที่มีมูลค่าตลาดสูงตั้งแต่ 2 หมื่นล้านบาทขึ้นไป (Big Cap Stocks) ควรซื้อก่อนวันขึ้นเครื่องหมาย XD 1-2 สัปดาห์ และขายหลังจากขึ้นเครื่องหมาย XD แล้ว 2 สัปดาห์ เพราะราคาหุ้นมีการปรับขึ้นเฉลี่ยประมาณ 2.5-4.0% ด้วยความเป็นไปได้มากถึง 3 ใน 5 ครั้ง นำโดยหุ้น MAKRO CPF และ GLOW แต่หากเป็นหุ้นขนาดกลางและเล็ก หรือหุ้นที่มีมูลค่าตลาดไม่ถึง 2 หมื่นล้านบาท (Small Cap Stocks) ควรซื้อก่อนวันขึ้นเครื่องหมาย XD 2 เดือน และขายหลังจากขึ้นเครื่องหมาย XD แล้ว 1-2 สัปดาห์ โดยมีหุ้น BCP TICON EASTW และ PRIN เป็นตัวนำ เพราะราคาหุ้นเหล่านี้มีการปรับขึ้นเฉลี่ยประมาณ 6.0-7.0% ด้วยความเป็นไปได้มากถึง 3 ใน 5 ครั้ง เช่นเดียวกัน
สำหรับทางเลือกที่ 2 เป็นกลยุทธ์ลงทุนหุ้นที่ได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของธุรกิจ (Recovery Plays)ได้แก่ หุ้นกลุ่มยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ ท่องเที่ยวและโรงแรม นำโดย AH SAT DELTA HANA AOT และ CENTEL
ส่วนทางเลือกที่ 3 เป็นกลยุทธ์ลงทุนหุ้นที่เกี่ยวข้องกับโภคภัณฑ์ (Commodity Plays) ประเภทถ่านหิน และค่าระวางเรือ เนื่องจากจีนเริ่มมีการนำเข้าเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ ซึ่งเมื่อได้ทำการศึกษาข้อมูลย้อนหลัง 9 ปี ตั้งแต่ช่วงปี 2544-2552 จะพบว่า ราคาหุ้น BANPU TTA และ PSL มีการปรับตัวเกิดขึ้นบ่อยถึง 7 ใน 9 ครั้ง โดยบางปีราคาทะยานตัวถึง 10% หากซื้อหุ้นเหล่านี้ในวันตรุษจีน แล้วถือเอาไว้ประมาณ 2 สัปดาห์ ก่อนขายออกไป
และทางเลือกสุดท้ายเป็นกลยุทธ์ลงหุ้นที่ได้ประโยชน์จากการเปิดเสรีการค้าอาเซียน (AFTA Plays) ซึ่งฝ่ายวิจัย ASP พบว่า นอกเหนือจากหุ้นกลุ่มยานยนต์ และวัสดุก่อสร้าง อย่าง AH SAT STANLY IRC SCC DCC TMT และ AMC ที่ได้ประโยชน์จากการมีทางเลือกในการนำเข้าวัตถุดิบที่มีต้นทุนถูกลง หรือมีโอกาสขยายตลาดส่งออกแล้ว ธุรกิจเกษตรอย่าง KSL TUF และ CPF ยังได้ประโยชน์ในทำนองคล้ายๆ กันด้วย ขณะที่ RCL ซึ่งมีเส้นทางเดินเรือในอาเซียนกว่า 50% ของเส้นทางเดินเรือทั้งหมด จะได้ประโยชน์จากปริมาณธุรกรรมการค้าในภูมิภาคที่เพิ่มขึ้น ต่อยอดรายได้ให้เติบโตมากยิ่งขึ้น
ในทางกลับกัน ธุรกิจเกษตร โดยเฉพาะน้ำมันปาล์ม วัสดุก่อสร้างประเภทเหล็กเส้น สิ่งทอ และรองเท้า กลับมีโอกาสเสียประโยชน์จากการเปิดเสรีการค้าอาเซียนมากที่สุด
ต่อจากนั้น พี่แดงหันมาพูดถึง Theme ลงทุนระยะยาวต่อทันที โดยชี้ว่า เมื่อนำเอาเกณฑ์ความสามารถทำกำไร และราคาเหมาะสม (Fair Value) มาใช้ประกอบการพิจารณาเพิ่มเติม จะได้ข้อสรุปว่า มีหุ้นที่มีแนวโน้มผลดำเนินงานปีนี้ดีกว่าตลาดโดยรวม ซึ่งมีค่าเฉลี่ยการเติบโตของกำไรอยู่ที่ 13% ทั้งสิ้น 7 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ ท่องเที่ยวและโรงแรม ขนส่ง บันเทิง พาณิชย์ และสื่อสาร เช่น SAT STANLY KCE DELTA HANA SMT MAJOR MCOT CENTEL AOT THAI TTA RCL MAKRO CPALL HMPRO ADVANC หรือ SHIN เป็นทางเลือกสำหรับนักลงทุนที่สามารถถือหุ้นไปจนถึงสิ้นปีนี้ หรือข้ามไปปีหน้า ขณะเดียวกัน นักลงทุนควรจัดสรรเงินส่วนหนึ่งซื้อหุ้นขนาดใหญ่กลุ่มพลังงาน ปิโตรเคมี หรือธนาคารพาณิชย์ เช่น PTTEP PTTAR IRPC TOP BANPU KBANK SCB ด้วย เพราะหุ้นเหล่านี้เป็นหุ้นนำตลาด ซึ่งราคาจะปรับตัวทันทีที่ภาวะตลาดสดใส
กลยุทธ์ลงทุนหุ้น สไตล์ SCRI
หนุ่มป๋องได้โอกาสพูดเป็นรายต่อไป เขาแนะ Theme ลงทุนหุ้นที่มีศักยภาพในการทำกำไรดีต่อเนื่อง และแทบไม่ได้รับผลกระทบจากดอกเบี้ย กับเงินเฟ้อที่เริ่มปรับตัวขึ้น ซึ่งสามารถแยกได้เป็น 4 กลุ่ม กลุ่มแรกคือหุ้นซึ่งแนวโน้มการเติบโตของกำไรยังดีอย่างต่อเนื่อง รับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ได้แก่ หุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ กับหุ้นกลุ่มพาณิชย์ กลุ่มที่สองเป็นหุ้นที่แนวโน้มการเติบโตของกำไรดีขึ้นจากปีก่อน รับการฟื้นตัวของธุรกิจ ได้แก่ หุ้นกลุ่มยานยนต์ อิเล็คทรอนิกส์ ท่องเที่ยวและขนส่ง ส่วนกลุ่มที่สามเป็นหุ้นธนาคารพาณิชย์ ซึ่งแนวโน้มการเติบโตของกำไรจะเพิ่มขึ้น เนื่องจากสินเชื่อมีแนวโน้มจะเติบโตขึ้นจากปีก่อน โดยเฉพาะธนาคารที่เน้นขยายสินเชื่อบุคคล หรือสินเชื่อธุรกิจขนาดกลางและย่อม (SMEs) จะมีความโดดเด่นมากที่สุด สำหรับกลุ่มสุดท้ายเป็นหุ้นกลุ่มโภคภัณฑ์ ซึ่งแนวโน้มราคาโภคภัณฑ์ปีนี้น่าจะปรับขึ้นจากปีก่อน แต่ควรให้น้ำหนักกับหุ้นที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของทุกคน นำโดยธุรกิจพลังงาน และอาหาร รองลงไปเป็นธุรกิจเหล็ก
อย่างไรก็ตาม เมื่อให้เลือกหุ้นรายตัวเพื่อลงทุนระยะยาว คุณป๋องเลือกหุ้น 8 ตัว ได้แก่ PTT PTTEP TSTH TMT DCC SPALI TRT และ AGE
“ถ้าให้เลือกหุ้นใหญ่ วันนี้ ผมเลือก PTT เพราะราคาหุ้นทรุดตัวแรงจากผลกระทบของปัญหามาบตาพุด แต่ความร่วมมือร่วมใจของทุกฝ่ายน่าจะทำให้ทุกอย่างคลี่คลายในทางที่ดี ส่งผลให้น่าจะมีแรงซื้อกลับเข้ามาอีกครั้ง เนื่องจากแนวโน้มธุรกิจยังดีอยู่ ตัวที่สอง คือ PTTEP ซึ่งปีนี้กำไรจะโดดเด่นมาก ทั้งจากกำลังการผลิตก๊าซธรรมชาติที่เพิ่มขึ้น และแนวโน้มราคาก๊าซธรรมชาติที่น่าจะเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมัน และตัวที่สาม ผมเลือก TSTH เพราะเป็นผู้นำในธุรกิจเหล็ก ซึ่งได้ประโยชน์จากโครงการก่อสร้างสาธารณูปโภคตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ กระตุ้นให้เกิดความต้องการใช้สูงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่แนวโน้มราคาเหล็กน่าจะถีบตัวขึ้นจากปีก่อน มีผลทันทีที่เทศกาลตรุษจีนผ่านพ้นไป เพราะช่วงนั้นจะได้ข้อสรุปเรื่องการกำหนดราคาสินแร่เหล็ก” สุกิจ สรุปประเด็น
ส่วนหุ้นขนาดกลาง หนุ่มรูปหล่อคนนี้ให้เหตุผลในการเลือก TMT DCC และ SPALI ว่า หุ้นเหล่านี้เป็นผู้นำในแต่ละธุรกิจ มีความสามารถในการทำกำไรให้เติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ประกอบกับมีประวัติการจ่ายเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอ โดยในปี 2552-2553 น่าจะจ่ายปันผลได้ไม่ต่ำกว่า 6%
สำหรับหุ้นขนาดเล็ก TRT น่าสนใจเพราะเป็นหุ้นที่จ่ายปันผลสูง เฉลี่ยประมาณ 9% ขณะที่ AGE มีสาเหตุจาก SCRI มั่นใจว่า แนวโน้มการเติบโตของกำไรปีนี้จะโดดเด่น จากรายได้ในธุรกิจถ่านหิน และการลดต้นทุนค่าขนส่งเพราะการก่อสร้างคลังสินค้าแล้วเสร็จ
กลยุทธ์ลงทุนหุ้น สไตล์ TNS
ด้านหนุ่มเล็กที่ได้คิวปิดท้าย ให้ความเห็นคล้ายหนุ่มป๋อง และพี่แดงว่า Theme การลงทุนปีนี้ควรให้ความสำคัญกับหุ้นที่มีแนวโน้มการเติบโตของกำไรอย่างต่อเนื่อง เช่น หุ้นกลุ่มพลังงาน กับพาณิชย์ หรือกำไรมีแนวโน้มพลิกฟื้นจากปีที่ผ่านมา ประกอบด้วย หุ้นกลุ่มยานยนต์ อิเล็คทรอนิกส์ ท่องเที่ยวและขนส่ง นิคมอุตสาหกรรม ซึ่งเมื่อทำการคัดเลือกหุ้น โดยพิจารณาจากฐานะของบริษัท และการแกว่งตัวของระดับราคาใน 2 เดือนแรกปีนี้ เทียบกับราคาเหมาะสม (Fair Value) เขาแนะนำหุ้น 8 ตัวเช่นกัน ประกอบไปด้วย PTT PTTEP CPALL SAT HANA AOT AMATA และ HEMRAJ
“ธุรกิจท่องเที่ยว อิเล็คทรอนิกส์ และยานยนต์ ผ่านพ้นช่วงย่ำแย่ที่สุดได้ตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว ดังนั้น ผลดำเนินงานปีนี้น่าจะโดดเด่นขึ้นจากปีก่อน โดยเฉพาะ AOT SAT และ HANA สำหรับธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมเจอข่าวเชิงลบ ทั้งยอดขายที่ตกต่ำ กับปัญหามาบตาพุด กดดันราคาหุ้นให้ปรับฐานเกินปัจจัยพื้นฐานค่อนข้างมากแล้ว แต่สถานการณ์พร้อมจะพลิกผันได้ทันที หากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจมีภาพที่ชัดเจนขึ้น หรือปัญหามาบตาพุดได้ข้อยุติ ซึ่งจะส่งผลดีต่อ AMATA กับ HEMRAJ ตามมา คล้ายกับ PTT ซึ่งราคาทรุดตัวค่อนข้างแรง มาซื้อขายกันที่ P/E เพียง 8 เท่า เท่านั้น” พิชัยเกริ่นนำ ก่อนร่ายยาวในตัวหุ้น CPALL
“ส่วน CPALL กำไรน่าจะเติบโตได้เรื่อยๆ จากยอดขายที่เพิ่มขึ้นตามการขยายสาขา การขายแฟรนไชส์ การเพิ่มสินค้าประเภทอาหารซึ่งมี margin สูงขึ้น และการบริหารต้นทุนให้ต่ำลง อันเนื่องจากการมีอำนาจต่อรองในการสั่งซื้อสินค้ามากขึ้น รวมถึงการมีต้นทุนค่าขนส่งต่อหน่วยที่ลดลง หนุนให้ ROE ปรับสูงขึ้น แม้ฐานทุนจะเติบโตขึ้นก็ตาม และหากมองภาพยาวๆ ใน 5 ปีข้างหน้า ผมยังมีความเชื่อว่า น่าจะได้เห็นราคาหุ้นทะยานตัวขึ้นจากวันนี้อีกเป็นเท่าตัว เพราะมองไม่ออกเลยว่า การขยายสาขาจะสิ้นสุดลงไปเมื่อไร” หนุ่มเล็กให้ข้อคิด
เขาทิ้งท้ายด้วยการแนะให้นักลงทุนเก็บหุ้นอีก 3 ตัว คือ ADVANC BGH และ LPN เข้าพอร์ตด้วย โดยให้เหตุผลว่า หุ้นเหล่านี้น่าสนใจเพราะธุรกิจมีศักยภาพการเติบโตในระยะยาว และการถือลงทุนน่าจะได้เงินปันผลตอบแทนคืนกลับมาเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 6%
สำหรับ LPN มีการชี้ประเด็นเพิ่มเติมว่า ราคาหุ้นซื้อขายที่ P/E ระดับ 6 เท่า ซึ่งถือว่าต่ำเมื่อเทียบกับหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ตัวอื่นๆ
MIX & MATCH เคล็ดลับในการบริหารพอร์ตหุ้น
หลังจากได้กลยุทธ์การลงทุน และโผหุ้นรายตัวเรียบร้อยแล้ว วงสัมมนาหันมาพุดคุยเรื่องเคล็ดลับในการคัดหุ้นใส่พอร์ตต่อ ซึ่งวิทยากรทุกคนได้เสนอแนะให้นักลงทุนผสมผสานหุ้นขนาดใหญ่ ขนาดกลางและเล็ก ไว้ในพอร์ตการลงทุนหุ้น เพราะการกระจายพอร์ตการลงทุนในลักษณะนี้ น่าจะสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนได้ในระดับน่าพอใจ และสอดรับกับภาวะตลาดหุ้นตลอดปี 2553 ซึ่งมีแนวโน้มความผันผวนสูงมาก
อย่างไรก็ดี ไม่มีสูตรสำเร็จว่า ควรเลือกหุ้นขนาดใหญ่มากกว่าหุ้นขนาดกลางและเล็ก หรือควรเลือกหุ้นขนาดเล็กมากกว่าหุ้นขนาดใหญ่ แต่แนวทางที่ดีที่สุด ให้เลือกหุ้นโดยพิจารณาจากเป้าหมายในการลงทุน และสไตล์การลงทุนของแต่ละคนเป็นหลัก
“หากเป็นไปได้ นักลงทุนควรจัดสรรเงินส่วนหนึ่งลงทุนผ่านกองทุนอสังหาริมทรัพย์ (Property Fund) โดยเฉพาะ TFUND CPNRF และ SPF เพื่อกระจายความเสี่ยงในการลงทุนควบคู่กันไปด้วย เพราะการลงทุนในกองทุนเหล่านี้จะให้ผลตอบแทนในรูปเงินปันผลเฉลี่ยปีหนึ่งๆ ไม่ต่ำกว่า 7.5%” พี่แดง ฝากข้อคิดทิ้งท้าย
พร้อมกันนี้ วิทยากรยังเน้นย้ำให้นักลงทุนเริ่มหันมาลงทุนต่างประเทศกันด้วย เพราะลำพังการลงทุนตลาดหุ้นไทยไม่อาจสร้างผลตอบแทนได้อย่างคุ้มค่า เนื่องจากตลาดมีขนาดเล็ก ดูได้จากตลาดหุ้นไทยมีน้ำหนักใน MSCI Index ซึ่งเป็นดัชนีอ้างอิง (Benchmark) ที่ผู้จัดการกองทุนใช้ประกอบการการตัดสินใจลงทุนหุ้นทั่วโลก เพียง 0.5% และยิ่งแนวโน้มผลดำเนินงานบริษัทจดทะเบียนปีนี้น่าจะเติบโตเพียง 12-13% ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหุ้นในภูมิภาคถึงครึ่งหนึ่ง จึงทำให้มนต์เสน่ห์ของหุ้นไทยยิ่งหดหายลงไปจากปีก่อนมากขึ้น
และยิ่งกองทุนรวมในประเทศทยอยเปิดตัวผลิตภัณฑ์การลงทุนในต่างประเทศออกมาเรื่อยๆ ทั้งในรูปแบบกองทุนที่เน้นลงทุนเฉพาะทาง เช่น กองทุนทองคำ กองทุนน้ำมัน กองทุนที่เน้นลงทุนรายประเทศ รายภูมิภาค รวมถึงกองทุนที่เน้นผลตอบแทนจากการลงทุน (Target Fund) จึงทำให้นักลงทุนมีทางเลือกในการลงทุนต่างประเทศที่หลากหลายขึ้น การเริ่มต้นลงทุนต่างประเทศจึงไม่ใช่เรื่องยากจนเกินไป
จากคอลัมน์ SMART MONEY โดย วรนนท์ อัศวพิริยานนท์ นิตยสาร M&W มีนาคม 2553