|
|
Thursday, July 29, 2010
|
|
|
|
|
พิชิตลงทุน หาหุ้นติดดาว
Posted on Friday, February 05, 2010 |
เปิดศักราชใหม่ปีเสือได้เพียงแค่ครึ่งเดือน หุ้นเอเชีย รวมถึงหุ้นไทยเริ่มออกอาการซวนเซตามๆ กันไป ทั้งที่เศรษฐกิจโลกก็ไม่ได้ย่ำแย่ลงไป ทำให้หลายฝ่ายอดแปลกใจไม่ได้ว่า เกิดอะไรขึ้นในตลาดหุ้น และหุ้นไทยจะต้องพักฐานนานแค่ไหน ดังนั้น เพื่อหาคำตอบในประเด็นเหล่านี้ กองบรรณาธิการ M&W จึงเชิญนักกลยุทธ์ทางด้านเทคนิค และปัจจัยพื้นฐานจาก 3 โบรกเกอร์ ประกอบด้วย ดร.วันชัย ธัญญศิริ รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายพัฒนาธุรกิจและงานวิจัยทางเทคนิค บล.กิมเอ็ง ประเทศไทย (KEST) ขึ้นเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และประเมินสถานการณ์ร่วมกับคุณวชิราลักษณ์ แสงเลิศศิลปชัย หรือ “คุณแอ๊ะ” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทรีนีตี้ (TNITY) และคุณวราภรณ์ วิบูลคณารักษ์ หรือ “คุณจอย” ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.เคที ซีมิโก้ (KTZMICO) บนเวทีสัมมนาที่ตั้งหัวข้อเอาไว้อย่างเก๋ไก๋ว่า “พิชิตลงทุน หาหุ้นติดดาว” โดยมอบหมายให้คุณเนาวรัตน์ เจริญประพิณ รับหน้าที่ผู้ดำเนินงานสัมมนาเหมือนเคย
งานสัมมนาเปิดฉากด้วยการสอบถามวิทยากรว่า ทำไมตลาดหุ้นไทยเดือนมกราคมที่ผ่านมาถึงซึมตัว และอาการซึมตัวจะเกิดยาวนานแค่ไหน
ทำใจไตรมาสแรกหุ้นซึม แต่จะสดใสในอีก 2 ไตรมาส
คำตอบจากวิทยากรก็คือ การซึมตัวเกิดจากนักลงทุนชะลอลงทุนเพื่อรอความชัดเจนในหลายๆ เรื่อง ทั้งทิศทางค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ซึ่งจะมีผลต่อแนวนโยบายของรัฐบาลและธนาคารกลางชาติต่างๆ รวมถึงกระแสการไหลของเงินทุน (Fundflows) ตลอดจนสถานการณ์การเมือง และแนวทางแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมภายในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด แต่อาการซึมตัวน่าจะจบภายในเดือนมีนาคมนี้
“เพราะมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เป็นตัวฟื้นเศรษฐกิจโลกในปีที่ผ่านมาทยอยปิดตัวลงไปในไตรมาสแรกปีนี้ ขณะที่ภาคธุรกิจเอกชนยังไม่เข้มแข็งมากพอที่จะรับไม้ต่อได้ทันท่วงที เศรษฐกิจโลกจึงมีแนวโน้มเติบโตในลักษณะเฉื่อย ประกอบกับความผันผวนของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ และการดึงเงินกลับไปเพื่อเพิ่มทุนสถาบันการเงินสหรัฐฯ และยุโรป ทำให้ทุกฝ่ายต่างระมัดระวัง และรอดูสถานการณ์โดยรวมประกอบการตัดสินใจอีกครั้ง และยิ่งบ้านเรา มีประเด็นเรื่องสถานการณ์การเมือง และปัญหาสิ่งแวดล้อมในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดให้ติดตามกันอีก ส่งผลให้ตลาดหุ้นอยู่ในภาวะพักฐานตามการสะดุดตัวของเศรษฐกิจไตรมาสแรก ก่อนกลับมากระเตื้องอีกครั้งในไตรมาส 2 เมื่อเศรษฐกิจจีนขยายตัว หรือมีความชัดเจนในเรื่องมาตรการของรัฐบาลและธนาคารกลางต่างๆ หรือมีการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่ๆ สร้างความเชื่อมั่นขึ้นเพิ่มขึ้น“ ผู้บริหารฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ KTZMICO ให้เหตุผล
“ต้องยอมรับว่า ไตรมาสแรกปีนี้ ตลาดหุ้นเจอปัจจัยลบรุมเร้าอย่างต่อเนื่อง ทั้งปัจจัยในประเทศและต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น การที่จีนประกาศเพิ่มสัดส่วนเงินสำรองในระบบธนาคารพาณิชย์เพื่อลดการขยายตัวของสินเชื่อ หรือสหรัฐฯ เตรียมออกมาตรการควบคุมความเสี่ยงของสถาบันการเงิน ด้วยการจำกัดขนาดการซื้อขายหลักทรัพย์เพื่อบริษัท (Proprietary Trading) กดดันให้เกิดแรงขายกระจายตัวทั้งในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ และตลาดหุ้นทั่วโลก ขณะเดียวกัน สถานการณ์การเมือง กับปัญหามาบตาพุด ล้วนแล้วแต่กดดันให้นักลงทุนชะลอการลงทุนออกไป จนกว่าจะเห็นความชัดเจนถึงค่อยกลับเข้ามา” ผู้บริหารฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ TNITY ชี้แจง
“หากวิเคราะห์โดยใช้ปัจจัยทางเทคนิค (Technical Analysis) ซึ่งอ้างอิงจากค่าดัชนีต่างๆ ประกอบกันกับลักษณะของกราฟ จะพบว่า ยังไม่มีสัญญาณบ่งชี้ว่าตลาดหุ้นในไตรมาสแรกจะปรับตัวเป็นขาขึ้นแต่อย่างใด เพราะการไต่ระดับของดัชนีมีสัญญาณแค่การเล่นรอบ อย่างที่เกิดตลอด 6 เดือนก่อนหน้านี้ นอกจากนั้น การที่ดัชนีไม่อาจยืนเหนือแนวต้านสำคัญ บริเวณ 750 จุดได้ ทำให้ดัชนีปรับฐานลงเรื่อยๆ นับตั้งแต่ทะยานแตะ 751 จุด ในวันอังคารที่ 12 มกราคม อย่างไรก็ตาม ดัชนีน่าจะพักฐานชั่วคราว โดยมีแนวรับบริเวณ 680-700 จุด” กูรูด้านวิเคราะห์หุ้นเชิงเทคนิค ยืนยัน
“แล้วหุ้นจะมีโอกาสดีดตัวเมื่อไรคะ” ผู้ดำเนินงานสัมมนาซักทันควัน
“ตลาดหุ้นน่าจะแกว่งตัวในกรอบ 700 จุด บวกลบ 20 จุด ไปจนถึงปลายเดือนกุมภาพันธ์ หรือต้นเดือนมีนาคม ถึงจะเริ่มฟื้นตัวรับข่าวเชิงบวกที่ทยอยหนุนเนื่องเข้ามาเป็นลำดับ และมีความเป็นไปได้ด้วยว่า ตลาดหุ้นจะปรับตัวแดนบวกได้ยาวนาน 5 เดือน เพราะหลังจากนั้นตลาดจะปรับฐานอีก โดยการปรับฐานรอบนี้จะรุนแรง เห็นผลตั้งแต่เดือนกันยายนเป็นต้นไป” อ.วันชัย ฟันธง
ที่สำคัญ กูรูด้านวิเคราะห์หุ้นเชิงเทคนิค ยังย้ำด้วยว่า การปรับฐานของตลาดหุ้นในเดือนมกราคม และเดือนกุมภาพันธ์ ถือเป็นจังหวะในการทยอยซื้อหุ้นที่ดีที่สุด ก่อนทยอยขายทำกำไร หรือรอขายทำกำไรครั้งเดียว ในช่วงเดือนเมษายนถึงเดือนสิงหาคม ซึ่งจะเป็นช่วงที่ตลาดหุ้นสดใสเพียงแค่ครั้งเดียวในรอบปี 2553 นี้
ในเรื่องนี้ นักวิเคราะห์สาวจาก KTZMICO และ TNITY ขานรับเช่นเดียวกัน โดยให้เหตุผลคล้ายๆ กันว่า ตลอดไตรมาสแรกปีนี้จะเป็นช่วงที่ตลาดหุ้นเผชิญข่าวเชิงลบมากที่สุด แต่หลังจากหมดข่าวร้าย จะเริ่มมีข่าวดีทยอยปรากฏออกมาเป็นลำดับ นำโดยการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน และการดีดตัวของราคาโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะน้ำมัน ตามปัจจัยฤดูกาล เพราะฉะนั้น ในไตรมาสแรก ถือเป็นจังหวะที่ดีที่นักลงทุนจะฉวยโอกาสทยอยซื้อสะสม
PTTAR PTTEP KSL KCE - 4 หุ้นติดดาวของ TNITY แต่ต้องลงทุนระยะยาว
ต่อจากนั้น วงสัมมนาหันมาพูดคุยกันเรื่องการเลือกหุ้นทันที ซึ่งคุณแอ๊ะเปิดประเด็นด้วยการชู Theme ลงทุนว่า ให้เกาะกระแสการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน
“เพราะจีนเป็นผู้ผลิตและผู้บริโภครายใหญ่ของโลก ทำให้จีนต้องใช้พลังงานเพื่อผลิตสินค้าและบริการในสัดส่วนที่สูง โดยนิยมนำเข้าในสัดส่วนที่สูงช่วงไตรมาส 2 และ 3 ส่งผลให้ระดับราคาน้ำมัน และโภคภัณฑ์ต่างๆ เช่น ถ่านหิน เหล็ก ปิโตรเคมี มักปรับขึ้นในช่วงดังกล่าวจนกลายเป็นวัฎจักรธุรกิจ ดังนั้น หุ้นกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีจะยังคงเป็นหุ้นนำตลาดต่อไป แต่เมื่อเปรียบเทียบความน่าสนใจระหว่างหุ้น 2 กลุ่มนี้ ปีนี้ หุ้นปิโตรเคมีจะน่าสนใจกว่า พิจารณาได้จากส่วนต่างราคา (spread) ปิโตรเคมีในไตรมาสแรกดีดตัวขึ้นกว่าตันละ 300 เหรียญสหรัฐฯ ทั้งที่ตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมา spread ในไตรมาสแรกจะดีขึ้นจากไตรมาสสุดท้ายปีก่อนไม่มาก ซึ่งเมื่อพิจารณาลงรายละเอียดของ spread ราคาผลิตภัณฑ์เพิ่มเติม จะพบว่า ผลิตภัณฑ์ประเภทพาราไซลีน และเบนซีนมีราคาดีกว่าโพลีเอธิลีน ส่งผลให้ PTTAR ซึ่งเป็นผู้ผลิตพาราไซลีน และเบนซีนได้ประโยชน์มากที่สุด” คุณแอ๊ะ อธิบาย
เธอยังบอกอีกว่า นอกเหนือจาก spread ราคาที่โดดเด่นแล้ว การที่กำลังการผลิตพาราไซลีน และเบนซีนในปีนี้จะไม่เพิ่มขึ้นใน 11 เดือนนี้ ทำให้ PTTAR มีแนวโน้มทำกำไรได้อย่างโดดเด่นตลอดทั้งปี ยิ่งไปกว่านั้น PTTAR ยังมี story เกี่ยวกับการควบรวมกิจการกับ IRPC ที่อาจเกิดขึ้นภายในปีนี้ ช่วยเพิ่มมูลค่าหุ้นได้อีก เพราะหลังจากกลุ่ม PTT เจอปัญหาสิ่งแวดล้อมในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ทำให้ผู้บริหารมีแนวคิดปรับแผนควบรวมกิจการใหม่ ประเดิมด้วยคู่ PTTAR กับ IRPC แล้วถึงนำไปควบรวมกิจการกับ PTTCH ภายในปี 2555 ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง บริษัทจะมีความเข้มแข็งในการทำธุรกิจเพิ่มขึ้นอีก โดยมีราคาเหมาะสม (Fair Value) อยู่ที่หุ้นละ 35 -40 บาท
ถัดจากนั้น นักวิเคราะห์สาวเสียงสวยคนนี้ ยังพูดถึง PTTEP ด้วยว่า เป็นหุ้นที่น่าสนใจอีกตัว เพราะราคาหุ้นอ่อนตัวค่อนข้างมาก จากผลกระทบของเหตุการณ์ไฟไหม้ที่แหล่งมอนทาร่า ออสเตรเลีย ผสมผสานเข้ากับแรงขายหุ้นที่โถมออกมาในเดือนมกราคม สวนทางความสามารถในการทำกำไรซึ่งปีนี้จะโดดเด่น เพราะราคาก๊าซธรรมชาติมีแนวโน้มจะปรับขึ้นจากปีที่ผ่านมา ประกอบกับบริษัทมีกำลังการผลิตสูงขึ้น ส่งผลให้มี upside จากราคาเหมาะสมที่ หุ้นละ 190 บาท ราวๆ 30%
ขณะเดียวกัน เธอยังแนะหุ้นติดดาวที่นอกเหนือไปจากหุ้น PTTAR กับ PTTEP เพิ่มอีก 2 ตัว คือ หุ้น KSL และ KCE
ทั้งนี้ หุ้น KCE นอกจากจะมีปัจจัยบวกจากความสำเร็จในการลดต้นทุนการผลิตแผ่นวงจรพิมพ์สำหรับยานยนต์ ทั้งค่าใช้จ่ายในการบริหารและจัดการ และการบริหารความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาทองแดงในตลาดโลก และค่าเงินบาทแล้ว ยังได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์หนุนอีกทางหนึ่ง มีผลให้แนวโน้มกำไรปีนี้และปีหน้า น่าจะเติบโตแบบก้าวกระโดดจากปีที่ผ่านมา ส่งผลให้มี upside จากราคาเหมาะสมที่หุ้นละ 7.80 บาท ไม่น้อยกว่า 30% จากราคาปัจจุบัน
“หุ้น KSL มีความน่าสนใจ 2 เรื่อง ประการแรก ธุรกิจน้ำตาลมีแนวโน้มทำกำไรเติบโตอย่างต่อเนื่องในปีนี้และปีหน้า จากผลของการขยายกำลังการผลิต และราคาน้ำตาลในตลาดโลกที่ยังคงอยู่ในขาขึ้น ประการที่สอง บริษัทมีการลงทุนเพื่อเพิ่มรายได้อย่างต่อเนื่อง จากธุรกิจเอทานอล และธุรกิจโรงไฟฟ้า แต่ปีนี้จะรับรู้รายได้เพิ่มจากการขายโรงงานคาร์บอน เครดิต อีก 40-50 ล้านบาท หนุนกำไรพุ่งทะลุ 1,000 ล้านบาทได้เป็นครั้งแรก โดยประมาณการกำไรปีนี้ที่ 1,300-1,400 ล้านบาท ก่อนเพิ่มเป็น 1,500-1,600 ล้านบาทในปีหน้า ส่งผลให้ราคาเหมาะสมในปีนี้ อยู่ที่หุ้นละ 20 บาท ก่อนเพิ่มเป็น 27 บาท ในปีหน้า” ผู้บริหาร TNITY ขมวดประเด็นปิดท้าย
PTTAR TOP PS AP - 4 หุ้นติดดาวของ KTZMICO เป้าหมายลงทุน 6 เดือน
ด้านคุณจอย ให้ทรรศนะว่า ปกติแล้วหุ้นกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี กลุ่มธนาคารพาณิชย์ กับกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และวัสดุก่อสร้าง จะเป็นหุ้นที่มีการฟื้นตัวเป็นลำดับแรกเมื่อเห็นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยในกรณีของหุ้นกลุ่มกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี กับกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ได้อานิสงค์จากการมีมูลค่าตลาดสูงเสริมเข้ามา นอกเหนือจากการได้ประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่เป็นปัจจัยหนุนหุ้นกลุ่มวัสดุก่อสร้าง
ส่วนหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ มีจุดเด่นตรงลักษณะของธุรกิจที่มีความเกี่ยวพันกับการฟื้นเศรษฐกิจในสัดส่วนสูง เพราะการฟื้นตัวของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จะเอื้อประโยชน์ต่อธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง อย่างปูนซิเมนต์ เหล็ก วัสดุก่อสร้าง ในลักษณะ Supply chain ตามมาด้วย จึงทำให้ภาครัฐต้องให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น จึงมีความเป็นไปได้ที่รัฐบาลจะประกาศต่ออายุมาตรการลดหย่อนภาษี และค่าธรรมเนียมในการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ (ซึ่งจะหมดอายุในเดือนมีนาคมที่จะถึงนี้) ออกไปอีก 1 ปี เพื่อสร้างแรงขับเคลื่อนการฟื้นเศรษฐกิจอีกทางหนึ่ง ช่วยแบ่งเบาภาระในการผลักดันมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลในทางอ้อม เพราะรัฐบาลเองก็มีปัญหาเรื่องงบประมาณ และภาระหนี้คอยกดดันอยู่
ขณะเดียวกัน เมื่อพิจารณาจากแนวโน้มดอกเบี้ยในปีนี้ ถึงแม้ธนาคารกลางทั่วโลกจะเป็นต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อคุมเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น แต่การที่เศรษฐกิจโลกยังเปราะบาง ทำให้การปรับดอกเบี้ยทำได้ไม่มาก ส่งผลให้ดอกเบี้ยยังจะยืนประคองตัวในระดับต่ำต่อไป
สำหรับหุ้นที่น่าสนใจเป็นลำดับสุดท้าย จะเป็นหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการบริโภค ไม่ว่าจะเป็นหุ้นกลุ่มสื่อและบันเทิง ท่องเที่ยว อาหาร อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ หรือโทรคมนาคม แต่นักลงทุนควรรอดูสถานการณ์การฟื้นตัวของเศรษฐกิจภายในครึ่งปีแรกประกอบการตัดสินใจอีกครั้ง
อย่างไรก็ดี เมื่อให้เลือกหุ้นติดดาว ที่เหมาะสำหรับการลงทุนระยะสั้น ประมาณ 6 เดือน เธอแนะนำหุ้นเพียง 4 ตัว ได้แก่ PTTAR TOP PS และ AP
“ตัว PTTAR และ TOP ถือเป็น top picks ของหุ้นกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี เพราะธุรกิจโรงกลั่นได้ปัจจัยบวกจาก spread ที่ปรับตัวสูงขึ้นตามวัฏจักรธุรกิจ และกำไรจากการบริหารสต๊อก (stock gain) เมื่อราคาน้ำมันปรับขึ้นอีกต่อหนึ่ง ช่วยดันกำไรให้เติบโตเห็นผลตั้งแต่ไตรมาสแรกปีนี้ ส่วน PS มีความโดดเด่นเรื่องยอดรอรับรู้รายได้ (presale) ที่สูง กับความสามารถในการคุมต้นทุนก่อสร้างหนุนกำไรขั้นต้น (gross margin) ให้อยู่ในระดับสูง ดันกำไรให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ AP มีความโดดเด่นในเรื่องทำเลดี ช่วยให้สามารถขายโครงการได้เร็ว เสริมสร้างความเข้มแข็งทางธุรกิจให้เติบโตอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน” คุณจอย สรุปทิ้งท้าย
CPF PS AP BANPU TTCL BGH - 6 หุ้นติดดาวของ KEST เป้าหมายลงทุน 9 เดือน
ขณะที่ ดร.วันชัย ใช้เครื่องมือทางเทคนิคคัดเลือกหุ้นที่มีการฟอร์มตัวของกราฟในลักษณะ Triangle Mania และ Slope Fantasy เพื่อหาหุ้นติดดาวที่ราคามีโอกาสไต่ระดับขึ้นไปมากกว่า 30% ภายในไตรมาส 3 ปีนี้ และพบว่า มีหุ้น 6 ตัว ได้แก่ CPF PS AP BANPU TTCL และ BGH ที่นักลงทุนควรให้ความสนใจ
“ตัว CPF แม้ราคาจะไต่ขึ้นมาเรื่อยๆ แต่ยังมี momentum ที่จะทะยานขึ้นไปได้ถึง 15.50 บาท สำหรับ PS การที่ราคาหุ้นแทบไม่ปรับฐานลงเลย แม้ตลาดหุ้นจะพักฐานในเดือนมกราคม ทำให้เครื่องมือทางเทคนิคแสดงสัญญาณว่า ราคามีโอกาสทะยานขึ้นไปถึง 25 บาท ส่วน AP กับ BANPU ซึ่งราคาปรับฐานตามตลาด แต่เครื่องมือทางเทคนิคชี้ว่า ราคาสามารถปรับขึ้นไปได้ถึง 25 บาท และ 666 บาท ตามลำดับ ขณะที่ TTCL กับ BGH การฟอร์มตัวของกราฟแสดงให้เห็นว่า มี momentum ที่ราคาจะปรับเพิ่มได้อีก 40%” ผู้บริหารฝ่ายวิจัย KEST สรุปสั้นๆ ตรงประเด็น
พร้อมกันนั้น กูรูด้านวิเคราะห์หุ้นเชิงเทคนิค ยังได้เล่าให้ฟังอีกว่า โดยส่วนตัวให้ความสนใจ PTTEP เช่นกัน แต่เมื่อใช้เครื่องมือทางเทคนิคทำการศึกษา กลับไม่พบเห็นสัญญาณใดๆ เลย
ข้อคิดส่งท้าย
ดร.วันชัย ยังฝากข้อคิดปิดงานสัมมนาด้วยว่า แม้การลงทุนหุ้นจะมุ่งหวังกำไรจากการปรับตัวของราคาหุ้น แต่สิ่งที่นักลงทุนทุกคนจะต้องไม่ลืม ก็คือ การตั้งเป้าจำกัดการขาดทุน หากราคาหุ้นไม่ปรับอย่างที่คาดหวังไว้ (Limit Loss) เพราะเมื่อราคาหุ้นปรับฐาน นักลงทุนจะไม่กล้าตัดสินใจขายทันที แต่จะรอดูสถานการณ์ จนทำให้ราคาหุ้นปรับตัวแรงขึ้น ถึงค่อยตัดสินใจขายขาดทุน ทำให้เกิดผลขาดทุนมากขึ้น ซึ่งในความเห็นส่วนตัว เขาเสนอแนะให้นักลงทุนจำกัดผลขาดทุนในระดับ 3%
ขณะที่ 2 นักวิเคราะห์สาวด้านปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental Analysis) แนะให้นักลงทุนใช้เครื่องมือทางเทคนิคประกอบเข้ากับการใช้บทวิเคราะห์หุ้น เพราะบทวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน จะชี้ให้เห็นความสามารถในการดำเนินธุรกิจในระยะยาวว่าดีหรือไม่ดีอย่างไร ขณะที่การวิเคราะห์ทางด้านเทคนิค จะบอกช่วงจังหวะเวลาของการลงทุน
จากคอลัมน์ SMART MONEY โดย วรนนท์ อัศวพิริยานนท์ นิตยสาร M&W กุมภาพันธ์ 2553
| Posted on Friday, February 05, 2010 (Archive on Friday, February 12, 2010) Posted by suchitra Contributed by suchitra
| BR>
|
|
|