หน้าแรก การรับชม Money Channel ผังรายการ ข้อมูลย้อนหลัง แผนผังเว็บไซต์ เกี่ยวกับสถานี ติดต่อเรา  
+  คณะอนุกรรมาธิการตลาดเงินฯ ร่วมกับ ตลาดหลักทรัพย์ mai ขอเชิญผู้ประกอบการที่สนใจ ร่วมเสวนา “SMEs ก้าวไกล mai ก้าวหน้า” เพื่อให้ความเห็นเกี่ยวกับปัญหาในการระดมทุนปัจจุบัน พร้อมฟังประสบการณ์จากตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ 29 ก.ค. 8.30-13.00 น. ร.ร.มิราเคิลแกรนด์ สำรองที่นั่ง 028319155 ฟรี   +  เชิญร่วมพูดคุยเกี่ยวกับเทคนิคการลงทุนในหุ้น ในเสวนา “ล่าหุ้นห่านทองคำอย่างเซียน” เสาร์ที่ 7 ส.ค.นี้ เวลา 13.30-15.30 น. ณ ห้องสมุดมารวย @ Esplanade ศูนย์การค้า Esplanade รัชดาภิเษก ชั้น 2 ลงทะเบียนฟรีได้ที่ S-E-T Call Center 0 2229 2222  +  เตรียมพร้อมก่อนซื้อขายโกลด์ฟิวเจอร์ส 10 บาท กับสัมมนา “ห้องเรียนการลงทุน 10 Baht Gold Futures Class” พบมุมมองแนวโน้มของราคาทองคำ เรียนรู้กลยุทธ์เด็ด เพื่อการใช้งานจริง 2-19 ส.ค. นี้ที่ อาคารตลาดหลักทรัพย์ฯ สมัครได้แล้วที่ www.set.or.th สอบถาม 0 2229 2222 ฟรี   +  โครงการ “คืนความรู้...สู่ห้องสมุดมารวย” เปิดรับบริจาคหนังสือใหม่ หรือสภาพดี หมวดการเงิน การลงทุน การบริหาร และวรรณกรรม เปิดรับทุกวัน ตั้งแต่วันนี้ – 15 ส.ค.53 เวลา 10.00 - 22.00 น. ณ ห้องสมุดมารวย@Esplanade ชั้น 2 ศูนย์การค้า Esplanade ถ.รัชดาฯ โทร 0-2354-2087   +  ตลท.จัดกิจกรรม YFS 2010 เฟ้นหาสุดยอดคนรุ่นใหม่… บนเส้นทางการเงิน เปิดรับสมัครนักศึกษาระดับป.ตรี ปีที่ 3 ขึ้นไป ถึงป.โท ทุกคณะ ตั้งแต่วันนี้ – 22 ส.ค. 53 ชิงรางวัลรวมกว่า 3.4 ล้านบาท สมัครที่ www.tsi-thailand.org/yfs สอบถาม S-E-T Call center 0-2229-2222  +  การแข่งขัน Young Financial Star Competition 2010 เฟ้นหาสุดยอดคนรุ่นใหม่...บนเส้นทางการเงิน เปิดรับสมัครนิสิต นักศึกษาชั้นปีที่ 3 – ปริญญาโท จากทุกคณะทั่วประเทศแล้ววันนี้ – 22 สิงหาคม 53 ที่ www.tsi-thailand.org/yfs หรือ โทร 0 2229 2222  +  ขอเชิญผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มเข้าร่วมงาน The Future of Food 2010 Insightful Business Trends on The Food & Beverage Industry วันที่ 2-4 พ.ย. 53 ตั้งแต่เวลา 9.00 น. ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ ฯ เซ็นทรัลเวิลด์ ลงทะเบียนติดต่อ โทร 0-2716-1722 ต่อ 800 ดูรายละเอียดเพิ่มเติม   +  สมาชิก Wealth Society by TSI ดูรายละเอียดการเปลี่ยนแปลงการจัดกิจกรรมได้ที่ e-mail ของท่าน หรือwww.tsi-thailand.org/wealth หรือสอบถาม S-E-T Call Center ที่ 0-2229-2222  +  ตลาดอนุพันธ์ประกาศรับสมัครสมาชิกผู้ค้าทองรายใหม่ เพื่อร่วมพัฒนาตลาดโกลด์ฟิวเจอร์ส เปิดรับสมัครตั้งแต่บัดนี้ ถึง 30 ธ.ค.2553 ผู้สนใจสามารถศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการรับสมาชิกของ TFEX ได้ทาง www.tfex.co.th หรือสอบถาม 0-2229-2757  +  กลับมาอีกครั้งกับเกมท้าทายความสามารถด้านการลงทุน SET-TFEX Click2WIN 2010 เกมลงทุนหุ้น- อนุพันธ์ ออนไลน์ พบกับการแข่งขันในภาวะตลาดจริงแบบเรียลไทม์ ลุ้นพิชิตรางวัลรวมกว่าล้านบาท เปิดรับสมัครแล้ววันนี้ ดูรายละเอียด www.settrade.com/click2win หรือ 0 2229 2222 
Thursday, July 29, 2010
Text Size :Small | Medium |Large


  Seminar  



Investment Guide 2010: กระจายการลงทุนใน หุ้น ทองคำ กองทุน และประกันชีวิต

Posted on Wednesday, January 06, 2010
หากตรวจสอบผลดำเนินงานจากการลงทุนในปีที่ผ่านมา คงไม่มีนักลงทุนคนใดที่ยิ้มไม่ออก เพราะหุ้นก็วิ่ง ทองคำก็ขึ้น แต่เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ในช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปี 2552 จะพบว่า รอยยิ้มของนักลงทุนหลายคนเริ่มจางหายลงไป เพราะทองคำ และหุ้นต่างก็ปรับตัวค่อนข้างผันผวน ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า แล้วการลงทุนในปี 2553 นี้ สถานการณ์โดยรวมจะเป็นอย่างไร

เพื่อตอบข้อสงสัยดังกล่าว กองบรรณาธิการ M&W จึงผนึกกำลังกับบริษัท อเมริกัน อินเตอร์แนชชันแนล แอสชัวรันส์ หรือ AIA จัดงานสัมมนา หัวข้อ “ Investment Guide 2010” ขึ้นมา โดยเชิญนักกลยุทธ์ดีเด่น 2 ปีซ้อน คุณสุกิจ อุดมศิริกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส สถาบันวิจัยนครหลวงไทย (SCRI) ขึ้นเวทีแลกเปลี่ยนความเห็นกับคุณธีรพันธุ์ จิตตาลาน หรือ “พี่ไก่” กรรมการผู้จัดการ บลจ.นครหลวงไทย (SCI-ASSET) ร่วมด้วยคุณสุทธิ รจิตรังสรรค์ รองประธานอาวุโสฝ่ายบริหาร AIA และคุณหมอกฤชรัตน์ หิรัณยศิริ รองเลขาธิการสมาคมผู้ค้าทองคำ เพื่อร่วมกันหาคำตอบเกี่ยวกับกลยุทธ์การลงทุนในสินทรัพย์ประเภทต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหุ้น กองทุนรวม ทองคำ หรือทางเลือกอื่นๆ อย่างครบครัน รวมทั้งหา guideline สำหรับการวางแผนบริหารเงินด้วย

ที่พิเศษกว่านั้น กองบรรณาธิการ M&W ถือโอกาสรวบรวมเคล็ดลับจากงานสัมมนาที่ได้รับการกล่าวขานกันมาก ในเวที “Set in the City” ครั้งล่าสุด ซึ่งมีคุณอุสรา วิไลพิชญ์ หรือ “คุณตวง” นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารสแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ด (ไทย) ขึ้นเวทีร่วมกับคุณนิพนธ์ สุวรรณประสิทธิ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.ไอร่า (AIRA) และคุณวิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล หรือ “คุณฮิม” กรรมการบริหาร และหัวหน้าฝ่ายวิจัย บล.ทิสโก้ (TSC) มาเพิ่มเนื้อหาสาระเชิงลึก มอบเป็นของขวัญปีใหม่สำหรับทุกคนด้วย


หุ้นไทยปีนี้ ไม่ดีเหมือนปีก่อน แต่ครึ่งปีแรกน่าจะสดใส

วิทยากรแทบทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า หุ้นยังคงเป็นทางเลือกในการลงทุนที่น่าจะให้ผลตอบแทนสูงที่สุด เมื่อเทียบกับการลงทุนอย่างอื่น ไม่ว่าจะเป็น ตราสารหนี้ ทองคำ หรืออสังหาริมทรัพย์ อย่างไรก็ตาม นักลงทุนคงไม่อาจคาดหวังผลตอบแทนได้สูงอย่างในปี 2552 ที่เพิ่งผ่านพ้นมา เพราะนับตั้งแต่ธนาคารกลางและรัฐบาลทั่วโลกช่วยกันแก้ไขวิกฤตการเงิน ที่สืบเนื่องจากการล้มละลายของเลห์แมน บราเธอร์ส ด้วยการอัดฉีดเงินเข้าระบบเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับการลดดอกเบี้ยนโยบาย ทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายเงินทุนเข้ามาในภูมิภาคเอเชีย ผลักดันให้ตลาดหุ้นเอเชียปรับฐานขึ้นเป็นลำดับ เนื่องจากเศรษฐกิจเอเชียได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจน้อยที่สุด

พร้อมกันนั้น วิกฤตการเงินที่บานปลายไปถึงวิกฤตเศรษฐกิจสหรัฐฯ กดดันให้ทางเลือกในการลงทุนถูกปิดกั้นไปโดยปริยาย ขณะที่เงินดอลลาร์สหรัฐฯ เริ่มปรับอ่อนค่าอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับเงินสกุลหลักต่างๆ จึงทำให้ผู้จัดการกองทุน โดยเฉพาะพวก Hedge Fund จากสหรัฐฯ และยุโรป หันมากู้เงินดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อนำไปลงทุนหาผลตอบแทน หรือทำ Carry Trade กันอย่างคึกคัก ตลาดหุ้นเอเชียจึงดีดตัวอย่างต่อเนื่อง ก่อนจะเจอแรงขายทำกำไรในไตรมาสสุดท้ายของปี เพื่อโยกเงินกลับไปในสหรัฐฯ และยุโรป ทั้งเพื่อปิดงวดบัญชีประจำปี และนำไปใช้เพิ่มทุนสถาบันการเงิน และลดผลขาดทุนจากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ส่งผลให้ตลาดหุ้นเริ่มพักฐาน

สำหรับตลาดหุ้นไทยกลับเจอปัญหาสิ่งแวดล้อมในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดขึ้นอีก ทำให้มีการโยกเงินลงทุนบางส่วนออกไปลงทุนในตลาดหุ้นอื่นๆ ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยซึมตัวนานกว่าตลาดอื่นๆ

ขณะเดียวกัน การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในครึ่งหลังปีที่ผ่านมา มีผลให้ธนาคารกลาง และรัฐบาลประเทศต่างๆ จำเป็นต้องปรับแนวนโยบายการเงินและการคลัง ให้สอดค้องกับภาวะเศรษฐกิจของตนเอง รวมถึงป้องกันผลกระทบจากอัตราเงินเฟ้อที่จะเกิดตามมา ทำให้มีความเป็นไปได้สูงมากที่กระแสเงินทุน (Fund flows) จะมีแนวโน้มหดตัวลงจากในปีก่อน ขณะที่ดอกเบี้ยในระบบการเงินโลกมีแนวโน้มจะปรับขึ้น หลังจากยืนในระดับต่ำมานาน

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์จากทุกสำนัก ไม่ว่าจะเป็นค่าย TSC AIRA และ SCRI ต่างเชื่อมั่นว่า หุ้นในครึ่งปีแรกน่าจะสดใสกว่าในครึ่งปีหลัง เพราะประเมินว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (FED) จะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในครึ่งปีหลัง โดยมีการคาดหมายกันว่า อาจจะเกิดขึ้นในเดือนสิงหาคมที่จะถึงนี้

กระนั้น กลับมีคำเตือนจากคุณสุกิจ ผู้บริหาร SCRI ในทำนองเดียวกับคุณตวง นักเศรษฐศาสตร์จากธนาคารสแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ด ว่า ตลาดหุ้นอาจไม่ปรับตัวมากอย่างที่คาดการณ์กันไว้ หากตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ยุโรป จีน และไทยเอง ออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์กันไว้ เพราะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในปีที่ผ่านมาเกิดเร็วกว่าที่ตลาดคาดไว้ อาจผลักดันให้เกิดการคาดหวัง (Expectation) สูงตามมา ในลักษณะดาบ 2 คม


กลยุทธ์ลงทุนหุ้น เน้นหุ้นกำไรโต ปันผลงาม

แต่เมื่อประเมินสถานการณ์จากโอกาส และปัจจัยเสี่ยงต่างๆ แล้ว ผู้บริหาร SCRI บอกว่า Theme การลงทุนหุ้นครึ่งปีแรกและครึ่งปีหลังจะแตกต่างกัน โดยในครึ่งปีแรก ให้เลือกหุ้นที่ได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ได้แก่ หุ้นกลุ่มวัสดุก่อสร้าง กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ กลุ่มธนาคารพาณิชย์ ซึ่งได้ประโยชน์จาก ”โครงการไทยเข้มแข็ง” เช่น หุ้น TASCO TSTH SCC QH CPN KTB KBANK BAY รวมถึงหุ้นกลุ่มยานยนต์ และหุ้นกลุ่มส่งออก ที่ได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก เช่น หุ้น SAT IHL CPF TUF ตลอดจนหุ้นที่เกี่ยวข้องกับสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodities) ในกลุ่มพลังงาน กลุ่มขนส่ง เช่น BANPU TTA

ส่วนในครึ่งปีหลัง ซึ่งดอกเบี้ยมีแนวโน้มปรับขึ้น Theme ลงทุนจะต้องปรับเปลี่ยนไปยังหุ้นที่จ่ายปันผลสูง (Defensive Stock) ได้แก่ หุ้นกลุ่มโรงพยาบาล กลุ่มอาหาร กลุ่มโรงแรม กลุ่มพาณิชย์ รวมถึงหุ้นใหญ่กลุ่มพลังงาน กับกลุ่มสื่อสาร เช่น PTTEP ADVANC BGH TNH MINT BIGC MAKRO CPF

สำหรับเทคนิคในการลงทุน จะต้องเลือกหุ้นที่มีความสามารถทำกำไรสูงเป็นหลัก โดยทยอยซื้อสะสม หรือซื้อเมื่อราคาอ่อนตัว และควร “ขาย” เพื่อเล่นรอบตามจังหวะเวลา (Trading) บ้าง

ด้านฝ่ายวิจัย TSC แนะหุ้นที่จ่ายปันผลสูงเป็นหลัก หรือหุ้นที่มีศักยภาพในการทำกำไรสูงเช่นเดียวกัน โดยยกตัวอย่างหุ้น PTTEP จากกลุ่มพลังงาน ซึ่งได้ประโยชน์จากการปรับขึ้นของราคาน้ำมัน และมีกำลังการผลิตสูงขึ้น รวมถึงหุ้น BAY KK และ TCAP จากกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ที่ได้ประโยชน์จากการมีพอร์ตสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคสูง ก่อนทิ้งท้ายด้วยหุ้นจากกลุ่มโรงแรม กลุ่มยานยนต์ กับกลุ่มอิเล็คทรอนิกส์ ซึ่งได้ผลดีจากการฟื้นตัวของการท่องเที่ยว รวมถึงการเติบโตของเศรษฐกิจจีน และอินเดีย แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับตัวหุ้น นอกจากจะชี้ว่า ให้เลือกจากหุ้นที่มีอัตราผลตอบแทนต่อหุ้นสูง หรือมี ROE สูง และมีราคาต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี หรือมี P/BV ต่ำ

ขณะที่ตัวแทนจาก AIRA พุ่งเป้าไปที่หุ้น 12 ตัว ได้แก่ หุ้นธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ หุ้นในกลุ่ม PTT หุ้น BANPU และหุ้น TTA เพราะหุ้นเหล่านี้เป็นหุ้นนำตลาด ซึ่งจะปรับตัวทันทีที่มี Fund flows ไหลเข้าในไตรมาสสอง ซึ่งตรงกับเทศกาลจ่ายปันผลสำหรับงวดบัญชีครึ่งหลังของปีที่ผ่านมา เสริมด้วยข่าวดีจากปัญหาสิ่งแวดล้อมในมาบตาพุดอาจมีความชัดเจน โดยจังหวะลงทุนควรเริ่มทยอยซื้อสะสมตั้งแต่ไตรมาสแรก


ทองคำ น่าจะเป็นปีทองอีกครั้ง

จบจากเรื่องหุ้น เวทีสัมมนาหันมาพูดคุยกันถึงเรื่องทองคำต่อทันที ซึ่งรองเลขาธิการสมาคมผู้ค้าทองคำ ยอมรับว่า ความวิตกกังวลในเรื่องเศรษฐกิจโลก การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ และสภาพคล่องที่ล้นระบบการเงินโลก สร้างแรงกดดันให้ธนาคารกลางทั่วโลกหันมาลดน้ำหนักการถือครองเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ในขณะที่ผู้จัดการกองทุนทั่วโลก หันเข้ามาเก็งกำไรผลตอบแทนจากตลาดซื้อขายทองคำล่วงหน้ามากกว่าปกติ สังเกตได้จากปริมาณการซื้อขายทองคำในตลาดล่วงหน้าทั่วโลก ในปีที่ผ่านมาเติบโตขึ้นจากปีก่อนหน้าเกิน 10 เท่าตัว ทั้งที่ปริมาณการซื้อขายทองคำเพื่อนำไปใช้ในธุรกิจอัญมณีและเครื่องประดับ กลับมีมูลค่าลดลงกว่า 70-80% ส่งผลให้ราคาทองคำในปีที่ผ่านมาดีดตัวอย่างร้อนแรง ถึง 26% เทียบกับราคาเฉลี่ยในอดีต ซึ่งจะปรับตัวเพียงปีละ 8-20% เมื่อคิดในรูปสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ และมีผลให้ราคาทองคำในประเทศทะยานทำสถิติสูงสุดใหม่ตามไปด้วย โดยซื้อขายกันไม่ต่ำกว่าบาทละ 17,000 บาท

สำหรับแนวโน้มปีนี้ รองเลขาธิการสมาคมค้าทองคำ มีความเชื่อมั่นว่า น่าจะเห็นราคาทองคำทะยานทำสถิติสูงสุดครั้งใหม่ได้อีก

“ผมยังเชื่อว่า ปีนี้จะเป็นปีทองของทองคำอีกปีหนึ่ง โดยอาจเห็นราคาทองคำทะลุขึ้นไปถึงออนซ์ละ 1,500-2,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ อาจจะเรียกได้ว่า เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในชีวิต เพราะทุกวันนี้ทองคำกลายเป็นสินทรัพย์ประเภทหนึ่งที่ธนาคารกลาง และกองทุนทั่วโลกเก็บไว้ในพอร์ต ทั้งเพื่อหาผลตอบแทนจากการลงทุน และเพื่อป้องกันการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ” คุณหมอกฤชรัตน์ ทิ้งท้ายอย่างน่าสนใจ

อย่างไรก็ตาม มีการตั้งข้อสังเกตจากคุณตวง นักเศรษฐศาสตร์สาวตัวเล็ก แต่มากด้วยความสามารถด้วยว่า การดีดตัวของราคาทองคำที่เกิดขึ้นในปีนี้ น่าจะมีความคล้ายคลึงกับในปีที่ผ่านมา เพราะเมื่อย้อนกลับไปดูเหตุการณ์ที่ราคาทองคำดีดตัวอย่างร้อนแรง ในปลายเดือนพฤศจิกายนต่อเนื่องต้นเดือนธันวาคม จะพบว่า ช่วงนั้น นักลงทุนในตลาดหุ้นอยู่ในภาวะกล้าๆ กลัวๆ ชะลอการลงทุน แต่เมื่อนักลงทุนเริ่มมีความมั่นใจ หันมาซื้อหุ้นอีกครั้ง ทำให้ตลาดหุ้นเริ่มปรับฐานขึ้นเป็นลำดับ ในขณะที่ราคาทองคำก็ปรับอ่อนตัวลงอย่างรวดเร็ว แสดงให้เห็นว่า มีการโยกเงิน (Switch) สลับกันไปมาระหว่างตลาดหุ้น และตลาดทองคำ


กลยุทธ์ลงทุนทองคำ ให้ซื้อทองแท่ง หรือกองทุนทอง

แม้คุณหมอกฤชรัตน์จะเชื่อว่า การลงทุนทองคำปีนี้ยังคงสดใส แต่เมื่อสอบถามถึงกลยุทธ์ในการลงทุนทองคำ เขากลับแนะนำให้ลงทุนด้วยการซื้อทองคำแท่ง หรือซื้อกองทุนทองคำ ในสัดส่วน 80% ของเงินลงทุนที่จัดสรรออกมาจากเงินลงทุนทั้งหมดแล้ว อีก 20% ที่เหลือ อาจนำมาใช้ในการเก็งกำไรจาก Gold Futures ได้ แต่คนที่จะลงทุนใน Gold Futures จำเป็นจะต้องศึกษาข้อมูล มีความรู้ความเข้าใจที่ลึกซึ้งเพียงพอ เพราะการลงทุนในตลาดล่วงหน้ามีความผันผวนสูงมาก หากคาดการณ์ผิด อาจขาดทุนหนัก แต่หากจะทดลอง ควรเริ่มต้นจากการลงทุนจำนวนน้อยๆ เพียง 1-2 สัญญาก่อน แล้วค่อยเพิ่มสัดส่วนการลงทุน เมื่อมีความเข้าใจมากขึ้น

ในเรื่องเดียวกันนี้ คุณฮิม หัวหน้าฝ่ายวิจัย TSC ขานรับเช่นกัน โดยชี้ว่า หากซื้อทองคำแท่ง หรือกองทุนทองคำ แล้วถือเอาไว้ 2 ปี น่าจะได้กำไรไม่ต่ำกว่า 20% เพราะเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ยังไม่มีสัญญาณการแข็งค่าที่ชัดเจน ต้องรอจนกว่ากระบวนการแก้ไขปัญหาสถาบันการเงินสหรัฐฯ ประสบความสำเร็จถึงระดับที่สามารถทำหน้าที่ปล่อยสินเชื่อได้ตามปกติ ซึ่งจากการตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับสัดส่วนการถือครองเงินสกุลต่างๆ และทองคำของธนาคารกลางสำคัญๆ ทั่วโลก จะพบว่า ธนาคารกลางหลายแห่งมีการปรับเพิ่มน้ำหนักการถือครองเงินยูโร และทองคำแทนเงินดอลลาร์สหรัฐฯ โดยให้น้ำหนักกับเงินยูโรมากกว่าทองคำ

ขณะที่ผู้บริหาร SCI-ASSET เสริมว่า SCI-ASSET พร้อมเปิดขายกองทุนใหม่ที่เน้นลงทุนทองคำในปีนี้เช่นเดียวกัน แต่กองทุนนี้จะมีความแตกต่างจากกองทุนทองคำที่ออกมาก่อนหน้านี้ ตรงที่นักลงทุนสามารถเลือกลงทุนได้ 2 แบบ คือ ซื้อ (Long) หรือขาย (Short) ตามแต่การคาดการณ์ว่า ราคาทองคำจะปรับขึ้นหรือลง โดยพร้อมเปิดให้ซื้อขายได้ทุกวัน ซึ่งน่าจะเป็นทางเลือกใหม่สำหรับคนที่สนใจลงทุนทองคำ


กองทุนต่างประเทศ กระแสยังร้อนต่อเนื่อง

หลังจากนั้น พี่ไก่ถูกขอให้อธิบายทางเลือกในการลงทุนผ่านกองทุนรวมต่อทันที ซึ่งเขาก็สรุปประเด็นได้อย่างน่าสนใจว่า การที่ดอกเบี้ยโลกน่าจะเริ่มปรับเป็นขาขึ้น ตั้งแต่กลางปีนี้เป็นต้นไป ทำให้กองทุนรวมทุกแห่งน่าจะให้ความสำคัญกับกองทุนที่เน้นลงทุนในตราสารหนี้ หรือเงินฝาก ทั้งประเภทที่ลงทุนในระยะเวลาไม่ถึง 1 ปี และลงทุนในระยะเวลาตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป โดยกระแสนิยมจะยังคงอยู่ที่พันธบัตรต่างประเทศ อย่างกิมจิบอนด์ ออสซี่บอนด์ หรือเอเชี่ยนบอนด์ เหมือนเดิม เพราะให้ดอกเบี้ยสูงกว่าดอกเบี้ยในประเทศราว 1.5-2.0% แต่ทุกฝ่ายจะเริ่มเห็นการเปิดตัวกองทุนที่เน้นลงทุนตราสารหนี้ หรือเงินฝากในประเทศเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ นำโดยกองทุนที่เน้นลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลไทย หรือรัฐวิสาหกิจ รวมถึงหุ้นกู้เอกชนที่ได้ประโยชน์จากโครงการ “ไทยเข้มแข็ง”

สำหรับกองทุนหุ้น น่าจะมีการเปิดตัวกองทุนที่เน้นลงทุนต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกองทุนที่มีการลงทุนในตลาดหุ้นจีน กับอินเดีย และอาจเริ่มมีกองทุนที่เข้าไปลงทุนในสหรัฐฯ หรือยุโรป เปิดตัวขึ้นมาบ้างส่วนกองทุนหุ้นในประเทศ น่าจะเริ่มเห็นการเปิดตัวกองทุนหุ้นที่มีนโยบายการลงทุนแบบเฉพาะเจาะจงมากขึ้น

ขณะที่กองทุนอสังหาริมทรัพย์ หรือกองทุนที่เน้นลงทุนในโภคภัณฑ์ ก็น่าจะมีการเปิดตัวกองทุนใหม่ๆ ออกมาเช่นเดียวกัน ตามจังหวะเวลา และความถนัดของแต่ละกองทุนรวม


กลยุทธ์ลงทุนกองทุน เลือกตามความชอบ และสภาพคล่องของตัวเอง

ผู้บริหาร SCI-ASSET ยังให้หลักการง่ายๆ สำหรับการลงทุนผ่านกองทุนรวมด้วยว่า ควรจะแบ่งพอร์ตการลงทุนกระจายออกไปในหุ้น ตราสารหนี้ และสินทรัพย์ทางเลือก ไม่ว่าจะเป็น กองทุนอสังหาริมทรัพย์ กองทุนทองคำ หรือกองทุนน้ำมัน โดยการให้น้ำหนักควรพิจารณาจากความชอบ และพื้นฐานการเงินของแต่ละคน เช่น ถ้าไม่ชอบเสี่ยงมาก ควรให้น้ำหนักกับตราสารหนี้มากกว่าหุ้น ถ้าเงินในการลงทุนเป็นเงินหมุน ควรให้น้ำหนักตราสารหนี้ระยะสั้นมากกว่าตราสารหนี้ระยะยาว

สำหรับคนที่ชอบหุ้น อาจแบ่งเงินลงทุนด้วยตัวเองส่วนหนึ่ง และจัดสรรเงินอีกส่วนหนึ่งลงทุนผ่านกองทุนรวมทั้งในและต่างประเทศ ขณะที่การลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก สามารถกระจายการลงทุนออกไปในกองทุนต่างๆ ได้ แต่ไม่ควรเกินกว่า15%

“เพราะแต่ละคนมีเป้าหมายในการลงทุนแตกต่างกัน วิธีการลงทุนจึงไม่เหมือนกัน แต่ถ้าจะให้พูดถึงกรอบการลงทุนแบบกว้างๆ คงหนีไม่พ้นเรื่อง Asset Allocation หรือการกระจายการลงทุนออกไปในสินทรัพย์ต่างๆ ถ้ากลัวหุ้น ให้ลงทุนตราสารหนี้มากหน่อย แต่ต้องไม่ lock เงินในตราสารหนี้ที่มีอายุเกิน 2-3 ปี ในสัดส่วนสูงนัก เพราะจะเสียโอกาสในการหาผลตอบแทน” พี่ไก่ ขมวดประเด็นสั้นๆ


ประกันชีวิต ทางเลือกใหม่ในการเพิ่มค่าเงินออม

วงสัมมนาหันมาพูดถึงความน่าสนใจในการลงทุนผ่านประกันชีวิตเป็นการปิดท้าย เนื่องจากในปีที่ผ่านมา AIA เริ่มพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ที่เรียกว่า Universal Life ซึ่งเป็นกรมธรรม์ที่ให้ความคุ้มครองชีวิตตามปกติ แต่ปรับปรุงแนวทางสร้างผลตอบแทนให้สูงขึ้นเป็น 5-8 เท่าของทุนประกัน ด้วยการจัดสรรเงินส่วนใหญ่จากค่าเบี้ยประกันออกไปหาผลตอบแทน โดยมีการบริหารความเสี่ยงในระดับหนึ่ง ปรากฎว่า สามารถสร้างผลตอบแทนได้สูงถึง 7% ซึ่งดีกว่าการันตีที่บริษัทให้คำมั่นสัญญาไว้กับลูกค้าเป็นเท่าตัว ทำให้มีลูกค้าให้ความสนใจผลิตภัณฑ์ใหม่นี้มากขึ้นเป็นลำดับ

ขณะเดียวกัน AIA ยังมีผลิตภัณฑ์ที่เรียกว่า AIA Link ซึ่งนอกจากจะให้ความคุ้มครองชีวิตแล้ว ลูกค้ายังได้โอกาสเลือกบริหารเงินให้ได้สูงตามเป้าหมายที่ต้องการได้เองด้วย โดยหลังจากลูกค้าจ่ายเงินค่าเบี้ยประกันเป็นเงินก้อนเดียวแล้ว บริษัทจะให้ลูกค้าเป็นคนตัดสินใจเองว่าประสงค์จะลงทุนอย่างไร จากกรอบการลงทุนในลักษณะเสี่ยงน้อย เสี่ยงปานกลาง และเสี่ยงสูง ผ่าน guideline ที่บริษัทมีให้เลือกลงทุนผ่าน 5 กองทุนรวมระดับแนวหน้าของประเทศ คือ กองทุนเปิดไทยพาณิชย์สะสมทรัพย์ตราสารหนี้ (SCBSFF) กองทุนเปิดอยุธยาตราสารหนี้ระยะกลาง (AYFMTFI)  กองทุนเปิด ยูโอบี สมาร์ท มิเลนเนียม โกรว์ธ (UOBSMG) กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ เซ็ท อินเด็กซ์ ฟันด์ (SCBSET) กองทุนเปิด อเบอร์ดีน โกรท (ABG) ซึ่งลูกค้าจะมีอิสระในการกำหนดสัดส่วนการลงทุนได้อย่างเต็มที่ แถม AIA ยังให้เงื่อนไขด้วยว่า ลูกค้าสามารถปรับเปลี่ยนสัดส่วนการลงทุนได้ฟรีปีละ 4 ครั้ง หลังจากมีการประเมินผลตอบแทนจากการจัดพอร์ตในลักษณะเสี่ยงน้อย คือเน้นลงทุนในตราสารหนี้มากที่สุด ในสัดส่วน 40% ปรากฏว่า สามารถหาผลตอบแทนได้ในอัตรา 11% และในทางกลับกัน เมื่อจัดพอร์ตแบบเสี่ยงมากที่สุด โดยให้น้ำหนักกับหุ้นมากที่สุด ในสัดส่วน 40% เช่นเดียวกัน ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือ สามารถสร้างผลตอบแทนได้สูงถึง 45%

“การปรับแนวทางในการบริหารผลตอบแทนจากการซื้อประกันชีวิต จากที่เป็นอัตราเดียวในอดีต มาเป็นการสร้างผลตอบแทนในอัตราที่สูงขึ้น และสามารถตอบสนองความพึงพอใจของลูกค้าได้ดีขึ้น ประเดิมในปีที่ผ่านมา ทำให้เบี้ยประกันชีวิตเติบโตไม่ต่ำกว่า 18% สวนภาวะเศรษฐกิจ และยิ่งสมาคมประกันชีวิตเปิดเจรจากับหน่วยงานภาครัฐขอเพิ่มสิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนภาษีเพิ่มเติมในปีนี้ สำหรับการทำประกันสุขภาพในอัตราไม่เกิน 50,000 บาท และการทำประกันชีวิตผู้สูงอายุ ในรูปแบบเดียวกับกองทุนผู้สูงอายุในอัตราไม่เกิน 100,000 บาท น่าจะทำให้ประกันชีวิตได้รับความนิยมสูงขึ้นปีละ 15-20%” คุณสุทธิ อธิบายกระชับและตรงประเด็น


กลยุทธ์ลงทุนประกันชีวิต ไม่ต้องมาก แค่ 10-15% ของรายได้ก็พอ

รองประธานอาวุโส ฝ่ายบริหาร AIA ยังได้แนะนำกลยุทธ์ในการลงทุนผ่านประกันชีวิตด้วยว่า ควรซื้อประกันชีวิตในวงเงินประมาณ 10-15% ของรายได้ในแต่ละปี เพื่อเป็นหลักประกันในชีวิต รองรับเหตุการณ์ไม่คาดหมาย หรือลดรายจ่ายจากค่ารักษาพยาบาลได้ในทางอ้อม เพราะผู้ทำประกันสามารถเพิ่มความคุ้มครองโรคร้าย รวมถึงเพิ่มค่ารักษาพยาบาล และเงินชดเชยรายวันได้ในภายหลัง

นอกจากนั้น การทำประกันชีวิตยังถือเป็นเงินออมระยะยาว ซึ่งบริษัทประกันชีวิตจะให้ความสำคัญกับการเพิ่มผลตอบแทนในการบริหารเงินมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างน้อยที่สุด การจ่ายเบี้ยประกันในแต่ละปีสามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ไม่เกิน 100,000 บาท


บทส่งท้าย อย่าลืมกระจายพอร์ตการลงทุนรับปีเสือ

แม้แนวคิด และกลยุทธ์การลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น หุ้น ทองคำ กองทุน หรือประกันชีวิต ประเดิมศักราชใหม่ จะปิดฉากลงไปแล้ว แต่วิทยากรทุกคนได้ฝากทิ้งท้ายเป็นเสียงเดียวกันว่า การลงทุนปีเสือ - 2553 น่าจะมีความผันผวนมากกว่าปีวัว - 2552 ดังนั้น การจัดพอร์ตแบบมีการกระจายการลงทุน (Asset Allocation) น่าจะเป็นสูตรสำเร็จที่ช่วยเพิ่มค่าเงินออมให้สอดคล้องกับสภาพคล่องทางการเงิน ความรู้ความเข้าใจ และการยอมรับความเสี่ยงในการลงทุนของแต่ละคนได้ดีที่สุด ขอให้โชคดีรับปีใหม่กันทุกคนครับ

จากคอลัมน์ SMART MONEY โดย วรนนท์ อัศวพิริยานนท์ นิตยสาร M&W มกราคม 2553


Posted on Wednesday, January 06, 2010 (Archive on Wednesday, January 13, 2010)
Posted by suchitra  Contributed by suchitra


อ่านข่าวทั้งหมด

BR>

      แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม




ส่งความคิดเห็น

5100% 1
40.00%0
30.00%0
20.00%0
10.00%0

จำนวนของความคิดเห็น 1 ,
คะแนนเฉลี่ย 5
  View Comments
 


  Rating: 5 [  2/5/2010 8:19:31 AM]
 Page:  of 1 



  Advertisement