หน้าแรก การรับชม Money Channel ผังรายการ ข้อมูลย้อนหลัง แผนผังเว็บไซต์ เกี่ยวกับสถานี ติดต่อเรา  
+  คณะอนุกรรมาธิการตลาดเงินฯ ร่วมกับ ตลาดหลักทรัพย์ mai ขอเชิญผู้ประกอบการที่สนใจ ร่วมเสวนา “SMEs ก้าวไกล mai ก้าวหน้า” เพื่อให้ความเห็นเกี่ยวกับปัญหาในการระดมทุนปัจจุบัน พร้อมฟังประสบการณ์จากตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ 29 ก.ค. 8.30-13.00 น. ร.ร.มิราเคิลแกรนด์ สำรองที่นั่ง 028319155 ฟรี   +  เชิญร่วมพูดคุยเกี่ยวกับเทคนิคการลงทุนในหุ้น ในเสวนา “ล่าหุ้นห่านทองคำอย่างเซียน” เสาร์ที่ 7 ส.ค.นี้ เวลา 13.30-15.30 น. ณ ห้องสมุดมารวย @ Esplanade ศูนย์การค้า Esplanade รัชดาภิเษก ชั้น 2 ลงทะเบียนฟรีได้ที่ S-E-T Call Center 0 2229 2222  +  เตรียมพร้อมก่อนซื้อขายโกลด์ฟิวเจอร์ส 10 บาท กับสัมมนา “ห้องเรียนการลงทุน 10 Baht Gold Futures Class” พบมุมมองแนวโน้มของราคาทองคำ เรียนรู้กลยุทธ์เด็ด เพื่อการใช้งานจริง 2-19 ส.ค. นี้ที่ อาคารตลาดหลักทรัพย์ฯ สมัครได้แล้วที่ www.set.or.th สอบถาม 0 2229 2222 ฟรี   +  โครงการ “คืนความรู้...สู่ห้องสมุดมารวย” เปิดรับบริจาคหนังสือใหม่ หรือสภาพดี หมวดการเงิน การลงทุน การบริหาร และวรรณกรรม เปิดรับทุกวัน ตั้งแต่วันนี้ – 15 ส.ค.53 เวลา 10.00 - 22.00 น. ณ ห้องสมุดมารวย@Esplanade ชั้น 2 ศูนย์การค้า Esplanade ถ.รัชดาฯ โทร 0-2354-2087   +  ตลท.จัดกิจกรรม YFS 2010 เฟ้นหาสุดยอดคนรุ่นใหม่… บนเส้นทางการเงิน เปิดรับสมัครนักศึกษาระดับป.ตรี ปีที่ 3 ขึ้นไป ถึงป.โท ทุกคณะ ตั้งแต่วันนี้ – 22 ส.ค. 53 ชิงรางวัลรวมกว่า 3.4 ล้านบาท สมัครที่ www.tsi-thailand.org/yfs สอบถาม S-E-T Call center 0-2229-2222  +  การแข่งขัน Young Financial Star Competition 2010 เฟ้นหาสุดยอดคนรุ่นใหม่...บนเส้นทางการเงิน เปิดรับสมัครนิสิต นักศึกษาชั้นปีที่ 3 – ปริญญาโท จากทุกคณะทั่วประเทศแล้ววันนี้ – 22 สิงหาคม 53 ที่ www.tsi-thailand.org/yfs หรือ โทร 0 2229 2222  +  ขอเชิญผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มเข้าร่วมงาน The Future of Food 2010 Insightful Business Trends on The Food & Beverage Industry วันที่ 2-4 พ.ย. 53 ตั้งแต่เวลา 9.00 น. ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ ฯ เซ็นทรัลเวิลด์ ลงทะเบียนติดต่อ โทร 0-2716-1722 ต่อ 800 ดูรายละเอียดเพิ่มเติม   +  สมาชิก Wealth Society by TSI ดูรายละเอียดการเปลี่ยนแปลงการจัดกิจกรรมได้ที่ e-mail ของท่าน หรือwww.tsi-thailand.org/wealth หรือสอบถาม S-E-T Call Center ที่ 0-2229-2222  +  ตลาดอนุพันธ์ประกาศรับสมัครสมาชิกผู้ค้าทองรายใหม่ เพื่อร่วมพัฒนาตลาดโกลด์ฟิวเจอร์ส เปิดรับสมัครตั้งแต่บัดนี้ ถึง 30 ธ.ค.2553 ผู้สนใจสามารถศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการรับสมาชิกของ TFEX ได้ทาง www.tfex.co.th หรือสอบถาม 0-2229-2757  +  กลับมาอีกครั้งกับเกมท้าทายความสามารถด้านการลงทุน SET-TFEX Click2WIN 2010 เกมลงทุนหุ้น- อนุพันธ์ ออนไลน์ พบกับการแข่งขันในภาวะตลาดจริงแบบเรียลไทม์ ลุ้นพิชิตรางวัลรวมกว่าล้านบาท เปิดรับสมัครแล้ววันนี้ ดูรายละเอียด www.settrade.com/click2win หรือ 0 2229 2222 
Thursday, July 29, 2010
Text Size :Small | Medium |Large


  Seminar  



คุ้ยหุ้นเด่น โค้งสุดท้ายหุ้นไทย

Posted on Wednesday, December 09, 2009
เพราะหุ้นเอเชีย รวมถึงหุ้นไทยในเดือนตุลาคม ต่อเนื่องเดือนพฤศจิกายน เริ่มออกอาการผันผวน ทางใครทางมัน ทำให้กองบรรณาธิการ M&W คิดจะส่งท้ายปี 2552 และรับขวัญปีใหม่ 2553 กันด้วยการหาคำตอบเกี่ยวกับแนวโน้มหุ้นในช่วงโค้งสุดท้ายปีนี้ ต่อเนื่องปีหน้า จึงเชิญนักกลยุทธ์จาก 3 โบรกเกอร์ ประกอบด้วย คุณชัยพร น้อมพิทักษ์เจริญ หรือ “คุณนิด” ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ บล.บัวหลวง คุณธวัชชัย อัศวพรไชย หรือ “คุณหวาน” ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.โกลเบล็ก และคุณมยุรี โชวิกรานต์ หรือ “น้องเบน” ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล. กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ขึ้นมาตอบข้อสงสัยบนเวทีสัมมนา”คุ้ยหุ้นเด่น โค้งสุดท้ายหุ้นไทย” ร่วมกับนักลงทุนตัวจริง ที่ประสบความสำเร็จจากการลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐมายาวนาน โดยอาศัยโปรแกรมการลงทุนหุ้น “อินเวสเตอร์” ที่ชื่อ คุณโจ “สุสรพล วัฒนะโชติ Business Development ของบริษัท อินเวสเตอร์ ฟอรัม จำกัด เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และประเมินสถานการณ์ต่างๆ ด้วยกัน เพื่อให้ได้คำตอบที่แม่นยำที่สุด

และคำตอบแรกที่ได้ ก็คือ หุ้นไทยช่วงที่เหลือของปีนี้ ต่อเนื่องครึ่งแรกปีหน้า มีแนวโน้มสดใส แต่น่าจะมีการพักฐานเป็นระยะๆ บ้าง


หุ้นไทยครึ่งแรกปี 2553 ยังเป็นขาขึ้น

วิทยากรทุกคนคิดเห็นตรงกันหมดว่า แนวโน้มหุ้นไทยส่งท้ายปี 2552 ต่อเนื่องรับขวัญปี 2553 จะยังอยู่ในทิศทางขาขึ้น เพราะยังไม่มีสัญญาณบ่งชี้ว่าจะมีการโยกเงินลงทุนออกจากตลาดหุ้น เนื่องจากเศรษฐกิจโลกมีสัญญาณการฟื้นตัวอย่างเด่นชัดแล้ว โดยเฉพาะในเอเชีย โดยมีจีนเป็นตัวขับเคลื่อน และยิ่งวิกฤตการเงินสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป ยังต้องใช้เวลาแก้ไขปัญหาอีกสักระยะกว่าสถาบันการเงินจะกลับมาทำหน้าที่ปล่อยสินเชื่อได้ตามปกติ จึงทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป น่าจะขยายตัวในอัตราที่ต่ำไปอีก 2-3 ปี ส่งผลให้น่าจะมีกระแสเงินทุน (Fund flows) ไหลเข้าตลาดหุ้นเอเชีย และหมุนเวียนอยู่ต่อไป เพราะเป็นช่องทางหาผลตอบแทนที่โดดเด่นที่สุด

ขณะเดียวกัน มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งการใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำ และการอัดฉีดเงินงบประมาณของรัฐบาลทั่วโลก เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจก็ออกดอกออกผลอย่างเต็มที่ จนทำให้เศรษฐกิจประเทศต่างๆ ยกเว้นสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป เริ่มขยายตัวเป็นบวกได้ตั้งแต่ครึ่งปีหลังเป็นต้นมา แม้แต่เศรษฐกิจไทยเองยังได้แรงขับเคลื่อนจากโครงการ “ไทยเข้มแข็ง” ช่วยกระตุ้นให้เกิดการขยายตัวได้ในไตรมาสสุดท้ายปีนี้ และมีแนวโน้มด้วยว่า จะขยายตัวในอัตรา 3.5-4.0% ในปีหน้านี้ ซึ่งน่าจะเอื้อประโยชน์ให้บริษัทจดทะเบียนมีศักยภาพในการทำกำไรดีขึ้นตามไปด้วย

“วิกฤตเศรษฐกิจโลกรอบนี้ ทำให้เศรษฐกิจเอเชียเติบโตมากที่สุดในโลก และยิ่งปัญหาสถาบันการเงินสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป ต้องใช้เวลาในการแก้ไขปัญหาอีกสักระยะ ทำให้ธนาคารกลางประเทศเหล่านี้ต้องใช้นโยบายดอกเบี้ยแบบผ่อนคลาย ทำให้ดอกเบี้ยในตลาดการเงินโลกน่าจะยืนประคองตัวในระดับต่ำต่อไป ถึงแม้จะเริ่มมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยในครึ่งหลังปีหน้า แต่คงปรับขึ้นได้ไม่มาก เพราะฉะนั้น Fund flows จึงมีการไหลเข้าตลาดหุ้นเอเชียอย่างต่อเนื่อง

สังเกตได้จากตลาดหุ้นเอเชียยกเว้นญี่ปุ่น ที่อ้างอิงจากดัชนี MSCI (MSCI Index – Morgan Stanley Capital International Index ถูกจัดทำขึ้นเพื่อให้ผู้จัดการกองทุนที่ลงทุนในภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก ได้นำมาใช้เป็นมาตรฐานในการวัดผลตอบแทนในการลงทุนของตนเองว่าเป็นอย่างไร เมื่อเทียบกับดัชนี MSCI) ดีดตัวขึ้นถ้วนหน้า แต่เมื่อเปรียบเทียบตลาดหุ้นไทยกับตลาดหุ้นภูมิภาค หุ้นไทยยังมีราคาถูกกว่าโดยเปรียบเทียบ เพราะซื้อขายในระดับ P/E 10-11 เท่า ขณะที่หุ้นภูมิภาคซื้อขายในระดับ P/E 14-15 เท่า จึงยังมี Upside อยู่ไม่ต่ำกว่า 15% และยิ่งปีหน้า Morgan Stanley ซึ่งเป็นพันธมิตรกับบล.บัวหลวง เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้ 4.5% ซึ่งสูงกว่ามุมมองของสำนักวิจัยไทยส่วนใหญ่อีก ทำให้ผมยิ่งมั่นใจได้ว่า ตลาดหุ้นไทยจะยังอยู่ในภาวะขาขึ้นต่อเนื่องในปีหน้าอีก” คุณนิด นักกลยุทธ์ค่ายบัวหลวง อธิบาย

( เอากราฟ หัวข้อ “ตลาดหุ้นไทยซื้อขายต่ำกว่าตลาดหุ้นเอเชีย 15-40%” ในหน้า 11 และกราฟหัวข้อ “ความสัมพันธ์ระหว่างพยากรณ์เศรษฐกิจ และกำไร” ในหน้า 9 ที่คุณนิด Bualuang ส่งมาใช้ประกอบด้วย )

อย่างไรก็ตาม มีคำเตือนด้วยว่า ในระยะสั้นๆ ช่วงที่เหลือของปีนี้ ต่อเนื่องต้นปีหน้า นักลงทุนต่างชาติอาจมีการขายทำกำไรออกมาบ้างเพื่อโชว์ผลดำเนินงาน (Performance) ทำให้ตลาดหุ้นไทยน่าจะพักฐานสักระยะ ก่อนพุ่งขึ้น โดยในกรณีที่เลวร้ายที่สุด ดัชนีจะไม่ปรับตัวต่ำกว่า 650 จุดอย่างแน่นอน

“ในกรณีเลวร้ายที่สุด ดัชนีตลาดหุ้นไทยไม่น่าหลุด 650-660 จุด เพราะไม่มีความจำเป็นที่ Fund flows จะต้องไหลออกจากตลาดหุ้น เนื่องจากดอกเบี้ยยังคงมีแนวโน้มประคองตัวต่ำ เช่นเดียวกับเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งยังคงมีแนวโน้มอ่อนค่าเมื่อเทียบกับค่าเงินสกุลต่างๆ ในเอเชีย ทำให้หุ้นยังเป็นทางเลือกในการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงสุดต่อไป และยิ่งเศรษฐกิจเอเชียมีการฟื้นตัวดีที่สุดในโลก ทำให้มั่นใจได้ว่าจะมี Fund flows ไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง นอกจากนั้น การที่โบรกเกอร์สามารถทำ Proprietary trade หรือบริหารพอร์ตการลงทุนของตัวเองได้ด้วย จะช่วยให้ราคาหุ้นไม่ปรับลดมาก” คุณหวาน ให้ความมั่นใจ

“หากดูกราฟการปรับตัวของราคาหุ้นทั่วโลก หุ้นในเอเชียมีการปรับขึ้นรวดเร็วที่สุด โดยในแต่ละช่วงที่หุ้นไต่ระดับถึงจุดๆ หนึ่ง จะมีการพักฐานเพื่อปรับพอร์ตการลงทุนออกมาบ้าง หลังจากนั้นหุ้นจะวิ่งต่อ ถ้าถามว่า มีอะไรจะกดดันให้กองทุนต้องเร่งขายหุ้นออกมา คำตอบก็คือไม่มี เพราะเศรษฐกิจโลกปีหน้ามีแนวโน้มการฟื้นตัวที่ดีขึ้น ซึ่งจะทำให้หุ้นเอเชียยังมีเสน่ห์ต่อไป ซึ่งหากนักลงทุนคนใดที่มีหุ้นในต้นทุนต่ำกว่า 600 จุด อยากให้อดทนถือหุ้นต่อไป แต่คนที่ซื้อหุ้นบริเวณดัชนี 650 จุด อาจขายทำกำไรออกมาบ้าง เพราะใกล้ช่วงที่กองทุนนิยมปิด position ก่อนหยุดยาว” คุณโจ นักพัฒนาโปรแกรม “อินเวสเตอร์ “ และนักลงทุนที่มีประสบการณ์ลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐมานาน ขานรับเช่นกัน

“เบนมองว่าโค้งสุดท้ายของปีนี้ เป็นจังหวะในการซื้อหุ้นให้ได้ต้นทุนที่ต่ำ เพราะหุ้นปรับฐานขึ้นมาแล้ว 7 เดือน สะท้อนปัจจัยพื้นฐานเรื่องภาวะเศรษฐกิจ และผลประกอบการหมดแล้ว ทำให้กองทุนน่าจะปรับพอร์ตการลงทุนเพื่อโชว์ผลดำเนินงานบ้าง แต่แรงขายคงไม่มากจนดัชนีหลุด 650 จุดแน่ ส่วนหนึ่งเกิดจากมีแรงซื้อจากเม็ดเงินใหม่ในกองทุน LTF และ RMF กลับเข้ามาเช่นกัน” นักกลยุทธ์สาวคนเดียวบนเวที ให้ความเชื่อมั่นอีกทาง


หุ้นไทยครึ่งหลังปี 2553 ต้องลุ้นกันต่อ

พร้อมกันนี้ วิทยากรยังได้เตือนด้วยว่า แม้หุ้นไทยจะมีแนวโน้มขาขึ้น แต่ดัชนีอาจแกว่งตัวผันผวนได้ หลังจากมีการประกาศผลดำเนินงานงวดปี 2552 และการประกาศจ่ายปันผลงวดครึ่งหลังปี 2552 แล้ว หรือหากมีปัจจัยเสี่ยงใหม่ๆ โดยเฉพาะสถานการณ์การเมืองไทย เศรษฐกิจจีนขยายตัวต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ ปัญหาค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯอ่อนแรงและเร็ว ตลอดจนธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเร็วกว่ากำหนด ซึ่งในเบื้องต้น บลูมเบิร์กโพลล์ (Bloomberg Poll) ชี้ว่า ธนาคารกลางสหรัฐน่าจะปรับขึ้นดอกเบี้ยในเดือนสิงหาคม ขณะที่การคาดหมายของนักเศรษฐศาสตร์ และนักการเงินไทย มองว่า คณะกรรมการนโยบายการเงินอาจต้องปรับขึ้นดอกเบี้ย เพื่อคุมเงินเฟ้อในครึ่งหลังปีหน้า

ต่อจากนั้น วงสัมมนาก็หันเข้ามาพูดคุยกันถึงกลยุทธ์ในการเลือกหุ้น พร้อมเปิดโผหุ้นที่น่าสนใจทันที เริ่มต้นที่วิทยากรหญิงเพียงคนเดียวในวันนั้น


โผหุ้นเด่นกิมเอ็ง PTTEP KBANK ADVANC TASCO QH CPF

“หากเศรษฐกิจขยายตัวได้ 4% ปีหน้า เราเชื่อว่า ตลาดหุ้นไทยปีหน้าน่าจะไปได้ถึง 900 จุด โดยหุ้นที่จะเป็นตัวนำตลาด คือ กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการอุปโภคบริโภคในประเทศ (Domestic Plays) ได้แก่ กลุ่มธนาคารพาณิชย์ กลุ่มวัสดุก่อสร้าง กลุ่มที่อยู่อาศัย กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง กลุ่มบันเทิง และกลุ่มสื่อสาร รองลงไปจะเป็นกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เช่น กลุ่มขนส่ง กลุ่มท่องเที่ยว กลุ่มพลังงาน กลุ่มปิโตรเคมี และกลุ่มอิเล็คทรอนิกส์ ในทางกลับกัน หุ้นกลุ่มพาณิชย์ ควรลดน้ำหนักการลงทุน เพราะผลดำเนินงานที่โดดเด่นในปีนี้ ช่วยผลักดันราคาหุ้นให้พุ่งแรงแล้ว ประกอบกับการที่กำไรปีนี้สดใส น่าจะสร้างแรงกดดันให้อัตราเติบโตของกำไรปีหน้าไม่สูงมาก” น้องเบน เปิดประเด็น

ต่อจากนั้น เธอเข้าประเด็นเรื่องตัวหุ้นที่สามารถลงทุนแล้วสบายใจทันที โดยแนะนำหุ้น 6 ตัว ประกอบไปด้วย PTTEP KBANK ADVANC QH TASCO และ CPF

“PTTEP มีปัจจัยบวก 2 ตัว คือ ราคาหุ้นปรับฐานลงรับผลกระทบจากเหตุเพลิงไหม้โครงการ Montara เรียบร้อยแล้ว และแนวโน้มรายได้ปีหน้าจะเติบโตจากปีนี้ราว 54% จากทั้งยอดขายที่สูงขึ้นเนื่องจากกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น และราคาขายที่สูงขึ้น เพราะแนวโน้มราคาน้ำมันไม่น่าต่ำกว่าบาร์เรลละ 80 ดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่ KBANK โดดเด่นที่สุดในหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ เพราะมีความหลากหลายในการทำธุรกิจ และมี NPLs ที่ต่ำ ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนต่อหุ้น (Return on Equity - ROE) ปรับตัวดีขึ้น และดีกว่า SCB แล้ว” นักกลยุทธ์ที่มีอายุน้อยที่สุดบนเวทีสัมมนาวันนั้น อธิบาย

ทั้งนี้ ROE เป็นตัวที่บ่งบอกว่า เงินที่บริษัทนั้นเก็บเอาไว้นั้น สามารถนำไปเพิ่มค่าให้งอกเงยได้ในอัตราผลตอบแทนเท่าไร ซึ่งเป็นอัตราส่วนทางการเงินที่ วอร์เรน บัฟเฟตต์ (Warren Buffett) กูรูหุ้นระดับโลก มักใช้เป็นเครื่องมือในการเลือกหุ้นที่จะลงทุนเสมอ

ส่วน ADVANCยังคงความเป็นผู้นำในธุรกิจ ทำให้สามารถจ่ายปันผลได้ไม่ต่ำกว่าหุ้นละ 6.30 บาท นอกจากนั้น ยังมีโอกาสได้ประโยชน์จากต้นทุนการดำเนินงานที่ลดลงเข้ามาหนุนกำไรมากขึ้นอีก หากใบอนุญาต 3G เกิดขึ้นจริง” เบน สรุปประเด็นความน่าสนใจของหุ้น Top picks 3 ตัว

สำหรับ QH TASCO และ CPF ความน่าสนใจจะอยู่ตรงผลดำเนินงานปีหน้ายังคงเติบโตต่อเนื่องจากปีนี้ แต่เนื่องจากราคาหุ้นปรับขึ้นมาแรงแล้วในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ทำให้ควรรอซื้อเมื่อราคาอ่อนตัว


บัวหลวงเชียร์ PTTEP TCAP BAY ROJNA MINT CENTEL

ด้านคุณนิด แนะกลยุทธ์ลงทุนว่า ควรเลือกหุ้นที่มีการเติบโตของรายได้ หรือกำไรอย่างต่อเนื่อง โดยนอกจาก หุ้น PTTEP ซึ่งน้องเบนได้อธิบายเหตุผลไปก่อนหน้านี้แล้ว ยังมีหุ้น ROJNA MINT และ CENTEL

โดย ROJNA เริ่มมีสัญญาณการกลับเข้ามาลงทุนโดยตรงของธุรกิจข้ามชาติ หลังจากมีความเชื่อมั่นเรื่องการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกมากขึ้น เข้ามาหนุนให้ยอดขายที่ดินเติบโตขึ้น ขณะเดียวกัน ราคาที่ดินมีแนวโน้มจะปรับขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และการดีดตัวของเงินเฟ้อ ขณะที่หุ้น MINT กับ CENTEL ได้ประโยชน์จากการท่องเที่ยวฟื้นตัว และมีช่องทางการหารายได้ที่หลากหลาย โดย MINT มีธุรกิจอาหาร และรับจ้างบริหารโรงแรมในต่างประเทศ ช่วยหนุนรายได้ให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ CENTEL เริ่มหันมารับจ้างบริหารในโรงแรมต่างประเทศ คล้าย MINT ทำให้ธุรกิจน่าจะมีรายได้ และกำไรสูงขึ้น

ขณะเดียวกัน นักกลยุทธ์ค่ายบัวหลวง ยังแนะนำหุ้นธนาคารพาณิชย์ แต่แทนที่จะเป็นหุ้นธนาคารขนาดใหญ่ ซึ่งมักจะมีความได้เปรียบธนาคารขนาดกลางและเล็ก เขากลับแนะหุ้น บมจ.ทุนธนชาต (TCAP) และ บมจ.ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY)

“TCAP มีความน่าสนใจในเรื่องราคาที่ถูก discount เมื่อเทียบกับหุ้นธนาคารพาณิชย์ทั่วไป และมีโอกาสได้รับเลือกให้เข้าไปเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ใน SCIB ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง จะทำให้มีกำไรเติบโตแบบก้าวกระโดด ส่วน BAY ได้ประโยชน์จากการซื้อกิจการ GE Capital สร้างรายได้จากพอร์ตสินเชื่อเช่าซื้อ สนับสนุนรายได้จากธุรกิจสินเชื่อบุคคลที่มีความชำนาญอยู่แล้ว หนุนพอร์ตสินเชื่อให้เติบโต ประกอบกับสินเชื่อบุคคลมักจะขยายตัวได้สูงกว่าอัตราขยายตัวทางเศรษฐกิจ 1.5 -2.0 เท่า หรือมี Gearing สูงกว่าปกติ ทำให้แนวโน้มกำไรน่าจะเติบโตสูง” นักกลยุทธ์มือเก๋า อธิบายเหตุผลที่เลือกหุ้นธนาคารขนาดกลางและเล็ก

อย่างไรก็ตาม คุณนิดกลับมองต่างมุมจากน้องเบนในเรื่องหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ เพราะประเมินว่า ธุรกิจไม่น่าทำกำไรได้โดดเด่น ขณะที่ Theme ลงทุนในเรื่องการได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยต่ำ ซึ่งผลักดันให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นแรงแล้วในปีนี้ จะไม่มีอีกในปี 2553 ทำให้ความน่าสนใจในการลงทุนลดลง แต่อาจเก็งกำไรได้ตามจังหวะเวลา และต้องเลือกเป็นรายตัว (Stock Pick)


โกลเบล็กชอบ PTTEP ADVANC CPN CENTEL AIT DRT SENA

ส่วนคุณหวาน เข้าประเด็นทันทีว่า ชอบหุ้น 3 ตัวเหมือนคุณนิด และน้องเบน ได้แก่ PTTEP ADVANC และ CENTEL แต่ที่เพิ่มเติมเข้ามาจะเป็นหุ้น AIT DRT และ SENA ซึ่งเป็นหุ้นเล็กที่มีแนวโน้มทำกำไร และการจ่ายปันผลที่ดีต่อเนื่อง และในรอบปีนี้ ราคายังปรับตัวต่ำกว่าหุ้นตัวอื่นๆ ที่ทำธุรกิจเหมือนกัน

สำหรับหุ้นขนาดกลาง เขาเลือก CPN เพราะเชื่อมั่นว่า มีศักยภาพในการทำกำไรสูงอย่างต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ทำให้มีการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น และอีกส่วนหนึ่งมีผลจากการทยอยรับรู้รายได้จากการเปิดสาขาใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง

นักกลยุทธ์รุ่นใหญ่คนนี้ ยังฝากข้อคิดสำหรับนักลงทุนที่ชอบการเก็งกำไรระยะสั้นเพิ่มเติมด้วยว่า อาจหากำไรจากหุ้นที่มีปริมาณการซื้อขายสูงสุด (Most Active Volume) ได้ด้วย เพราะในช่วงที่ตลาดพักฐาน หรือปรับตัวลง หุ้นเหล่านี้มักจะได้รับความนิยมสูง เนื่องจากนักเก็งกำไรมักนิยมหาผลตอบแทนจากส่วนต่างราคาเพียง 2-3 ช่อง แต่ก่อนลงทุน ต้องติดตามความเคลื่อนไหวของราคาย้อนหลัง การแกว่งตัวของราคาในแต่ละวันรวมถึงปริมาณการซื้อขายในแต่ละวัน ประกอบเข้าด้วยกัน

“หุ้นที่มีสภาพคล่องในการซื้อขายรายวันสูง อย่าง TMB หรือ TRUE ยังคงเป็นอีกทางเลือกในการลงทุน แต่จะเหมาะสำหรับคนที่ชอบเก็งกำไรระยะสั้นๆ หรือชอบความหวือหวาเท่านั้น เพราะหุ้นจะถูกขายทันทีที่ราคาขยับขึ้น 2 หรือ 3 ช่อง ถ้าคุณไม่ชอบแบบนี้ ขอให้หลีกเลี่ยงไปเลย” นักกลยุทธ์ค่ายโกลเบล็ก ขมวดประเด็น

ในทางกลับกัน หากเลือกลงทุนระยะยาวเกิน 5 ปี เขาเสนอแนะหุ้น STANLY KYE หรือ OHTL เพราะหุ้นเหล่านี้มีปัจจัยพื้นฐานดี มีการจ่ายปันผลที่สม่ำเสมอและคุ้มค่า จนทำให้ไม่ค่อยมีคนขายเท่าไร แต่การลงทุนจะต้องใจเย็นมากกว่าปกติ เพื่อรอจังหวะซื้อหรือขายให้ได้ราคาที่เหมาะสม หากใจร้อนไล่ซื้อหุ้นก็จะได้ราคาสูงกว่าที่ควรจะเป็น หรือหากใจร้อนขายหุ้นให้หมดในคราวเดียวก็จะได้ราคาต่ำกว่าที่ควรจะเป็น


เทคนิคลงทุนสไตล์มืออาชีพ ต้องหา Lead ตลาดให้ได้

ขณะที่คุณโจได้คิวปิดงานสัมมนาด้วยการให้ข้อคิดในการลงทุนที่ช่วยให้เขาประสบความสำเร็จ ด้วยอัตราผลตอบแทนกว่า 16 เท่าตัว โดยบอกว่า เกิดจากหลักคิดง่ายๆ ว่า จังหวะลงทุนอยู่ตรงไหน และ Theme ในการลงทุนคืออะไร ซึ่งจะทราบได้หากรู้คำตอบ 2 ข้อ คือ นักลงทุนกลุ่มไหนที่เป็นตัว lead ตลาด และหุ้นกลุ่มไหนที่เป็นตัวนำตลาด ต่อจากนั้น เขาถึงคัดเลือกหุ้นที่จะลงทุน โดยพิจารณาลงรายละเอียดในแง่ปัจจัยพื้นฐาน ทั้งความสามารถในการทำกำไร และวัฏจักรธุรกิจ จากนั้นถือเอาไว้จนกระทั่งราคาหุ้นถึงช่วงปลายวัฏจักรธุรกิจขาขึ้น หรือขึ้นถึงจุดอิ่มตัว (Climax Top หมายถึง จังหวะที่ไม่มีใครคาดว่าราคาหุ้นจะปรับขึ้นได้มากขนาดนั้น) จึงค่อยขายทำกำไรออกมา ซึ่งการเลือกจังหวะเวลาซื้อหรือขาย จะใช้จากโปรแกรม “อินเวสเตอร์”

ส่วนเทคนิคในการเลือกหุ้น เขาบอกว่า จะดูภาวะตลาดประกอบ หากตลาดหุ้นเป็นขาขึ้นจะเลือกหุ้นขนาดเล็ก เพราะหุ้นเหล่านี้มีศักยภาพในการทำกำไรแบบก้าวกระโดด แต่หากตลาดหุ้นเป็นขาลงจะเลือกหุ้นขนาดใหญ่ เพราะหุ้นเหล่านี้จะปรับฐานลงช้าที่สุด

สำหรับเทคนิคในการลงทุน หากเป็นหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดี เขาจะถือลงทุนระยะยาว ก่อนขายทำกำไรเมื่อโปรแกรมบ่งชี้ว่า หมดรอบแล้ว

เพื่อให้นักลงทุนมีความเข้าใจมากขึ้น เขานำเอาประสบการณ์ลงทุนจริง มาอธิบายประกอบ ประเดิมด้วยการลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปี 2546 - 2548 ซึ่งหุ้นยังเป็นขาขึ้น

“หลังจากหาคำตอบได้แล้วว่า กองทุนรวมเป็นตัว lead ตลาด และหุ้นกลุ่มพลังงาน กับโลหะภัณฑ์เป็นตัวนำตลาด ผมใช้โปรแกรมคัดเลือกหุ้นที่เป็น lead ในอุตสาหกรรม โดยหลีกเลี่ยงหุ้นที่เกิด Climax Top ไปแล้ว อย่างในปี 2546 ผมเลือกหุ้นขนาดใหญ่ ทำธุรกิจเอทานอลรายหนึ่ง ซื้อแล้วถือเอาไว้จนกระทั่งเกิด Climax Top ถึงขายออก เพราะไม่มีใครเชื่อว่า ราคาหุ้นจะปรับตัวลง ซึ่งการเลือกหุ้นขนาดใหญ่ช่วยให้สามารถรักษาผลกำไรได้ในทางอ้อม เพราะการปรับตัวลงของระดับราคาจะเกิดขึ้นอย่างช้าๆ “ คุณโจ ชี้แจง

เพื่อให้เข้าใจภาพมากขึ้น เขาหยิบเอาการปรับฐานของราคาหุ้น BANPU ซึ่งในเดือนมิถุนายนปีที่ผ่านมา ราคาทะยานเกือบแตะ 550 บาท แต่หลังจากวิกฤตการเงินสหรัฐฯ และยุโรป เริ่มปะทุขึ้นมาก็เจอแรงขายกดราคาร่วงลงมาเป็นลำดับ กระทั่งแตะจุดต่ำสุดที่ 140 บาท ในเดือนตุลาคมปีก่อน แต่เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย ราคาหุ้นก็ดีดตัวขึ้นเป็นลำดับ จนราคาทะยานขึ้นมาใกล้แตะ 500 บาทอีกครั้ง ในเดือนพฤศจิกายนปีนี้

ต่อจากนั้น เขายกตัวอย่างที่สอง เกี่ยวกับการลงทุนในปี 2548 – 2550 ซึ่งหุ้นในสหรัฐฯ เริ่มปรับลง โดยหันมาซื้อหุ้นของกองทุนแห่งหนึ่งที่หากำไรจากตลาดอนุพันธ์ จากการขาย (Short) หุ้นไปเรื่อยๆ จนถึงจุดหนึ่งที่หุ้นสหรัฐใกล้ถึงจุดต่ำสุดแล้ว ถึงหวนกลับมาซื้อ (Long) และค่อยๆ ขายทำกำไรออกไปเรื่อยๆ

สำหรับทิศทางการลงทุนหุ้นไทยปีหน้า เขายังไม่แน่ใจว่า การปรับขึ้นของตลาดหุ้นจะยาวนานแค่ไหน แต่เชื่อว่า สามารถเก็งกำไรได้ในครึ่งปีแรก เพราะมีปัจจัยเสี่ยง และปัจจัยที่จะต้องติดตามสถานการณ์เป็นระยะๆ

นอกจากนี้ เขายังถือโอกาสแนะนำนักลงทุนรายย่อยที่สนใจโปรแกรมการลงทุนของ อินเวสเตอร์ ฟอรั่มด้วยว่า ให้ลองคลิ๊กเข้าไปในเว๊บไซต์ www.investor.co.th เพื่ออ่านรายละเอียดต่างๆ หรือทดลองใช้โปรแกรมฟรี สำหรับคนที่ไม่แน่ใจ สามารถเข้าไปเรียนรู้ได้ เพราะจะมีเปิดอบรมฟรีอย่างสม่ำเสมอด้วยเช่นกัน

ถึงแม้นักลงทุนจะได้โผหุ้นเด็ดไปต่อยอดความคิดในการลงทุน แต่การที่โลกการเงินทุกวันนี้ผันผวนได้ง่ายและเร็ว อย่าลืมทำการบ้าน และติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากเหตุการณ์ไม่คาดหมายที่อาจเกิดได้แบบเดือนต่อเดือนด้วยนะครับ เพราะนักวิเคราะห์หลักทรัพย์เองไม่ใช่จะถูกเสมอ เห็นตัวอย่างในไตรมาส 3 ปีนี้กันแล้ว ยังจำกันได้ไหม

จากคอลัมน์ Smart Money โดย วรนนท์ อัศวพิริยานนท์ นิตยสาร M&W ธันวาคม 2552

Posted on Wednesday, December 09, 2009 (Archive on Wednesday, December 16, 2009)
Posted by suchitra  Contributed by suchitra


อ่านข่าวทั้งหมด

BR>

      แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม




ส่งความคิดเห็น

5100% 1
40.00%0
30.00%0
20.00%0
10.00%0

จำนวนของความคิดเห็น 1 ,
คะแนนเฉลี่ย 5
  View Comments
 


  Rating: 5 [  12/23/2009 10:47:59 PM]
 Page:  of 1 



  Advertisement