หน้าแรก การรับชม Money Channel ผังรายการ ข้อมูลย้อนหลัง แผนผังเว็บไซต์ เกี่ยวกับสถานี ติดต่อเรา  
+  คณะอนุกรรมาธิการตลาดเงินฯ ร่วมกับ ตลาดหลักทรัพย์ mai ขอเชิญผู้ประกอบการที่สนใจ ร่วมเสวนา “SMEs ก้าวไกล mai ก้าวหน้า” เพื่อให้ความเห็นเกี่ยวกับปัญหาในการระดมทุนปัจจุบัน พร้อมฟังประสบการณ์จากตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ 29 ก.ค. 8.30-13.00 น. ร.ร.มิราเคิลแกรนด์ สำรองที่นั่ง 028319155 ฟรี   +  เชิญร่วมพูดคุยเกี่ยวกับเทคนิคการลงทุนในหุ้น ในเสวนา “ล่าหุ้นห่านทองคำอย่างเซียน” เสาร์ที่ 7 ส.ค.นี้ เวลา 13.30-15.30 น. ณ ห้องสมุดมารวย @ Esplanade ศูนย์การค้า Esplanade รัชดาภิเษก ชั้น 2 ลงทะเบียนฟรีได้ที่ S-E-T Call Center 0 2229 2222  +  เตรียมพร้อมก่อนซื้อขายโกลด์ฟิวเจอร์ส 10 บาท กับสัมมนา “ห้องเรียนการลงทุน 10 Baht Gold Futures Class” พบมุมมองแนวโน้มของราคาทองคำ เรียนรู้กลยุทธ์เด็ด เพื่อการใช้งานจริง 2-19 ส.ค. นี้ที่ อาคารตลาดหลักทรัพย์ฯ สมัครได้แล้วที่ www.set.or.th สอบถาม 0 2229 2222 ฟรี   +  โครงการ “คืนความรู้...สู่ห้องสมุดมารวย” เปิดรับบริจาคหนังสือใหม่ หรือสภาพดี หมวดการเงิน การลงทุน การบริหาร และวรรณกรรม เปิดรับทุกวัน ตั้งแต่วันนี้ – 15 ส.ค.53 เวลา 10.00 - 22.00 น. ณ ห้องสมุดมารวย@Esplanade ชั้น 2 ศูนย์การค้า Esplanade ถ.รัชดาฯ โทร 0-2354-2087   +  ตลท.จัดกิจกรรม YFS 2010 เฟ้นหาสุดยอดคนรุ่นใหม่… บนเส้นทางการเงิน เปิดรับสมัครนักศึกษาระดับป.ตรี ปีที่ 3 ขึ้นไป ถึงป.โท ทุกคณะ ตั้งแต่วันนี้ – 22 ส.ค. 53 ชิงรางวัลรวมกว่า 3.4 ล้านบาท สมัครที่ www.tsi-thailand.org/yfs สอบถาม S-E-T Call center 0-2229-2222  +  การแข่งขัน Young Financial Star Competition 2010 เฟ้นหาสุดยอดคนรุ่นใหม่...บนเส้นทางการเงิน เปิดรับสมัครนิสิต นักศึกษาชั้นปีที่ 3 – ปริญญาโท จากทุกคณะทั่วประเทศแล้ววันนี้ – 22 สิงหาคม 53 ที่ www.tsi-thailand.org/yfs หรือ โทร 0 2229 2222  +  ขอเชิญผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มเข้าร่วมงาน The Future of Food 2010 Insightful Business Trends on The Food & Beverage Industry วันที่ 2-4 พ.ย. 53 ตั้งแต่เวลา 9.00 น. ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ ฯ เซ็นทรัลเวิลด์ ลงทะเบียนติดต่อ โทร 0-2716-1722 ต่อ 800 ดูรายละเอียดเพิ่มเติม   +  สมาชิก Wealth Society by TSI ดูรายละเอียดการเปลี่ยนแปลงการจัดกิจกรรมได้ที่ e-mail ของท่าน หรือwww.tsi-thailand.org/wealth หรือสอบถาม S-E-T Call Center ที่ 0-2229-2222  +  ตลาดอนุพันธ์ประกาศรับสมัครสมาชิกผู้ค้าทองรายใหม่ เพื่อร่วมพัฒนาตลาดโกลด์ฟิวเจอร์ส เปิดรับสมัครตั้งแต่บัดนี้ ถึง 30 ธ.ค.2553 ผู้สนใจสามารถศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการรับสมาชิกของ TFEX ได้ทาง www.tfex.co.th หรือสอบถาม 0-2229-2757  +  กลับมาอีกครั้งกับเกมท้าทายความสามารถด้านการลงทุน SET-TFEX Click2WIN 2010 เกมลงทุนหุ้น- อนุพันธ์ ออนไลน์ พบกับการแข่งขันในภาวะตลาดจริงแบบเรียลไทม์ ลุ้นพิชิตรางวัลรวมกว่าล้านบาท เปิดรับสมัครแล้ววันนี้ ดูรายละเอียด www.settrade.com/click2win หรือ 0 2229 2222 
Thursday, July 29, 2010
Text Size :Small | Medium |Large


  Seminar  



ตรวจสุขภาพกองทุนรวม เพิ่มมูลค่าเงินสด

Posted on Wednesday, November 04, 2009
เหลืออีกแค่ 2 เดือนเท่านั้น ปี 2552 ก็จะผ่านพ้นไป หลายคนเริ่มวางแผนลาพักร้อนกันแล้ว อีกหลายคนเริ่มคิดถึงการใช้เงินโบนัส แต่อีกหลายคนกลับเพิ่งนึกถึงการซื้อกองทุนคู่แฝดที่ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี ทั้งกองทุน LTF และกองทุน RMF เพราะบางคนเคยมีประสบการณ์ขาดทุนจากวิกฤตการเงินโลกในปลายปี 2550 ต่อเนื่องถึงกลางปี 2551 มาแล้ว บางคนก็ไม่แน่ใจว่าหากซื้อกองทุนที่เน้นลงทุนตราสารหนี้จะได้ดอกผลเท่าไร แต่บางคนกลับกล้าๆ กลัวๆ หรือรอจังหวะหุ้นตกค่อยซื้อ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ซื้อ เพราะตลาดหุ้นไทยไม่ยอมปรับฐานลงสักที ทำให้มูลค่าหน่วยลงทุนสุทธิ (NAV) ยืนประคองตัวในระดับสูงต่อไป

เมื่อหุ้นไทยไม่ยอมปรับฐานง่ายๆ จึงเกิดคำถามตามมาว่า แล้วควรจะหาจังหวะเวลาในการซื้อกองทุน LTF หรือกองทุน RMF อย่างไรดี และยิ่งกองทุน LTF กับกองทุน RMF ในปัจจุบันมีไม่ต่ำกว่า 85 กอง การเลือกกองทุนอย่างไรถึงจะได้ผลตอบแทนคุ้มค่า กลายเป็นโจทย์ใหญ่อีกเรื่องหนึ่งเหมือนกัน

ดังนั้น เพื่อหาคำตอบในข้อสงสัยเหล่านี้ กองบรรณาธิการนิตยสาร M&W จึงเชิญ ดร.สมจินต์ ศรไพศาล กรรมการผู้จัดการ บลจ.ทหารไทย (TMBAM) กับคุณพัชร สมะลาภา รองกรรมการผู้จัดการ บลจ.กสิกรไทย (K-ASSET) มาให้ข้อคิด และแนะนำเคล็ดลับในการลงทุนกองทุนคู่แฝดที่ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี ร่วมกับนักวิเคราะห์กองทุนรวม (Fund Analyst) 2 ราย คือ คุณศุภมาส พยัคฆ์พันธุ์ หรือ “คุณป๊อป” นักวิเคราะห์สาวสวยรุ่นใหญ่ จาก บล.ฟิลลิป ประเทศไทย (PLS) และคุณพีร์ ยงวณิชย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ช (ประเทศไทย) สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือกองทุนรวมลูกครึ่งไทย-อเมริกัน ที่เพิ่งเปิดตัวไม่นาน ผ่านเวทีสัมมนา หัวข้อ “ตรวจสุขภาพกองทุนรวม เพิ่มมูลค่าเงินสด“ โดยมอบหมายให้พชร ปัญญายงค์ หรือ “น้องแบงค์” พิธีกรรายการโทรทัศน์ ที่มีความรอบรู้เรื่องการเงิน รับหน้าที่ผู้ดำเนินงานสัมมนา


กองทุนรวม ยังโตต่อเนื่อง แต่รูปแบบเปลี่ยน เพราะตลาดไม่เป็นใจ

งานสัมนนาวันนั้น เปิดฉากด้วยการตรวจสอบตลาดกองทุนรวมว่าเป็นอย่างไร ซึ่งผู้จัดการกองทุน ชี้ว่า กองทุนรวมยังคงได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง แต่หากเปรียบเทียบครึ่งปีแรกกับครึ่งปีหลังแล้ว จะมีอัตราขยายตัวลดลง เพราะภาวะตลาดไม่เป็นใจ อย่างกองทุนตราสารหนี้ นอกจากจะถูกแย่งส่วนแบ่งตลาดจากการเปิดขายพันธบัตรรัฐบาล และหุ้นกู้ของภาคเอกชนแล้ว ยังเจอแรงกดดันจากการออกผลิตภัณฑ์เงินฝากใหม่ๆ ของธนาคารพาณิชย์ ที่ให้ผลตอบแทนสูงขึ้น สร้างแรงกดดันเรื่องผลตอบแทนจากการลงทุน ทำให้การเปิดตัวกองทุนใหม่ต้องชะลอเวลาออกไป

ขณะเดียวกัน ช่องทางการลงทุนในตลาดเงินเกาหลีใต้ ซึ่งได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง กลับเกิดความผันผวนขึ้นมา ทำให้อัตราผลตอบแทนจากกองทุนพันธบัตรเกาหลีใต้ (Korea Bond) มีผลตอบแทนลดลงในบางช่วง ทำให้การเปิดตัวกองทุนใหม่ทำได้ลำบาก

ไม่ใช่แค่นั้น ช่องทางการลงทุนในตลาดเงินอื่นๆ ก็ประสบปัญหาเช่นเดียวกัน เมื่อนักลงทุนบางส่วนเข็ดกับการขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยน ที่เกิดจากการกองทุนพันธบัตรออสเตรเลีย หรือนิวซีแลนด์ ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา แต่เมื่อสถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติ ก็มีการทยอยเปิดตัวกองทุนพันธบัตรเกาหลีใต้ และกองทุนออสเตรเลีย อย่างต่อเนื่อง

สำหรับกองทุนหุ้น แม้จะได้ประโยชน์จากการปรับตัวของตลาดหุ้น แต่นักลงทุนกลับชะลอลงทุน เพราะเมื่อหุ้นขึ้น ก็กลัวซื้อในราคาแพง แต่เมื่อหุ้นปรับฐาน ก็ไม่กล้าซื้ออีก เพราะไม่แน่ใจว่าจะได้ต้นทุนที่ถูก มียกเว้นเพียงกองทุนที่เน้นลงทุนในตลาดหุ้นจีนเท่านั้น ที่สามารถเปิดกองใหม่สำเร็จ

ส่วนกองทุนที่เน้นลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก เช่น กองทุนอสังหาริมทรัพย์ กองทุนที่เน้นลงทุนในโภคภัณฑ์ (Commodity) กลับมีการเปิดตัวเรื่อยๆ โดยเฉพาะกองทุนน้ำมัน และกองทุนทองคำ เพราะนักลงทุนเริ่มคุ้นเคย และมีความเข้าใจการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทนี้มากขึ้น

ทั้งนี้ มีข้อสังเกตด้วยว่า กองทุนที่เปิดตัวใหม่ส่วนใหญ่จะถูกปรับกลยุทธ์ในการลงทุนใหม่เกือบทั้งหมด อย่างกองทุนตราสารหนี้ เริ่มมีการเปิดตัวกองทุนพันธบัตรตะวันออกกลาง (Middle East Bond) หรือกองทุนพันธบัตรทั่วโลก ขณะที่กองทุนหุ้น มีการทยอยเปิดตัวกองทุนที่มุ่งสร้างผลตอบแทนตามเป้าหมาย (Target Fund) ออกมาเป็นระยะๆ ไม่ว่าจะเป็น กองทุนหุ้นในประเทศ หรือกองทุนหุ้นต่างประเทศ เช่น กองทุนหุ้นเอเซีย กองทุนหุ้นลาตินอเมริกา กับยุโรปตะวันออก กองทุนหุ้น BRIC (กองทุนที่เน้นลงทุนในตลาดหุ้นบราซิล รัสเซีย อินเดีย และจีน)

ถึงแม้ภาวะตลาดจะไม่เป็นใจ แต่ผู้จัดการกองทุนยังเชื่อมั่นว่า กระแสตอบรับในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) กับกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) จะกลับมาคึกคักในช่วง 2 เดือนสุดท้ายปีนี้ เพราะนักลงทุนนิยมลงทุนเพื่อรับสิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

อย่างไรก็ตาม มีคำแนะนำจากผู้บริหาร K-ASSET ด้วยว่า ไม่อยากให้นักลงทุนรอซื้อกองทุน LTF และ RMF ในเดือนธันวาคม เพราะจะเสียโอกาสในการลงทุน เนื่องจากตามกระบวนการปกติ กองทุนจะยังไม่มีการลงทุนใหม่ จนกว่าจะระดมเงินได้ในระดับหนึ่ง ดังนั้น เมื่อทอดเวลาออกไป กว่าที่เม็ดเงินใหม่จะเริ่มเข้าไปลงทุนในตลาดหุ้นอาจต้องรอต้นปีหน้า

ขณะที่ ผู้บริหาร TMBAM บอกว่า อยากให้นักลงทุนทยอยซื้อกองทุน LTF และ RMF ทุกๆ เดือนในจำนวนเท่าๆ กัน (หรือมีศัพท์เทคนิคว่า Dollar Cost Average) เพราะการซื้อในลักษณะนี้จะช่วยเฉลี่ยต้นทุนให้ถูกลง และเหมาะกับภาวะตลาดหุ้นในปัจจุบันซึ่งหุ้นมีโอกาสปรับขึ้นมากกว่าจะปรับลง


เทคนิคเลือกลงทุนผ่านกองทุนรวม

เมื่อผู้จัดการกองทุนเปิดประเด็นเรื่องการลงทุน ทำให้น้องแบงค์ ได้จังหวะซักวิทยากรต่อทันทีว่า “แล้วนักลงทุนควรเลือกซื้อกองทุนอย่างไร”

“ผมอยากให้มองนโยบายการลงทุนเป็นประเด็นหลัก เพราะตลาดการเงินปัจจุบันมีความผันผวนมากขึ้น หากแนวนโยบายในการลงทุนมีแนวทางในการควบคุมความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพมากพอ นักลงทุนจะไม่ต้องกังวลกับผลตอบแทนจากการลงทุน และราคาของกองทุน ซึ่งวัดจากมูลค่าหน่วยลงทุนสุทธิ (NAV) เพื่อให้เข้าใจภาพชัดเจนขึ้น ผมขอยกตัวอย่างกองทุนธนบดี ของ บลจ.ทหารไทย ซึ่งมีแนวทางในการควบคุมความเสี่ยง 2 ชั้น ชั้นแรกเป็นการคัดเลือกตราสารหนี้ที่จะลงทุน ซึ่งมีเกณฑ์กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า จะต้องมีอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ในระดับ AAA ขึ้นไป ช่วยป้องกันความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ ชั้นที่สอง จะมีการจำกัดเพดานการลงทุนในตราสารหนี้แต่ละชนิด เพื่อกระจายความเสี่ยงในการลงทุนให้มีความหลากหลาย ช่วยลดความผันผวนของผลตอบแทนตามมาในทางอ้อม ส่งผลให้ตลอด 12 ปีที่มีการเปิดกองทุนนี้ขึ้นมา NAV ไม่เคยติดลบเลย” ดร.สมจินต์ ฉวยโอกาสประชาสัมพันธ์ได้ค่อนข้างเนียน

“เพราะแต่ละคนมีเป้าหมายในการลงทุนแตกต่างกัน วิธีการลงทุนจึงไม่เหมือนกัน แต่ถ้าจะให้พูดถึงกรอบการลงทุนแบบกว้างๆ คงหนีไม่พ้นเรื่อง Asset Allocation หรือการกระจายการลงทุนออกไปในสินทรัพย์ต่างๆ ถ้ากลัวหุ้น ให้ลงทุนตราสารหนี้มากหน่อย แต่ไม่ควร lock เงินเกิน 3 ปี และหากเป็นไปได้ อยากให้ลองกองทุนพันธบัตรอื่นๆ นอกเหนือจากกองเกาหลีใต้บ้าง สำหรับคนที่ชอบหุ้น ควรแบ่งเงินที่คิดจะเล่นหุ้นเองออกมาซื้อกองทุนหุ้นบ้าง จะเป็นกองทุน LTF หรือ RMF หรือกองทุนหุ้นทั่วไปก็ได้ เพราะเมื่อพิจารณาจากสถิติ จะพบว่า การลงทุนผ่านกองทุนรวมมีโอกาสสร้างผลตอบแทนได้ดีกว่าการลงทุนด้วยตัวเอง” คุณพัชร ให้ข้อคิด

ขณะที่กรรมการผู้จัดการ มอร์นิ่งสตาร์ สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือกองทุนรวม เสริมในประเด็นการเลือกกองทุน LTF หรือ RMF ว่า ไม่ควรดูเฉพาะ NAV ของกองทุน ซึ่งเป็นตัวเปรียบเทียบราคาในการลงทุนเท่านั้น แต่ควรพิจารณาอัตราการปรับตัวของ NAV ย้อนหลังด้วย เพื่อให้เห็นศักยภาพการทำกำไรในปีนี้ และในปีก่อน ซึ่งจะช่วยให้นักลงทุนมีความสบายใจในการลงทุนมากขึ้น

ส่วนนักวิเคราะห์สาวที่มีการเปิดตัวในฐานะ Fund Analyst คนแรก แนะให้กระจายการลงทุนออกไปในสินทรัพย์ประเภทต่างๆ แต่ให้น้ำหนักกับตราสารหนี้ที่มีอายุเกิน 1 ปี ในสัดส่วนครึ่งหนึ่งของพอร์ต อีก 20% ให้ถือเงินสด หรือลงทุนในตราสารหนี้ที่มีอายุไม่เกิน 1 ปี (Money Market Fund) ที่เหลืออีก 30% ให้กระจายเงินลงทุนในหุ้น 10-15% และลงทุนผ่านกองทุน Commodity เน้นในกองทุนทองคำ 10-15% และกองทุนน้ำมัน 5%

“ถึงวันนี้ ต้องยอมรับกันว่า สภาพคล่องในระบบการเงินโลกยังเป็นตัว Drive ตลาดการเงิน โดยเฉพาะตลาดหุ้น เพราะหากมองจากปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ แม้เศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวเร็วกว่าที่คาด แต่ก็มีสาเหตุจากการใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำ ผสมผสานกับการอัดฉีดเงินของรัฐบาล และธนาคารกลางทั่วโลก ทำให้ยังไม่เห็นการฟื้นตัวของภาคเศรษฐกิจที่แท้จริงอย่างชัดเจน ดังนั้น ในระยะสั้นๆ หากเศรษฐกิจจีนสะดุด หรือการประกาศตัวเลข GDP ในไตรมาส 4 ออกมาไม่แข็งแกร่งอย่างที่ตลาดคาด อาจทำให้มีการเทขายหุ้นทั่วโลกตามมา

ส่วนในปีหน้า ยังต้องติดตามต่อไปว่า รัฐบาลและธนาคารกลางสำคัญๆ ของโลก โดยเฉพาะสหรัฐ และยุโรป จะเริ่มดูดซับสภาพคล่องทางการเงินบางส่วน หรือมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายตามมาหรือไม่ หากเกิดขึ้นจริง อาจเห็นการโยกเงินออกจากตลาดหุ้นกลับเข้าตลาดตราสารหนี้อีกครั้ง เพราะฉะนั้น หุ้นเริ่มมีความเสี่ยงสูงขึ้น เมื่อเทียบกับสินทรัพย์ประเภทอื่น เราจึงให้น้ำหนักกับหุ้นลดลง แล้วหันมาให้น้ำหนักการลงทุนทองคำมากขึ้น เพราะทองคำถือเป็น Currency ที่มีความปลอดภัยสูง และกลายเป็นช่องทางลงทุนทุกครั้งที่ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ มีความผันผวน” คุณศุภมาส จาก PLS ให้เหตุผล

ในทางกลับกัน หากปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ยังไม่เกิดขึ้น หุ้นน่าจะปรับตัวเป็นขาขึ้นต่อ แต่การดีดตัวของดัชนีจะเริ่มช้าและแกว่งตัวแคบลง เพราะนักลงทุนจะหันมาให้ความสำคัญกับความสามารถในการทำกำไรของบริษัทจดทะเบียนเป็นรายตัว ซึ่งจะทำให้ Theme การลงทุนเปลี่ยนจากหุ้นขนาดใหญ่ (Bid Caps) ในกลุ่มพลังงาน ธนาคารพาณิชย์ และอสังหาริมทรัพย์ มาเป็นหุ้นขนาดกลางและเล็ก (Medium and Small Caps) ที่มีอัตราการเติบโตของกำไรสูงแทน

เมื่อพูดถึงการจัดพอร์ตลงทุน กรรมการผู้จัดการ TMBAM ขอเสริมว่า อยากให้หลักการง่ายๆ สำหรับการบริหารเงินให้ได้ทั้งผลตอบแทน และมีเงินสำรองเผื่อเหตุฉุกเฉิน ว่า ให้แบ่งพอร์ตการลงทุนออกไปในหุ้น ตราสารหนี้ และสินทรัพย์ทางเลือก เช่น กองทุนอสังหาริมทรัพย์ กองทุนทองคำ กองทุนน้ำมัน อย่างละเท่าๆ กัน แต่การให้น้ำหนักอาจปรับเปลี่ยนได้ตามความชอบ และพื้นฐานการเงินของแต่ละคน เช่น ถ้าเงินในการลงทุนเป็นเงินหมุน ควรให้น้ำหนักกับ Money Market Fund มากกว่าตราสารหนี้นระยะยาว ถ้าชอบหุ้น อาจแบ่งเงินลงทุนด้วยตัวเอง 10-15% ที่เหลือกระจายการลงทุนออกไปในกองทุนหุ้น ทั้งในและต่างประเทศ หรือกระจายการลงทุนออกไปในกองทุนทองคำ หรือกองทุนน้ำมันก็ได้ แต่ไม่ควรเกิน 10-15%


ถึงเวลาใช้ประโยชน์จากนักวิเคราะห์กองทุนรวม

ต่อจากนั้น พชรขอให้พีร์ ชี้แจงกลไก และกระบวนการในทำหน้าที่วิเคราะห์กองทุนรวม ซึ่งผู้บริหารมอร์นิ่งสตาร์ บอกว่า จะใช้ทั้งเกณฑ์ผลตอบแทนจากการลงทุน และความเสี่ยงจากการลงทุน พิจารณาควบคู่กันไป โดยการวัดผลตอบแทนจะพิจารณาจากผลดำเนินงานของกองทุน (แต่จำกัดเฉพาะกองทุนที่เปิดตัวมาแล้วอย่างน้อย 3 ปีขึ้นไป) แล้วหักด้วยค่าธรรมเนียมในการซื้อหรือขายกองทุน เพื่อให้ได้ผลตอบแทนสุทธิจากการลงทุน (Net Return) ส่วนการวัดความเสี่ยงในการลงทุน จะวัดจากความผันผวนของผลตอบแทน (Volatility) แล้วปรับด้วยค่าความพอใจ ซึ่งประยุกต์ใช้จากทฤษฎีอรรถประโยชน์ (Utility Theory) ตามหลักเศรษฐศาสตร์ เพื่อให้ค่าความเสี่ยงสามารถสะท้อนความรู้สึกของนักลงทุนได้ดียิ่งขึ้น

หลังจากได้ผลตอบแทนสุทธิ และความเสี่ยงในการลงทุนแล้ว มอร์นิ่งสตาร์ จะนำเอาค่าเหล่านี้มาจัดอันดับกองทุนรวมที่มีการลงทุนเหมือนกัน และมีขนาดกองทุนใกล้เคียงกัน โดยกองทุนที่น่าลงทุนมากที่สุด จะได้ 5 ดาว และกองทุนที่ควรหลีกเลี่ยง คือ กองทุนที่ได้แค่ดาวเดียว

“ผมอยากยืนยันว่า การทำหน้าที่จัดอันดับกองทุนของ มอร์นิ่งสตาร์ จะเน้นผลประโยชน์ของนักลงทุนเป็นหลัก โดยเราตั้งเป้าหมายในระยะสั้น ขอเป็นคนกลางช่วยให้นักลงทุนตัดสินใจเลือกกองทุนได้ดีขึ้น แต่ในอนาคต เรามีแผนพัฒนาตัวเองให้ก้าวขึ้นมาทำหน้าที่วิเคราะห์อนาคตกองทุนรวมในไทย ให้ได้เหมือนอย่างในต่างประเทศด้วย” พีร์ประกาศจุดยืน

เพื่อไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำ มีการเปิดเวทีให้นักวิเคราะห์สาวอธิบายหลักการบ้าง ซึ่งป๊อปชี้แจงว่า ใช้หลักการคล้ายๆ กัน แต่ไม่มีการใช้ทฤษฎีอรรถประโยชน์เหมือนมอร์นิ่งสตาร์ ทว่าเธอจะนำเอาแนวนโยบายในการลงทุนมาใช้ในการวิเคราะห์ด้วย เพราะทุกวันนี้ กองทุนรวมทุกแห่งจะยึดเอาแนวนโยบายเป็นกรอบในการลงทุน ซึ่งนอกจากจะลดความเสี่ยงจากการพึ่งพิงตัวผู้จัดการกองทุนมากจนเกินไปได้แล้ว ยังช่วยให้การติดตามประเมินผลจากการลงทุนทำได้ง่าย และคล่องตัวขึ้น


เปิดกลยุทธ์เลือกลงทุนกองทุนรวม

ถัดจากนั้น ผู้ดำเนินงานสัมมนา ขอให้ป๊อปให้ทรรศนะเกี่ยวกับการลงทุนในช่วงที่เหลือของปีนี้ ต่อเนื่องครึ่งแรกปีหน้า ซึ่งเธอก็เปิดประเด็นด้วยกองทุนหุ้น โดยแนะนำ TMBCHEQ เพราะเหตุผล 3 ประการ ประการแรก เศรษฐกิจจีนมีศักยภาพในการขยายตัวในอัตราสูงที่สุดของโลกต่อไป ประการที่สอง ในช่วงที่ผ่านมา ตลาดหุ้นจีนปรับฐานค่อนข้างแรง ทำให้ราคาหุ้นมีความน่าสนใจ เมื่อเปรียบเทียบกับหุ้นในภูมิภาคต่างๆ และประการสุดท้าย กองทุนดังกล่าวเน้นลงทุนในดัชนีหุ้นจีน ทำให้เมื่อตลาดหุ้นจีนเริ่มฟื้นตัว จะเห็นการดีดตัวในระยะแรกที่ร้อนแรงกว่ากองทุนอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นกองทุนที่ลงทุนในจีนด้วยกัน หรือกองทุนที่ลงทุนในภูมิภาคต่างๆ

สำหรับตลาดเงิน เธอยังชอบ PCASH ซึ่งมีผลการดำเนินงานที่ดีต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา โดยเน้นลงทุนในตราสารหนี้ภาครัฐและเงินฝากซึ่งมีความปลอดภัยสูงเป็นหลัก หรือเลือกลงทุนใน KPM ที่ผลการดำเนินงานช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมาโดดเด่น จากการเก็บค่าธรรมเนียมการบริหารที่ต่ำ และมีการลงทุนตราสารหนี้ภาคเอกชนเพิ่มขึ้น โดยตราสารหนี้เอกชนที่ลงทุนเป็นตราสารหนี้ของสถาบันการเงินซึ่งมีความปลอดภัยสูง

พร้อมกันนี้ป๊อปยังแนะนำให้ลดระยะเวลาลงทุนในกองทุนพันธบัตรเกาหลีใต้ (Korean Bond) ให้เป็นระยะสั้นมากขึ้น เหลือไม่เกิน 1 ปี เนื่องจากประเมินว่า แนวโน้มเศรษฐกิจของประเทศเกิดใหม่อย่างเกาหลีใต้มีการฟื้นตัวค่อนข้างเร็ว และมีแรงกดดันจากอัตราเงินเฟ้อสูง ทำให้มีความเป็นไปได้ว่า อาจมีการพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในไม่ช้า

ส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก เช่น กองทุนน้ำมัน หรือกองทุนทองคำ เธอชื่นชม ASP-OIL และ ASP-GOLD เพราะมีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนทั้งหมด แต่บอกให้รอจังหวะลงทุน โดยกองทุนน้ำมัน ให้รอซื้อเมื่อราคาน้ำมันดิบเคลื่อนไหวต่ำกว่าบาร์เรลละ 65 ดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่กองทุนทองคำ ควรซื้อเมื่อราคาทองคำปรับฐานลงมายืนบริเวณ ออนซ์ละ 990-1,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ

อย่างไรก็ตาม เมื่อพูดถึงกองทุนอสังหาริมทรัพย์ นักวิเคราะห์สาวสวยคนนี้ กลับไม่ขอลงรายละเอียดกองทุนที่น่าสนใจแต่อย่างใด เธอบอกแค่นักลงทุนจะต้องให้ความสำคัญกับความสามารถในการจ่ายปันผลที่ยาวนานถึง 20-30 ปี ของแต่ละกองทุน ซึ่งจะแปรผันตามภาวะอุตสาหกรรม ตลอดจนขนาดของกองทุน เพราะจะมีผลต่อสภาพคล่องในการซื้อขายก่อนครบอายุกองทุน ประกอบกันไป

แต่ทั้งนี้ นักลงทุนที่สนใจสามารถตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.poems.in.th ซึ่งทาง บล.ฟิลลิป จะมีการนำเสนอความเห็นเป็นรายสัปดาห์ ทุกวันอังคารช่วงบ่าย

ด้านพีร์จากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือกองทุนรวม แม้จะยังไม่ให้รายละเอียดว่า มีกองทุนอะไรบ้างที่น่าสนใจ ขออุบไว้ประกาศอย่างเป็นทางการในงาน SET in the City ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-15 พฤศจิกายนนี้ แต่เมื่อสอบถามนอกรอบ กลับได้รับคำตอบว่า เมื่อพิจารณาจากผลดำเนินงานย้อนหลังในรอบ 9 เดือนปีนี้ กองทุนหุ้นที่มีผลดำเนินงานโดดเด่น มีของ บลจ.ทิสโก้ 3 กอง ประกอบไปด้วย ทิสโก้ ทวีทุน ทิสโก้หุ้นทุนปันผล และทีซีเอ็ม หุ้นทุน อีก 2 กองเป็นของ บลจ.ไอเอ็นจี ได้แก่ ไอเอ็นจีไทยอีควิตี้ฟันด์ ทั้งกองที่มีจ่ายปันผล และไม่จ่ายปันผล

ส่วนกองทุนตราสารหนี้ที่มีผลดำเนินงานโดดเด่น ประกอบไปด้วย ทิสโก้ สเปเชี่ยล พลัส 4 และ 5 ของ บลจ.ทิสโก้ รวงข้าวคืนกำไร 3 และ 9 ของ บลจ.กสิกรไทย และอยุธยาตราสารอุดมทรัพย์ 2 ของ บลจ.อยุธยา


เคล็ด (ไม่) ลับลงทุนกองทุน LTF และ RMF

และเพื่อให้ทางเลือกที่ครบถ้วนสำหรับแฟน M&W กองบรรณาธิการได้ทำการตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติม สำหรับการลงทุนในกองทุน LTF และ RMF และพบว่าปัจจุบัน โบรกเกอร์หลายแห่ง เริ่มทำบทวิเคราะห์ความน่าสนใจของกองทุนรวมแล้ว อย่าง บล.ธนชาต ให้คำแนะนำเบื้องต้นในการเลือกกองทุน LTF ว่า ผู้สนใจอาจลองพิจารณากองทุน MAX DIV LTF ของ บลจ.นครหลวงไทย กองทุน KSLTF กับกองทุน KLTF ของ บลจ.กรุงไทย กองทุน SCBLT กับกองทุน SCBLT1 ของ บลจ.ไทยพาณิชย์ ตลอดจนกองทุน MV-LTF หรือกองทุน MA-LTF ของ บลจ.เอ็มเอฟซี กองทุน MBLTF75 ของ บลจ.บัวหลวง และกองทุน 70/30-D LTF ของ บลจ.ไอเอ็นจี เพราะกองทุนเหล่านี้มีแนวโน้มสร้างผลตอบแทนในรอบปีนี้ได้ดีต่อเนื่องจากปีก่อน

สำหรับผู้ที่ชื่นชอบความเสี่ยง น่าจะให้ความสนใจกองทุน JUMBO 25 LTF ของ บลจ.ทหารไทย หรือกองทุน BIGCAP-D LTF กองทุน VALUE-D LTF และกองทุน ING CG-LTF ของ บลจ.ไอเอ็นจี ทั้งหมด เพราะกองทุนเหล่านี้ลงทุนในหุ้นที่มูลค่าตลาดสูง (Big-Cap) ซึ่งจะได้ประโยชน์เมื่อตลาดอยู่ในภาวะขาขึ้น

ในทางกลับกัน หากนักลงทุนไม่ชอบความเสี่ยงเลย อาจเลือกพิจารณากองทุน 1SMART-LTF ของ บลจ.วรรณ เพราะมีการบริหารความเสี่ยงผ่านการลงทุนใน SET50 Index Futures

ขณะที่การลงทุนในกองทุน RMF มีการเสนอแนะจากสถาบันวิจัยนครหลวงไทยว่า อาจลองพิจารณากองทุน INGERMF ของ บลจ.ไอเอ็นจี กองทุน UOBSVRMF ของ บลจ.ยูโอบี ตลอดจนกองทุน RMF1 กองทุน RMF2 หรือกองทุน RMF3 ของ บลจ.กรุงไทย

นอกจากนี้ ผู้ลงทุนในกองทุน LTF และ RMF จะต้องไม่ลืมด้วยว่า เป้าหมายหลักในการลงทุนคือ สิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนภาษี ส่วนกำไรจากส่วนต่างของมูลค่าหน่วยลงทุน (NAV) เป็นแค่ผลพลอยได้ ขณะที่การเลือกซื้อกองทุน ไม่ควรให้ความสำคัญกับ “ของแถม” มากเท่า “นโยบายการลงทุน” เพราะแว่วๆ มาแล้วว่า หลาย บลจ. เตรียมคืนกำไรในรูปเงินสด เพื่อดึงเงินจากกระเป๋าของคุณแล้ว

จากคอลัมน์ Smart Money โดย วรนนท์ อัศวพิริยานนท์ นิตยสาร M&W พฤศจิกายน 2552



Posted on Wednesday, November 04, 2009 (Archive on Wednesday, November 11, 2009)
Posted by suchitra  Contributed by suchitra


อ่านข่าวทั้งหมด

BR>

      แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม




ส่งความคิดเห็น

5100% 1
40.00%0
30.00%0
20.00%0
10.00%0

จำนวนของความคิดเห็น 1 ,
คะแนนเฉลี่ย 5
  View Comments
boontharik99@hotmail.com 
ได้ความรู้มากเลยค่ะเพราะกำลังศึกษาอยู่ว่าจะลงทุนตัวไหนดี ขอบคุณมากค่ะ


  Rating: 5 [  11/22/2009 2:36:15 AM]
 Page:  of 1 



  Advertisement