|
|
Wednesday, September 08, 2010
|
|
|
|
|
ยูนิเวนเจอร์ สองธุรกิจที่ลงตัว
Posted on Friday, July 16, 2010 |
บมจ.ยูนิเวนเจอร์ (UV) หลังจากที่ย้ายกลุ่มอุตสาหกรรมมาอยู่ในหมวดผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ก็ตั้งหน้าตั้งตาดันโครงการคอนโดมิเนียมออกมาขายมิได้หยุดพัก กลยุทธ์สำคัญที่ใช้เพื่อพยุงกิจการในช่วงที่ธุรกิจหลักอีกด้านคือ สังกะสีอ๊อกไซด์ ต้องเผชิญภาวะด้านราคาที่ตกต่ำในรอบหลายปี
แม้ว่าจะเป็นผู้เล่นรายใหม่ที่กระโดดเข้ามาแข่งขันในตลาดคอนโดมเนียมได้ไม่นาน ผลจากความพยายาม และไม่หวั่นเกรงต่อคู่แข่งรายใหญ่ที่เจนสนาม ในที่สุด ยูนิเวนเจอร์ก็สามารถดันยอดขายธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ให้เติบโต จนผลการดำเนินรวมของบริษัทกลับมามีกำไรได้ในที่สุด
อรฤดี ณ ระนอง ประธานอำนวยการ UV กล่าวว่าผลการดําเนินงานไตรมาสแรกปีนี้ มียอดขายรวม 1,082 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 535% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2552 ที่ทำได้ 170 ล้านบาท และบริษัทมีกำไรสุทธิ 77.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 102.7 ล้านบาท จากที่เคยขาดทุนสุทธิ 25.1 ล้านบาท ในงวดเดียวกันของปีก่อนหน้า
ความสำเร็จที่ได้เป็นผลมาจากรายได้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่เติบโตอย่างมีสาระสำคัญ โดยเพิ่มขึ้นจาก 27.7 ล้านบาท เป็น 819.4 ล้านบาท ซึ่งเป็นการรับรู้รายได้จากโครงการ ยู สบาย คอนโดมิเนียม และโครงการ ยู ดีไลท์ คอนโดมิเนียม @ บางซื่อ สเตชั่น อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ไตรมาสสุดท้ายปีที่แล้ว
กลยุทธ์ของยูนิเวนเจอร์ แม้จะไม่เน้นการอัดงบโฆษณาหรือปั้นแบนรด์คอนโดมิเนียมให้โด่งดังติดหู แต่การเจาะเซ็กเมนต์ระดับกลางที่ไม่จำเป็นต้องใกล้แนวรถไฟฟ้ามากเกินไป ทำให้ยูนิเวนเจอร์ได้เปรียบในแง่ของการกำหนดราคาคอนโดให้ถูกลง และแข่งขันกับคู่แข่งในกลุ่มเดียวกันได้ไม่ยากนัก
ในฟากของสังกะสีอ๊อกไซด์ ธุรกิจดั้งเดิมของยูนิเวนเจอร์ ก็มีแนวโน้มที่ดีด้วยเช่นกัน ในช่วงไตรมาสแรกมียอดขาย 3,277 ตัน เพิ่มขึ้น 769 ตัน หรือ 30.66% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะเดียวกันราคาสังกะสีแท่งในตลาด LME (London Metal Exchange) ก็ปรับตัวสูงขึ้นเกือบ 100% จาก 1,217 USD/MT เป็น 2,289 USD/MT จึงส่งผลให้มูลค่าการขายของยูนิเวนเจอร์เพิ่มขึ้นจาก 123.2 ล้านบาท เป็น 255.7 ล้านบาท
สำหรับแผนการดำเนินธุรกิจในปีนี้ อรฤดี บอกว่าอยู่ในช่วงขยายการลงทุนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดยในปีนี้ได้เตรียมเปิดตัวคอนโดมิเนียม 2 โครงการใหม่ มูลค่ารวมประมาณ 3,000 ล้านบาท ภายใต้แบรนด์ ยู ดีไลท์ เป็นคอนโดระดับกลางราคาประมาณ 1.5 - 2.5 ล้านบาท เกาะติดแนวคมนาคมหลักเช่นเดิม เชื่อว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีจากกลุ่มเป้าหมาย และส่งผลดีต่อรายได้จากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต
อย่างไรก็ตาม ธุรกิจสังกะสีออกไซด์ ยังเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่ ยูนิเวนเจอร์ให้ความสำคัญ โดยจะยังเดินหน้ารักษาความเป็นผู้นำตลาดต่อไป เนื่องจากปัจจุบัน แนวโน้มความต้องการของตลาดปรับตัวดีขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะจากภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ภายในประเทศ ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าหลักของบริษัท ผนวกกับคุณภาพสินค้าและบริการที่ได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับในหมู่ลูกค้า บริษัทจึงมั่นใจว่าจะสามารถครองความเป็นผู้นำตลาดในสัดส่วนไม่ต่ำกว่า 53% ด้วยยอดขายไม่ต่ำกว่าปีละ 13,777 ตันต่อปี
UV มีการปรับสัดส่วนรายได้จากทั้งสองธุรกิจใหม่ จากเดิมที่มุ่งเน้นธุรกิจสังกะสีอ๊อกไซด์ 59% และอสังหาริมทรัพย์ 35% แต่ในปีนี้ได้ปรับเปลี่ยนเป้าหมาย โดยหันมาเน้นที่ด้านอสังหาริมทรัพย์ให้เพิ่มขึ้นเป็น 51% ส่วนธุรกิจสังกะสีลดลงมาเหลือ 45% ซึ่งแม้ว่าทั้งสองธุรกิจหลักของยูนิเวนเจอร์จะเป็นธุรกิจที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว แต่ความต่างกลับเป็นข้อดีที่คาดไม่ถึง ในช่วงที่ธุรกิจใดธุรกิจหนึ่งต้องเผชิญปัญหารายได้ลดลงไปบ้าง ทว่า อีกธุรกิจหนึ่งจะยังช่วยค้ำจุนให้บริษัทมีรายได้อย่างต่อเนื่องได้
จากคอลัมน์ Corporate Strategy โดย สุทธิณี มาพันธุ์ นิตยสาร M&W กรกฎาคม 2553
| Posted on Friday, July 16, 2010 (Archive on Friday, July 23, 2010) Posted by suchitra Contributed by suchitra
|
|
|
|