|
|
Friday, September 10, 2010
|
|
|
|
|
วิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล กรรมการบริหาร บล.ทรีนีตี้ “ไม่หนักใจ มีแต่ความท้าทาย”
Posted on Friday, July 16, 2010 |
หลังจากวิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล ตัดสินใจออกไปแสวงหาความท้าทาย มาวันนี้เขากลับเข้ามาร่วมงานกับ บล.ทรีนีตี้อีกครั้ง ซึ่งการกลับถิ่นเดิมครั้งนี้เต็มไปด้ยความท้าทาย และทุกคนตั้งความหวังเอาไว้อย่างเต็มเปี่ยมว่าเขาจะทำให้บทวิจัยเป็นแรงขับให้ บล.ทรีนีตี้กลับไปสดใสเหมือนเดิม
ตำแหน่งกรรมการบริหาร บล.ทรีนีตี้ คือ เก้าอี้ของวิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล ในปัจจุบันโดยจะรับผิดชอบงานด้านการบริหารอย่างเต็มที่ ซึ่งเขาบอกว่าจะนำจุดแข็งที่ตัวเองมีอยู่ นั่นคือ การสร้างบทวิจัยเข้ามาทำให้โบรกเกอร์ค่ายนี้กลับมาโดดเด่นอีกครั้ง
“ต้องยอมรับว่าส่วนแบ่งตลาดของ บล.ทรีนีตี้ ตกลงไปมาก จากเดิม 3-4% แต่ปัจจุบันเหลือเพียง 1% และบางช่วงก็ต่ำกว่านั้น ซึ่งผมมองว่าสามารถดึงส่วนแบ่งตลาดที่ขาดหายไปกลับคืนมาได้ โดยเฉพาะนักลงทุนสถาบันทั้งในและต่างประเทศ ผ่านงานบทวิจัย” วิศิษฐ์ เล่า
นอกจากนี้ เขาต้องดึงนักลงทุนสถาบันกลับมาให้ได้ จากเดิมนักลงทุนประเภทนี้คิดเป็นสัดส่วน 20-30% ของปริมาณการซื้อขายของบริษัท แต่ตอนนี้หายไปค่อนข้างเยอะ ส่วนนักลงทุนรายย่อยจะต้องให้ความรู้ผ่านบทวิจัยมากขึ้น “ถึงแม้ว่าพวกเขา (นักลงทุนรายย่อย) ต้องการแค่บทวิจัยไม่กี่แผ่น หรือต้องการให้นักวิเคราะห์ฟันธง แต่จากนี้ไปต้องให้ความรู้ ที่อยู่บนพื้นฐานสมมติฐานที่ถูกต้อง”
อย่างไรก็ดี เขาบอกว่าคงต้องอาศัยเวลาและค่อยเป็นค่อยไปในการจะเพิ่มส่วนแบ่งการตลาด เพราะว่าภาพการลงทุนเปลี่ยนแปลงไปเยอะมาก “ผมประเมินว่าใช้เวลาประมาณ 6-9 เดือน ก็จะเห็นว่าตัวเลขส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน”
วิศิษฐ์ มองว่าบทวิจัย คือ องค์ประกอบสำคัญที่จะทำให้นักลงทุนกลับมาไว้วางใจ จากอดีตในช่วงปี 2536 บล.ทรีนีตี้ เป็นโบรกเกอร์ขนาดเล็กๆ แต่สามารถเป็นขวัญใจนักลงทุน และบทวิจัยก็ได้รับความไว้วางใจอันดับต้นๆ “วันนี้ถ้าเราสร้างบทวิจัยที่เป็น Niche ให้ได้ ก็จะประสบความสำเร็จ” วิศิษฐ์ ย้ำ “แม้การแข่งขันในธุรกิจโบรกเกอร์จะรุนแรงมากขึ้น มีทั้งใต้โต๊ะ บนโต๊ะ แต่ถ้าเรามีบทวิจัยที่ดีมีคุณภาพ จะทำให้นักลงทุนนำไปใช้ประโยชน์ด้านการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพเช่นเดียวกัน”
บทวิจัยที่เป็นแบบ Niche ในความหมายของวิศิษฐ์ คือ การใช้เครื่องมือที่หลากหลายเข้ามาใช้กับบทวิจัยเพิ่มมากขึ้น แล้วผสมผสานเพื่อนำเสนอให้กับนักลงทุน ทั้ง Fundamental, Fund Flow และ Quant “สิ่งที่มีผลต่อราคาหุ้นมากที่สุด คือ Fundamental กับ Fund Flow โดย Fund Flow สามารถเปลี่ยนเป็นกลยุทธ์เทคนิคเคิลได้เลย”
โดยเขามองว่าปัจจุบันนักลงทุนไทยให้ความสนใจกับข้อมูลเหล่านี้เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง Fund Flow เนื่องจากภาพการลงทุนในตลาดโลกมีผลกระทบต่อการลงทุนในตลาดหุ้นไทยค่อนข้างมาก โดยภาพเศรษฐกิจโดยรวมบ่งบอกถึงเม็ดเงินลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ หรือเงินลงทุนของนักลงทุนสถาบัน
“การที่นักลงทุนรายย่อยลงทุนตามเม็ดเงินลงทุนดังกล่าว เหมือนการลงทุนแบบ ‘ตามน้ำ’ ซึ่งจะทำให้ไม่ตกรถไฟและได้รับผลตอบแทนในระดับน่าประทับใจ ดังนั้น Fundamental, Fund Flow และ Quant จึงเป็นกลยุทธ์สำคัญในการที่จะทำให้นักลงทุนรายย่อยรู้ว่าจะลงทุนแบบตามน้ำ ในจังหวะไหน ซึ่งองค์ประกอบทั้ง 3 ส่วนนี้จะมีความแม่นยำที่สูงมาก”
จากนี้ไปคงต้องรอดูฝีมือของวิศิษฐ์กับการกลับมาสร้างความแข็งแกร่งในด้านบทวิจัยให้กับ บล.ทรีนีตี้ ว่าจะประสบความสำเร็จมากน้อยแค่ไหน ภายใต้การแข่งขันที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ “งานหนักเป็นเรื่องปกติ ผมมีแต่ความท้าทายกับงานมากขึ้น” วิศิษฐ์ ทิ้งท้าย
จากคอลัมน์ Movers & Shakers โดย ฐิติเมธ โภคชัย นิตยสาร M&W กรกฎาคม 2553
| Posted on Friday, July 16, 2010 (Archive on Friday, July 23, 2010) Posted by suchitra Contributed by suchitra
|
|
|
|