ซิงเกอร์ ถือกำเนิดขึ้นบนโลกเมื่อ 121 ปีที่แล้ว เข้ามาทำธุรกิจในเมืองไทยตั้งแต่รัชกาลที่ 4 ซึ่งบริหารงานโดยผู้บริหารชาวตะวันตกมาโดยตลอด แต่ปลายปีที่แล้ว “บุญยง ตันสกุล” กลายเป็นคนไทยคนแรกที่ได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่ง “กรรมการผู้จัดการ” บมจ.ซิงเกอร์ประเทศไทย (SINGER)
พฤศจิกายน 2552 คณะกรรมการบริหารซิงเกอร์ประกาศให้บุญยง ตันสกุล นั่งเก้าอี้กรรมการผู้จัดการ นับเป็นคนไทยคนแรกที่ได้รับความไว้วางใจในระดับสูงสุดนี้กับธุรกิจที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานถึง 121 ปี
บุญยง ถือเป็นลูกหม้อของซิงเกอร์ เขาเริ่มทำงานกับองค์กรนี้เมื่อปี 2535 ในฝ่ายขายและการตลาด และไต่เต้าขึ้นมาเรื่อย ๆ จนเป็นผู้จัดการฝ่ายขายและการตลาด แต่ในปี 2546 เขาตัดสินใจลาออกเพื่อไปแสวงหาความท้าทายกับธุรกิจอื่น
ในช่วงนี้ซิงเกอร์เริ่มขยายธุรกิจออกไป โดยในปี 2548 ดำเนินธุรกิจเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ เพราะมองว่าตลาดนี้ในต่างจังหวัดขยายตัวแบบก้าวกระโดด และในปีนั้นธุรกิจนี้ทำยอดขายให้ซิงเกอร์คิดเป็น 61% ของยอดขายรวม
“ช่วงนั้นซิงเกอร์โฟกัสธุรกิจเช่าซื้อรถจักรยานยนต์จนทำให้ธุรกิจหลัก คือ เครื่องใช้ไฟฟ้าตกเป็นรองไปเลย” บุญยง ทบทวนให้ฟัง “เป็นความผิดพลาดที่ถือเป็นบทเรียนของซิงเกอร์”
แต่ในปีถัดมา (2549) ซิงเกอร์ประกาศผลการดำเนินงานขาดทุน 1,233 ล้านบาท เป็นการขาดทุนครั้งแรกนับตั้งแต่ดำเนินธุรกิจมา เท่านั้นยังไม่พอ 2 ปีต่อมา (2550-2551) ยังขาดทุนอีก 500 ล้านบาท และ 81.60 ล้านบาท ตามลำดับ
ช่วงปี 2550 บุญยงได้กลับเข้ามาทำงานในซิงเกอร์อีกครั้ง ฐานะกรรมการ ผู้อำนวยการฝ่ายขายและการตลาด ซึ่งภารกิจของเขาหนีไม่พ้นการกอบกู้วิกฤติ เพื่อให้ซิงเกอร์กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง ภายใต้การสนับสนุนจากดาเนียล ไมเคิล ฟิลิโปเนท์ อดีตกรรมการผู้จัดการ
บุญยงเข้ามาปรับปรุงกระบวนการทำงาน “เป็นการปรับปรุงการดำเนินธุรกิจครั้งใหญ่ในรอบศตวรรษ” ด้วยการให้ความสำคัญในเรื่องของเครดิต การเก็บเงิน การขาย จากเดิมที่เน้นเรื่องการขายล้วนๆ “ความจริงแล้วธุรกิจของซิงเกอร์ คือ เงินผ่อน ดังนั้นถึงแม้จะขายได้แต่เก็บเงินไม่ได้ก็ไม่ประสบความสำเร็จ โดยในอดีตเริ่มธุรกิจจากการขาย แล้วค่อยไปเก็บเงิน และค่อยมองเรื่องเครดิต”
เขาเล่าต่อไปว่าทุกวันนี้ซิงเกอร์คิดใหม่ด้วยการเริ่มจากการมองเครดิต แล้วมองว่าจะเก็บเงินได้หรือไม่ แล้วค่อยมองเรื่องการขาย “ซึ่งใช้เวลาจัดกลยุทธ์ใหม่ครั้งนี้ถึง 2 ปีก่อนจะกลับมาอยู่ในช่วงการดำเนินธุรกิจที่พวกเราเชื่อว่าแข็งแกร่งอีกครั้ง โดยปีที่แล้วสามารถพลิกจากขาดทุนในตลอดช่วง 3 ปีก่อนหน้า มาเป็นกำไรถึง 36 ล้านบาท”
ความโดดเด่นของบุญยงฉายออกมาอย่างต่อเนื่องและชัดเจน และทำให้เขาได้รับความไว้วางใจให้เป็นแม่ทัพซิงเกอร์ เพื่อนำพาให้ซิงเกอร์กลับมาสู่การเป็นแบรนด์ที่แข็งแกร่งและตอบสนองความต้องการและรสนิยมของลูกค้าได้มากขึ้น
โดยบริษัทตั้งเป้าการเติบโตขั้นต่ำไว้ที่ 10% โดยแนวทางการวางกลยุทธ์หลังจากที่บุญยงเข้ารับตำแหน่งผู้บริหารสูงสุด คือ เน้นการบริการถึงบ้านที่รวดเร็ว สร้างเครือข่ายการขายให้เข้มแข็ง นำเสนอสินค้าที่มีความคงทน อัตราการครอบครองต่ำ และการผ่อนชำระที่สอดคล้องกับรายได้ของลูกค้า
นอกเหนือจากการสร้างผลดำเนินงงานให้เติบโตได้ไม่ต่ำกว่า 10% แล้ว บุญยงยังมั่นใจว่ากำไรในปีนี้จะเติบโตแบบก้าวกระโดด รวมถึงยอดบัญชีลูกหนี้เช่าซื้อจะเติบโตเป็น 2 แสนบัญชี “หากทำได้จะช่วยเรื่องสภาพคล่องทางการเงินของซิงเกอร์ได้ดีขึ้น”
จากนี้ไปซิงเกอร์ภายใต้การนำของบุญยงจะก้าวเดินไปเร็วแค่ไหน และที่สำคัญเขาจะทำให้ซิงเกอร์กลับมาเป็นราชาเงินผ่อนได้อีกหรือไม่ ต้องติดตามกันต่อไป
จากคอลัมน์ Movers & Shakers โดย ฐิติเมธ โภคชัย นิตยสาร M&W พฤษภาคม 2553