|
|
Thursday, July 29, 2010
|
|
|
|
|
มาร์ค อาร์โนลด์ เดินเครื่องแบงก์กรุงศรีฯ ขึ้นแท่น TOP 3
Posted on Tuesday, March 09, 2010 |
เพียงไม่กี่สัปดาห์ที่ มาร์ค อาร์โนลด์ เข้ามานั่งแท่นประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่คนใหม่ ของธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) หรือ BAY เขาและทีมผู้บริหารก็ออกมาประกาศความพร้อมรับการแข่งเดือดของธุรกิจแบงก์พาณิชน์ทันที เป้าหมายของแบงก์สีเหลืองปีนี้มุ่งสู่ TOP 3 ของแบงก์ที่ให้ผลตอบแทนสูงสุดพ่วงด้วย TOP 3 ของการเป็นแบงก์ที่อยู่ในใจลูกค้า โดยมาร์คเน้นนโยบายมุ่งทำตลาดรายย่อยบวกบริหารพอร์ตเก่า หลังได้แรงหนุนสำคัญจากการควบรวมกิจการหลายแห่งในปีที่ผ่านมา
BAY ในปี 2552 มีกำไรสุทธิ 6,657 ล้าน บาท เพิ่มขึ้น 55 % เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าซึ่งมีกำไรทั้งปีที่ 4,300 ล้านบาท โดย ณ สิ้นปี ธนาคารมีสินทรัพย์รวม 782,040 ล้านบาท คิดเป็นวงเงินให้สินเชื่อรวม 603,508 ล้านบาทซึ่งเติบโตจากปีก่อนหน้า 8 % ด้านคุณภาพสินทรัพย์พบว่ามีสัดส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Net NPL) ลดลงมาอยู่ที่ 4.8 % (จากเดิม 5.8 %) ซึ่งมาร์คในฐานะซีอีโอคนใหม่ก็มองว่าธนาคารยังคงรักษาความแข็งแกร่งของเงินทุนได้อย่างเหนียวแน่น สังเกตุจากอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS Ratio) ที่เพิ่มขึ้นเป็น 14.1 % ในขณะนี้
“BAY ในวันนี้เป็นเบอร์ 1 ของธุรกิจสินเชื่อบัตรเครดิต เป็นเบอร์ 2 ในธุรกิจสินเชื่อรถยนต์ และติด 1 ใน 3 ของตลาดสินเชื่อบุคคล ปีที่ผ่านมาเรามียอดปล่อยสินเชื่อเพิ่ม 8 % หรือประมาณ 4.6 หมื่นล้านบาทถือเป็นการเติบโตที่น่าพอใจท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ บวกกับการสำรองหนี้ NPL ที่ดีขึ้นก็สะท้อนถึงนโยบายการให้สินเชื่อที่เป็นระบบและการบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพของแบงก์ซึ่งจะทำให้เราเติบโตอย่างแข็งแกร่งในปีนี้” มาร์ค กล่าว
มาร์คยอมรับว่าการควบรวมกับจีอี มันนี่ (ไทย) รวมถึง ธนาคารเอไอจี เพื่อรายย่อย และ เอไอจี คาร์ด (ประเทศไทย) ในปีที่ผ่านมานับเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ผลงาน BAY เติบโตโดดเด่น ไม่เพียงจากรายได้ดอกเบี้ยและเงินปันผลสุทธิจากบริษัทเท่านั้นแต่บริษัทยังสามารถขยับฐานลูกค้าเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจาก 5 ล้านรายเป็น 8 ล้านรายในปัจจุบัน ซึ่งภายหลังการควบรวมดังกล่าวเสร็จสิ้นทำให้สัดส่วนสินเชื่อรายย่อยของแบงก์เพิ่มขึ้นเป็น 42 % ของสินเชื่อรวม (จากเดิม 18%) ขณะที่สินเชื่อรายใหญ่อยู่ที่ 30 % และ สินเชื่อเอสเอ็มอีอยู่ที่ 28 % โดยมีฐานลูกค้าบัตรเครดิตที่ 3 ล้านใบซึ่งคิดเป็นส่วนแบ่งการตลาดสูงสุดเป็นอันดับ 1 อีกด้วย
สำหรับปี 2553 แบงก์กรุงศรีฯ วางกลยุทธ์เน้นทำตลาดกับฐานลูกค้าเดิมโดยเน้นการเพิ่มจำนวนผลิตภัณฑ์ที่ลูกค้าใช้บริการเป็น 3 ชนิดจากปัจจุบันใช้น้อยกว่า 2 ชนิดต่อราย ควบคู่การมองหาพันธมิตรเพื่อควบรวมกิจการในทันทีที่มีโอกาส โดยมาร์คตั้งเป้าการเติบโตของยอดปล่อยสินเชื่อทั้งปีไว้ 8 % หลังประเมินว่าจีดีพีไทยจะเติบโตได้ราว 3 % พร้อมให้ตัวเลขคาดการณ์ยอดสินเชื่อรายย่อยจะเติบโตได้ 3 เท่าของจีดีพี สินเชื่อเอสเอ็มอีโต 2.5 เท่า และสินเชื่อ Corporate โตได้ 1.5 เท่า
“เป้าหมายระยะยาวของเราคือภายใน 3 ปีจะต้องก้าวสู่ 1 ใน 3 ของแบงก์ที่มีอัตราผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้นสูงสุด รวมถึงการเป็นแบงก์ที่ลูกค้าพอใจและเลือกใช้บริการ โดยขณะนี้ BAY มีอัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้นที่ 7.5% ส่วนแบงก์พาณิชย์อันดับ 1 จะให้ผลตอบแทนราว 15 %”
นี่คือทิศทางของแบงก์กรุงศรีฯ ภายใต้การบริหารของ มาร์ค อาร์โนลด์ ซึ่งนอกจากภารกิจบริหารสินทรัพย์ของแบงก์ที่ใหญ่เป็นอันดับ 5 ของประเทศแล้ว สิ่งสำคัญคือการเดินหน้าปรับโครงสร้างภายในให้ลงตัวหลังการควบรวมกิจการซึ่งได้มาทั้งพอร์ตสินทรัพย์ใหม่ๆ และบุคลากรอีกจำนวนมาก ซึ่งมาร์คกล่าวว่าเขาจะนำประสบการณ์ที่มีกับ จีอี มายาวนานตั้งแต่ปี 2538 มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดที่แบงก์ฯ
ก่อนหน้านี้ มาร์ค นั่งบริหารงานในตำแหน่งซีอีโอของของ GE Capital Global Banking, Southeast Asia ประจำกรุงเทพฯ ดูแลธุรกิจการเงินเพื่อผู้ บริโภคของจีอีในไทย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเชีย และฮ่องกง รวมถึงดูแลการร่วมทุนของจีอีในธนาคารคอสมอสที่ไต้หวันและแบงก์กรุงศรีฯ และก่อนจะย้ายมาทำงานในภูมิภาคเอเชีย มาร์คยังเคยดำรงตำแหน่งซีอีโอธนาคารบูดาเปสท์ ในฮังการี และมีผลงานการขยายธุรกิจและสร้างกำไรให้กับธนาคารบูดาเปสท์ซึ่งถือเป็นแบงก์ขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของกลุ่มจีอีอีกด้วย
จากคอลัมน์ Movers & Shakers โดย จิราพร เพ็งจันทร์ นิตยสาร M&W มีนาคม 2553 | Posted on Tuesday, March 09, 2010 (Archive on Tuesday, March 16, 2010) Posted by suchitra Contributed by wasittee
|
|
|
|