|
|
Thursday, July 29, 2010
|
|
|
|
|
สุรงค์ บูลกุล “ไทยออยล์จะโกอินเตอร์”
Posted on Wednesday, December 09, 2009 |
อดีตที่ผ่านมาไทยออยล์ซึ่งเป็นธุรกิจโรงกลั่นเบอร์หนึ่งของเมืองไทยเน้นดำเนินธุรกิจภายในประเทศ แต่มาถึงยุคสุรงค์ บูลกุล เข้ามาเป็นแม่ทัพ มีนโยบายเริ่มหันไปบุกตลาดประเทศในแถบอินโดจีน เพราะเชื่อว่าด้วยจำนวนประชากรของประเทศในอินโดจีนราวๆ 600 ล้านคน เป็นเรื่องไม่ยากที่จะทำให้พวกเขาผงาดขึ้นเป็นผู้นำได้
หากไม่นับรวมกับขวบปีที่เคยเป็นวิศวกร ฝ่ายวิศวกรต้นทุน ของ Bechtel Power Corporation ที่ลอสแองเจลิส (ปี 2524) และผู้ช่วยนักวิเคราะห์ ธนาคารโลก ประจำกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. (ปี 2526) ปฏิเสธไม่ได้ว่าสุรงค์ บูลกุล ถือเป็นลูกหม้อของ บมจ.ปตท. (PTT) คนหนึ่ง
เพราะตั้งแต่ปี 2526 เป็นต้นมาจนถึง 30 กันยายน 2552 สุรงค์ทำงานและเติบใหญ่ขึ้นมาเรื่อยๆ จากหัวหน้ากอง/กองวางแผนและวิเคราะห์ จนถึงรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ หน่วยธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ กระทั่งได้รับความไว้วางใจจากคณะกรรมการ ปตท. และ บมจ.ไทยออยล์ (TOP) ให้เข้ามาดูแลบริษัทในเครือ อย่างไทยออยล์ ในตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร
หากดูเส้นทางการทำงานของสุรงค์อย่างละเอียด จะพบว่าถูกวางตัวให้ดูแลงานด้านต่างประเทศของ ปตท. มาโดยตลอดจนกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านนี้ ดังนั้นเมื่อเข้ามาเป็นแม่ทัพให้กับไทยออยล์ เขาไม่ปฏิเสธเลยว่าจากนี้ไปไทยออยล์จะรุกหนักกับธุรกิจต่างประเทศมากขึ้น โดยอาศัยความสัมพันธ์ที่ดีและเครือข่ายทั้งหมดจากกลุ่ม ปตท.
“การเชื่อมโยงกับกลุ่ม ปตท. เป็นเรื่องสำคัญ” สุรงค์ เล่า
เขาบอกว่าทุกวันนี้สถานการณ์น้ำมันในประเทศอยู่ในช่วงเกินความต้องการของตลาด (Surplus) ดังนั้นแทนที่จะต่างคนต่างทำก็จะหันมาร่วมมือกันบริหารน้ำมันส่วนเกิน ด้วยการดูตลาดในกลุ่มบริษัทร่วมกัน โดยจะดูเรื่องคุณภาพ ทำเล และการแลกเปลี่ยนน้ำมันซึ่งกันและกัน ซึ่งจะช่วยลดเรื่องการบริหารแบบเชิงเดี่ยว
“จากนี้ไปจะไม่มีการต่างคนต่างขาย แล้วตัดราคากันเอง” สุรงค์ บอก
ภารกิจของเขา คือ พาไทยออยล์บุกตลาดต่างประเทศ โดยกลุ่ม ปตท. จะให้ไทยออยล์ดูเรื่องของการตลาดระหว่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดอินโดจีน ซึ่งกลุ่ม ปตท. มีเครือข่ายค่อนข้างใหญ่ ทั้งเวียดนาม ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์
“พวกเราจะใช้เครือข่ายทำงานร่วมกัน ซึ่งผมมีประสบการณ์ด้านการค้าระหว่างประเทศจึงสามารถทำได้ต่อได้เลย” สุรงค์ กล่าว
เขาบอกว่าทุกวันนี้ไทยออยล์มีความแข็งแกร่งกับการดำเนินธุรกิจในประเทศแล้ว ดังนั้นถึงเวลาแล้วที่จะโกอินเตอร์ “ถ้าโอกาสหรือวงจรธุรกิจในประเทศยังไม่เอื้ออำนวย แต่ตลาดต่างประเทศอาจจะดี พวกเราก็ต้องออกไปแสวงหาโอกาสเหล่านั้น”
ธุรกิจที่เห็นเป็นรูปธรรมในการขยายออกไปต่างประเทศ ได้แก่ ธุรกิจเดินเรือ โดยจะเสริมกองเรือให้แข็งแกร่งขึ้น ผ่านบริษัทลูก ไทยออยล์มารีน จากเดิมแค่บริการให้กับบริษัทแม่ แต่จากนี้ไปต้องเปิดให้บริการขนส่งให้กับกลุ่ม ปตท.
“เป็นหน้าที่ของผมที่จะเข้าไป Synergy กับกลุ่ม ปตท.”
นอกจากนี้ยังมีแผนขยายธุรกิจโซลเว้นท์ ผ่านบริษัทไทยออยล์ โซลเว้นท์ ซึ่งปัจจุบันก็ขยายเข้าไปในเวียดนามแล้ว “มีแนวคิดว่าจะไปต่อในตลาดอินโดจีนอื่นๆ ที่มีศักยภาพ” อีกทั้งกำลังมีแผนในการขยายการให้บริการที่เรียกว่า Technical Service ให้กับลูกค้าตลาดอินโดจีน
“วันนี้บุคลากรของไทยออยล์มีประสิทธิภาพ และพร้อมที่จะออกไปให้บริการทางเทคนิคในต่างประเทศได้”
จากนโยบายของสุรงค์ที่จะนำพาไทยออยล์ก้าวเดินไปในอนาคต บอกได้คำเดียวว่าจากนี้ไปไทยออยล์คงต้องทำงานหนักมากขึ้น เพราะเมื่อบริษัทแม่ตั้งความหวังเอาไว้ขนาดนี้ ถ้าหากไม่ได้ตามเป้าหมายคงต้องโดนผู้ปกครองลงโทษไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
จากคอลัมน์ Movers & Shakers โดย ฐิติเมธ โภคชัย นิตยสาร M&W ธันวาคม 2552
| Posted on Wednesday, December 09, 2009 (Archive on Wednesday, December 16, 2009) Posted by suchitra Contributed by suchitra
|
|
|
|