|
|
Thursday, July 29, 2010
|
|
|
|
|
อภินันท์ เกลียวปฏินนท์ CEO PHATRA “เป้าหมายคือรักษาตำแหน่ง TOP Three”
Posted on Wednesday, December 09, 2009 |
บล.ภัทร จก.(มหาชน) ดึงลูกหม้อ อภินันท์ เกลียวปฏินนท์ กรรมการผู้จัดการสายงานวาณิชธนกิจ ขึ้นมาดูแลงานบริหารทั้งหมดในตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) โดยเป็นไปตามแผนทดแทนตำแหน่งงานของบริษัทที่ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง อภินันท์ยังคงเป้าหมายและแผนงานเดิมของภัทร นั่นคือต้องอยู่ในอัน TOP Three ในทุกธุรกิจของบริษัท
อภินันท์ดูแลงานด้านวาณิชธนกิจ (IB)มาโดยตลอด ตั้งแต่เริ่มงานที่บล.ทิสโก้ ทำที่นั่น 6 ปีกว่าก่อนจะผันตัวเองมาร่วมงานในบล.ภัทร เมื่อปี 2543 โดยรับผิดชอบงานด้าน IB ต่อ เขาเล่าว่าดีล IB สมัยแรกที่ทำกับทิสโก้ คือดีลการแปรรูปรัฐวิสาหกิจเพื่อเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เริ่มที่ บมจ.ผลิตไฟฟ้า ต่อมาก็เป็น บมจ.ปตท.ซึ่งเริ่มทำที่ทิสโก้ แต่มาจบดีลที่ภัทร
ส่วนดีลที่ภัทรส่วนมากเป็น M&A โดยเฉพาะในระยะหลังจากที่ผ่านพ้นวิกฤติการเงิน 2540 บริษัทขนาดใหญ่ของไทยไม่ได้มีการลงทุนเหมือนกับบริษัทในต่างประเทศ เพราะระมัดระวังกันมาก เมื่อได้เงินสด (Cash Flow) เข้ามา ส่วนมากมักนำไปชำระหนี้ ทำให้งบดุลของบริษัทขนาดใหญ่จะมีหนี้น้อยมาก แม้จะมีการลงทุนอีกรอบ ก็ไม่ได้ใช้ส่วนของทุนหรือ Equity แต่ใช้การกู้ “ในปีที่ผ่านมา ตลาดตราสารหนี้มีการกู้กันมากขึ้น ส่วนหนึ่งคือใช้ Room การกู้ให้เต็มวงเงิน และทำ Refinance อีกส่วนหนึ่งเพราะอยากจะ lock in อัตราดอกเบี้ยที่ค่อนข้างต่ำด้วย แต่ในส่วนของการระดมทุนโดยใช้ Equity แทบจะไม่มีเลย” อภินันท์พูดจากมุมมองที่บล.ภัทรเกี่ยวข้องอยู่
“ใน 2 ปีที่ผ่านมา บล.ภัทรทำ M&A เยอะที่สุด ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจสถาบันการเงิน เช่น ขายหุ้นธนาคารไทยธนาคารให้กลุ่ม CIMB เป็นที่ปรึกษาธนาคารกรุงศรีอยุธยา ซื้อ GE Capital และ GE Money เป็นที่ปรึกษาเมืองไทยประกันชีวิตและครอบครัวล่ำซำขายหุ้นให้ธนาคารกสิกรไทย และเป็นที่ปรึกษาการควบรวมบลจ.อยุธยากับบลจ.พรีมาเวสต์ เป็นต้น M&A ค่อนข้างแอคทีฟมาก มีมาเรื่อยๆ”
M&A เมื่อ 3 ปีก่อน ส่วนมากลูกค้ามักเป็นนักลงทุนต่างประเทศที่เข้ามาซื้อของในไทย เพราะตลาดในต่างประเทศกำลังบูม ก็อยากจะขยายเข้ามาในแถบนี้ แต่ครั้นช่วงวิกฤติซับไพร์ม สถานการณ์จะกลับข้างกัน บริษัทไทยจะมีฐานะการเงินที่ดีกว่า ขณะที่บริษัทต่างชาติในไทยจำเป็นต้องขายกิจการ เพื่อเอาเงินกลับไปที่ประเทศ “บล.ภัทรก็จะได้ลูกค้ากิจการไทยที่ไปซื้อกิจการต่างชาติ ก็เป็นการกลับข้างกันครับ”
“ปีหน้าผมมองว่าเป็น M&A อีกลักษณะคือเรื่องของการปรับโครงสร้าง อย่างที่มีข่าวออกมาเช่น ปตท. ต้องการปรับโครงสร้างการถือหุ้นบริษัทในเครือ และอีกหลายๆแห่ง ซึ่งก็สอดคล้องกับนโยบายภาครัฐที่อยากส่งเสริมให้บริษัทไทยมีการปรับโครงสร้างควบรวมกิจการให้มีขนาดและมีประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจมากขึ้น” อภินันท์ให้มุมมองตลาด M&A ในปี 2010
อย่างไรก็ดีแม้จะรับงาน CEO แต่เขายังต้องดูแลงาน IB จนกว่าจะหาคนมารับช่วงต่อได้ กระนั้นเขาไม่ได้กังวลเท่าใด “โชคดีที่ภัทรมี IB อาวุโสหลายท่าน ผมเชื่อว่าแทบจะเยอะที่สุดในประเทศ” ดังนั้นเขาก็จะใช้เวลาดูแลงานด้านอื่นๆได้เต็มที่
ด้านแผนงานของภัทรนั้น อภินันท์บอกว่าไม่ได้เปลี่ยนไปจากเดิม “ในธุรกิจที่เรามุ่งเน้น เราต้องอยู่ใน Top Three หากต่ำไปกว่านี้เราก็ไม่สามารถให้บริการที่ดีกับลูกค้าได้” ทั้งนี้เขาขยายความว่าในส่วนของธุรกิจโบรกเกอร์หรือเป็นนายหน้า โดยเฉพาะตลาดที่เป็นลูกค้าสถาบันต่างประเทศและในประเทศ ภัทรมีมาร์เก็ตแชร์มาอันดับหนึ่ง ส่วนธุรกิจการลงทุนนั้นไม่มีการจัดอันดับ แต่อภินันท์ตั้งเป้าว่าให้มีความเสี่ยงในระดับที่ยอมรับได้ มีอัตราผลตอบแทนตามที่ต้องการ และใช้เงินทุนให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด
“หากเรา beat ตามนั้น ผมก็พอใจ ซึ่งในส่วนการลงทุนนี้ผมอยากจะใช้ทุนที่ภัทรมีอยู่ค่อนข้างเยอะ คือประมาณ 3,000 ล้านบาทให้ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น จำนวนเงินลงทุนของภัทรยังไม่เคยเต็มวงเงินเลย ขณะที่เราก็ไม่มีภาระหนี้สิน เรียกว่า Debt Free เราไม่เคยใช้ Balance Sheet ในการ Leverage หรือ Gearing ไปทำอะไรเลย” อภินันท์บอก
อภินันท์เปิดเผยด้วยว่าการลงทุนของภัทรมี 2 ส่วนคือส่วนที่เป็นการลงทุนระยะยาว หรือ Direct Investment จะไม่มีการซื้อขายหุ้นบ่อย บริหารคล้าย Private Equity คือลงทุนระยะยาวและดูปัจจัยพื้นฐานเป็นหลัก โดยมี Expected Return ที่ระดับ 25% พอร์ตในส่วนนี้มีวงเงิน 2,000 ล้านบาท แต่ปัจจุบันมีเงินที่ลงทุนแล้ว 1,000 ล้านบาท พอร์ตนี้เคยลงทุนสูงสุดที่ 1,600 ล้านบาท ซึ่งก็ยังไม่เต็มวงเงิน
ในส่วนที่เป็น Trading ภัทรไม่ได้ซื้อขายตามทิศทางตลาด แต่ทำในลักษณะที่มี Hedging ในตัวเอง เป็น pair เช่น เทรดหุ้นกับวอร์แรนต์ หรือเทรดหุ้นโฮลดิ้งแม่กับลูก หรือเทรดหุ้นสิงคโปร์กับหุ้นไทยตัวเดียวกันคือ DTAC เป็นต้น “เป็นการเทรดหุ้นแบบที่มีความเสี่ยงต่ำ เป็นการบริหารความเสี่ยงในตัวอยู่แล้ว วงเงินมีอยู่ 1,200 ล้านบาท แต่โดยเฉลี่ยใช้อยู่ที่ประมาณ 600 ล้านบาท ซึ่งก็ยังไม่เต็มวงเงินทั้งสองส่วน”
หากรวมการลงทุน 2 ส่วนเข้าด้วยกัน ก็ประมาณ 1,600 ล้านบาท ขณะที่มีทุน 3,000 ล้านบาทและยังไม่ได้กู้เลย “มีทิศทางว่าเราคงทำได้มากกว่านี้อีก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์”
ในส่วนของธุรกิจ Private Wealth ปัจจุบันภัทรดูแลเงินลงทุนให้ลูกค้าคิดเป็นมูลค่าประมาณ 90,000 ล้านบาท “ผมเชื่อว่าในส่วนของ Private Wealth ภัทรน่าจะเป็นผู้นำ โดยมีเจ้าหน้าที่ทำหน้าที่ดูแลเงินลงทุนนี้เพียง 30 คนเท่านั้น คิดเฉลี่ยดูแลกันคนละ 3,000 ล้านบาท”
พอร์ตลูกค้า Private Wealth นี้อภินันท์บอกว่าเป็นการลงทุนในหุ้นเพียงครึ่งเดียว ที่เหลือเป็น Asset Class อื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น กองทุนรวม และ Treasury Products “จุดเด่นของ Private Wealth ของภัทรคือเนื่องจากเราไม่ได้เป็นกิจการในเครือของสถาบันการเงิน เราเป็นอิสระ เราจึงสามารถขายโปรดักส์ของ บลจ.ทุกแห่งได้ หน้าที่ของเราคือเป็น Open Architecture มีสินค้าทุกอย่างใน shelf ของเรา หน้าที่ของเราคือเป็น Financial Adviser ทำหน้าที่วิเคราะห์วิจัยเปรียบเทียบผลการดำเนินงานของโปรดักส์ของแต่ละรายที่มาเสนอ อันไหนที่ดี เราก็จะแนะนำให้ลูกค้า”
นอกจากนี้ ภัทรยังมีบทวิจัยชั้นเยี่ยมที่จะให้คำแนะนำการลงทุนกับลูกค้า โดยทีมงานวิจัยที่นำโดย ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ
ด้านมุมมองตลาดทุนในปีหน้า อภินันท์บอกว่า “มองเมืองไทยตอนนี้ มองไกลไม่ได้เลย” แม้ว่าเงื่อนไขต่างๆในตลาดตอนนี้น่าสนใจที่จะระดมทุน และก็มีลูกค้าสนใจเข้ามาสอบถาม แต่ตลาดยังขาดเสถียรภาพ “หากภาพรวมเศรษฐกิจการเมืองนิ่ง คนก็คงจะเริ่มเตรียมตัวระดมทุนกันแล้ว”
อภินันท์บอกว่า ฐานรายได้หลักของบล.ภัทร มาจากลูกค้าสถาบันต่างประเทศ 30% ลูกค้าสถาบันในประเทศ 10% ธุรกิจ Private Wealth 20% IB 20% ที่เหลือมาจากเงินลงทุนของบริษัทประมาณ 20%
จากคอลัมน์ Movers & Shakers โดย ภัชราพร ช้างแก้ว นิตยสาร M&W ธันวาคม 2552 | Posted on Wednesday, December 09, 2009 (Archive on Wednesday, December 16, 2009) Posted by suchitra Contributed by suchitra
|
|
|
|