|
|
Thursday, July 29, 2010
|
|
|
|
|
ดร.ฐานทัต พุทธสุวรรณ จากนักเศรษฐศาสตร์สู่เอ็นจีโอ
Posted on Wednesday, December 09, 2009 |
“งาน CRS ในบ้านเราวันนี้ เข้ามามีบทบาทสำคัญในแวดวงธุรกิจ ไม่เพียงเป็นโครงการที่ทำให้ภาคธุรกิจได้ตอบแทนสังคมในด้านต่างๆ แต่ยังมีส่วนช่วยในการสร้างภาพลักษณ์ขององค์กรธุรกิจไปในตัว แต่ทราบกันหรือไม่ว่า ความช่วยเหลือนั้นตรงกับความต้องการที่แท้จริงของประชาชนจริงหรือ?” คำถามชวนคิดของ ดร.ฐานทัต พุทธสุวรรณ
ดร.ฐานทัต พุทธสุวรรณ นักบริหารขององค์กรเอ็นจีโอที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ผู้อุทิศการทำงานให้กับองค์กรพัฒนาที่ปัจจุบันขยายบทบาทถึงในเวทีระหว่างประเทศ เป็นผู้มีความสามารถและมากประสบการณ์จนได้รับความไว้วางใจจาก “มีชัย วีระไวทยะ” ให้กุมบังเหียนเป็นประธานของบริษัท Population and Development International หรือ PDI ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรที่ก่อตั้งดำเนินการอยู่ในมหานครนิวยอร์คมากว่า 25 ปี
ก่อนหน้าที่จะมารับตำแหน่งในองค์กรที่เป็นเอ็นจีโอ ดร.ฐานทัตมีประสบการณ์ทำงานกับ Union Bank of California ในส่วนงานวางแผนและปฏิบัติการ ตลาดเกิดใหม่ในภาคพื้นเอเชียตะวันออก ต่อมากลับมาทำงานกับธนาคารกรุงไทยในส่วนบริหารองค์กรอยู่ระยะหนึ่ง จนกระทั่งเข้าทำงานที่ World Bank ในส่วนงานการเงินและการพัฒนาภาคเอกชน ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออก และแปซิฟิก ซึ่งเป็นงานที่เกี่ยวกับการพัฒนาประเทศเป็นหลัก
ช่วงนั้นเองเขาได้มีโอกาสพบปะและช่วยงาน มีชัย วีระไวทยะ ในตำแหน่งกรรมการบริหารของสมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน หรือ PDA ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ด็อกเตอร์ด้านเศรษฐศาสตร์และการเงินยอมทิ้งเงินเดือนก้อนโตที่ World Bank ตัดสินใจออกมาทำงานเอ็นจีโอแบบเต็มเวลาในตำแหน่งผู้อำนวยการธุรกิจเพื่อสังคม และกิจการต่างประเทศ ของ PDA และในตำแหน่งประธาน PDI ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาเชื่อว่าจะสามารถสร้าง ประโยชน์ให้กับสังคมได้มากที่สุด
ภายใต้การบริหารของเขาเงินทุนของภาคเอกชนส่วนใหญ่ที่ใช้ในการพัฒนาชนบทได้รับมาจากต่างประเทศ อาทิ World Bank, WHO, Unicef, UNAIDS, มูลนิธิ Rockefeller, มูลนิธิ Skoll, มูลนิธิ Bill & Melinda Gates
ดร.ฐานทัตเล่าวว่าที่ผ่านมา ภาคธุรกิจของไทยมอง CSR แค่ผิวเผิน ส่วนใหญ่ทุ่มเงินทุนลงไป เอาของไปแจกแล้วก็หาย โดยลืมคำนึงถึงสิ่งที่เป็นความจำเป็นขั้นพื้นฐาน นั่นคือ การพัฒนาคุณภาพชีวิตและขจัดความจนอย่างยั่งยืน ซึ่งการพัฒนานั้นต้องมาจากความต้องการของประชาชน แล้วให้ภาคเอกชนเข้าไปสนับสนุน
CSR ยุคใหม่ ในมุมมองของเขาจึงเป็นการเชิญชวนหน่วยงานธุรกิจเอกชน บุคคล และองค์กรต่างๆ ให้ช่วยเหลือสังคมด้วยการสร้างงาน และถ่ายทอดทักษะเชิงธุรกิจ พัฒนาศักยภาพ และสร้างโอกาสแก่ชาวชนบทให้มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น ลดการย้ายถิ่นเข้ามาหางานในเมืองใหญ่ เพราะภาคเอกชนมีความพร้อมทั้งเรื่องทรัพยากร ทักษะประสบการณ์ และความรู้ทางธุรกิจ สามารถเข้ามามีส่วนร่วมได้หลายเรื่อง อาทิ การลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ การสนับสนุนด้านทุน ด้านการศึกษา สิ่งแวดล้อม สุขาภิบาลชุมชน และพัฒนาองค์กรท้องถิ่น
รวมไปถึง การนำประสบการณ์ทำงานอย่างต่อเนื่องในการพัฒนาชุมชนด้านต่างๆ มาปรับปรุงและรวบรวมจนเกิดเป็นรูปแบบการพัฒนาแบบองค์รวมในระดับหมู่บ้าน ซึ่งปัจจุบันถูกเรียกชื่อว่า “โครงการร่วมพัฒนาหมู่บ้าน” (Village Development Partnership หรือ VDP) เป็นกระบวนการที่ทำให้เกิดการพัฒนาด้านต่างๆ พร้อมกัน 5 ด้าน ได้แก่ สังคม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม สุขภาพอนามัย และการศึกษา โดยชาวบ้านมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอน
เริ่มตั้งแต่การวางแผนกิจกรรมพัฒนาหมู่บ้าน ร่วมดำเนินการ และการบริหารจัดการ ตลอดจนการติดตามประเมินผล กำหนดเป้าหมายการพัฒนาในระยะเวลา 6 ปี สร้างชุมชนที่เข้มแข็ง ชาวบ้านมีคุณภาพชีวิตที่ดี ผู้สูงอายุได้รับการดูแล และไม่เหลือคนยากจนในหมู่บ้าน ซึ่งแม้การสนับสนุนจะสิ้นสุดลง แต่กิจกรรมพัฒนาในหมู่บ้านยังคงดำเนินการต่อได้ด้วยตัวเอง
คอนเซ็ปต์ทั้งหมดไม่ใช่สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เพราะที่ผ่านมามีผู้ให้ความร่วมมือช่วยเหลือชาวชนบทกว่า 400 องค์กร ทว่าความต้องการการพัฒนายังดำเนินต่อไปอย่างไม่มีขีดจำกัด ตราบใดที่ประเทศไทยยังได้ชื่อว่าเป็น “ประเทศกำลังพัฒนา” ความร่วมมือร่วมใจกันพัฒนาชนบทไทยแสดงให้เห็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพราะเป็นการดึงเอาหลักด้านเศรษฐศาสตร์เข้ามาประยุกต์เพื่อก่อให้เกิดผลลัพท์ทางสังคมอย่างยั่งยืนนั่นเอง
จากคอลัมน์ Movers & Shakers โดย สุทธิณี มาพันธุ์ นิตยสาร M&W ธันวาคม 2552
| Posted on Wednesday, December 09, 2009 (Archive on Wednesday, December 16, 2009) Posted by suchitra Contributed by suchitra
|
|
|
|