|
|
Thursday, July 29, 2010
|
|
|
|
|
อนุพงษ์ อัศวโภคิน กับกลยุทธ์ขับเคลื่อนองค์กร
Posted on Wednesday, November 04, 2009 |
บทเวทีของเหล่าซีอีโอ อนุพงษ์ อัศวโภคิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เอเชียน พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ (AP) เป็นคนหนึ่งที่มักถูกเอ่ยถามความคิดเห็นเกี่ยวกับทิศทางตลาดอสังหาริมทรัพย์อยู่เสมอๆ ซึ่งคงไม่แปลกอะไร เพราะเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของเขาโดยตรงอยู่แล้ว
ทว่า เมื่อได้รับเชิญให้ไปพูดถึงเส้นทางสู่ความสำเร็จของธุรกิจ ที่จัดขึ้นเพื่อผู้บริหารระดับสูงและเจ้าของธุรกิจที่สนใจนำบริษัทเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในหัวข้อ "กลยุทธ์ขับเคลื่อนองค์กรอย่างมืออาชีพ" เขาเองกลับออกตัวอย่างถ่อมตนว่า “ไม่อาจหาญ จะมาสอนจระเข้ให้ว่ายน้ำ”
อุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์มีการแข่งขันดุเดือดจนบางครั้งหลายคนอาจคาดไม่ถึง ยอดขายเปลี่ยนแปลงขึ้นลงทุกวันประหนึ่งจะยอมแพ้กันไม่ได้ ยิ่งเมื่อดูราคาหุ้น ยิ่งวิ่งขึ้นลงเร็วกว่าผลประกอบการของบริษัท ทั้งที่ธุรกิจนี้เพิ่งจะมาพัฒนากันจริงจัง ในช่วงปี 2533-2534 ซึ่งเป็นช่วงตัวเลขบ้านจดทะเบียนหรือการขายบ้านในตลาดบูมสุดๆ พุ่งขึ้นไปถึง 170,000 หลัง การเก็งกำไรเกิดขึ้นทุกหนทุกแห่ง
มีนักพัฒนาโครงการหน้าใหม่ๆ เข้ามาในธุรกิจเยอะมาก หนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) พุ่งขึ้นไปเกือบ 80 เท่า จากการเก็งกำไรในตลาด เรียกว่าไม่มีเงินสักบาทก็ลงทุนได้ แบบจับเสือมือเปล่า ส่วนผู้เล่นหน้าเก่าก็พยายามดิ้นรนดันตัวเองให้สูงขึ้นไปอีก ด้วยการเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้น
“บริษัทพี่ชายของผม (อนันต์ อัศวโภคิน) นำแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เข้าจดทะเบียนเป็นบริษัทอสังหาฯ แห่งแรก หลังจากนั้นก็มีผู้อยากเดินตามรอยอีกหลายต่อหลายเจ้า และแล้วความฝันอันสวยหรูก็มลายหายไปในปี 2540 ซึ่งเป็นช่วงวิกฤติต้มยำกุ้ง ยอดขายหล่นวูบลงมาเหลือเพียงไม่ถึง 20,000 หลัง และไม่มีผู้เล่นรายใดรอดพ้น แม้แต่แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ที่ดูเหมือนจะไม่มีปัญหาเรื่องหนี้เสีย แต่ก็ต้องยอมให้ กองทุน GIC ของสิงคโปร์เข้ามาถือหุ้นใหญ่” อนุพงษ์ เล่า
จนกระทั่งเข้าสู่ช่วงการฟื้นฟู ธนาคารพาณิชย์ซึ่งเป็นน้ำเลี้ยงหลักของธุรกิจในการปล่อยสินเชื่อให้โครงการ ล้วนได้รับบทเรียนจากวิกฤติ เริ่มปิดก๊อกและระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ ซึ่งแม้ว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์จะกลับมาสู่สภาพเดิมได้ แต่ไม่มีทางกลับไป “พองฟู” ได้อีก ผลลัพธ์ก็เกิดสิ่งที่เรียกว่า Market Consolidate คือนักพัฒนาโครงการรายใหญ่ก็เริ่มใหญ่ขึ้นๆ ส่วนรายเล็กหายไปจากตลาด
อนุพงษ์เริ่มต้นธุรกิจในปี 2534 สร้างบริษัทเล็กๆ ที่มียอดขายไม่มากนัก “การมีพี่ชาย บางทีก็ไม่โชคดีนักเพราะเขาสอนเราเยอะมาก และเขาเป็นตัวอย่างของบริษัทใหญ่ เราเองเพิ่งออกจากทิสโก้มาใหม่ๆ ก็ร้อนวิชามาก จัดตั้งองค์กรตามอย่างพี่ชายก็เกือบไม่รอด เพราะความที่เป็น Functional Organization มากเกินไป” อนุพงษ์ เล่า
เขาขยายความว่า จุดแข็งทุกอย่างอยู่ที่ผู้นำและเป็นตัวกำหนดองค์กร ทุกองค์กรอยากได้คนเก่ง แต่สิ่งที่ได้ คือ คนจบใหม่ และพร้อมจะเป็นเพียงผู้ตาม ซึ่งต้องใช้เวลากว่าจะทำให้พวกเขากลายเป็นนักบริหารขึ้นมาได้
ในปี 2543 AP เข้าจดทะเบียน ผลพวงที่ได้รับ คือ การขอสินเชื่อทำได้ง่ายขึ้น และบริษัทเติบโตจนไม่สามารถจะรวมศูนย์อำนาจการตัดสินใจต่างๆ ไว้ที่เดียวได้ จึงตัดสินใจปรับโครงสร้างใหม่ให้เป็นแบบ SBU (Single Business Unit) เพื่อให้เกิดความยืดหยุ่น
“ปัญหาที่ตามมาคือมาตรฐานที่แตกต่างกัน ในแต่ละ SBU แข่งขันกันเองเพื่อให้ผลงานของตนเองโดดเด่น ผมพบว่าลูกน้องผมเป็นพวกบ้าหลายอย่างมาก บ้ายศ บ้าตำแหน่ง สุดท้ายแล้วต้องกลับมาถามว่าตำแหน่งนี้ตั้งมาทำอะไร แนวทางของผมในเมื่อทุกคนอยากได้ตำแหน่ง เราก็เติมเต็มให้ดูดีในนามบัตร แต่เราต้องแยกระหว่างยศกับอำนาจที่เขามี เพราะผมเชื่อมั่นในความเป็น Flat Organization เพื่อให้เกิดกระบวนการที่ได้มาตรฐาน”
อนุพงษ์ ทิ้งท้ายว่า อะไรคือมูลค่าที่แท้จริงและนำมาสร้างพันธกิจ “ถามตัวเองว่าเราคือใคร และเป้าหมายคืออะไร โดยเน้นให้จำง่ายและแสดงความเป็นตัวของเรามากที่สุด และวิสัยทัศน์ คือ อยากให้คนอื่นมองเราเป็นอย่างไร รวมกันออกมาเป็น Key Word ที่เราจะก้าวไปให้ถึง”
|
“คิดแบบ อนุพงษ์ อัศวโภคิน”
- ไม่มี Business Model ไหนที่ใช้ได้ในทุกสถานการณ์ และอย่ายึดติดกับ Role Model เพราะเงื่อนไข ขนาด และคุณภาพของคนแตกต่างกัน
- สิ่งที่สำเร็จในวันนี้ คือความล้มเหลวในอนาคต อย่าคิดว่าเราดีแล้ว อย่าประเมินสถานการณ์เข้าข้างตัวเอง และอย่ากรี๊ด กับคำว่า Growth
- การเปลี่ยนแปลงไม่ใช่เรื่องใหญ่ และทุกคนต้องพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ
- Strategy, HR และ Operating Process เป็นตัวชี้วัดสำคัญ เพราะสิ่งที่จะได้รับคือ Customer Satisfaction , Employee Satisfaction และการบริหาร Cash Flow ที่มีประสิทธิภาพ
- เปลี่ยนทัศนคติให้ได้ จากความเป็นเจ้าของกิจการ มาสู่ การเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ที่มีอำนาจบริหาร มีภาระหน้าที่รับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้น อย่าแสดงความคิดเห็นต่อราคาหุ้นของตนเอง ตั้งใจทำงาน สุดท้ายถ้าผลงานออกมาดี ราคาหุ้นก็จะสะท้อนออกมาเอง
|
จากคอลัมน์ Inside CEO โดย สุทธิณี มาพันธุ์ นิตยสาร M&W พฤศจิกายน 2552
| Posted on Wednesday, November 04, 2009 (Archive on Wednesday, November 11, 2009) Posted by host Contributed by suchitra
|
|
|
|