|
|
Sunday, September 05, 2010
|
|
|
|
|
ผลประกอบการบีพีรั่วตามน้ำมันในอ่าวเม็กซิโก ขาดทุนหนักเป็นประวัติการณ์
Posted on Wednesday, July 28, 2010 |
บีพีขาดทุนหนักเป็นประวัติการณ์
บีพี ขาดทุนหนักเป็นประวัติการณ์จากผลกระทบของวิกฤตน้ำมันรั่วไหลครั้งใหญ่ในอ่าวเม็กซิโกโดยบีพีรายงานยอดขาดทุนสุทธิประจำไตรมาส 2/53 นี้ที่ 1.72 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อเทียบกับผลกำไรที่ 4.39 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปีก่อนหน้านี้
ขณะที่นายโทนี่ เฮย์เวิร์ด ซีอีโอของบีพีเตรียมลาออกจากตำแหน่งในวันที่ 1 ต.ค. 53 โดยมีนายโรเบิร์ต ดัลลีย์ รับหน้าที่ดังกล่าวแทน
ทั้งนี้ นายดัดลีย์จะเผชิญกับความท้าทายในการรับมือกับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการทำความสะอาดคราบน้ำมันที่รั่วไหลในอ่าวเม็กซิโกรวมถึงค่าใช้จ่ายด้านความเสียหายที่ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งนักวิเคราะห์คาดว่าบีพีอาจต้องขายสินทรัพย์กว่า 3 หมื่นล้านดอลลาร์ รวมถึงลดการลงทุน และปรับลดการจ่ายเงินปันผล หลังค่าใช้จ่ายในการกำจัดคราบน้ำมันได้ส่งผลกระทบต่อมูลค่าทางการตลาดของบริษัทไปแล้ว 4.85 หมื่นล้านปอนด์
บีพีได้ดำเนินการอุดรอยรั่วของบ่อน้ำมัน หลังจากที่ความเสี่ยงจากฤดูพายุในช่วงนี้เป็นอุปสรรคต่อการอุดรอยรั่วของบ่อน้ำมันที่บีพีต้องการเพิ่มความแน่นหนามากขึ้นภายในสิ้นเดือนนี้ โดยบีพีเตรียมฉีดโคลนอุดรอยรั่วด้านบนของบ่อน้ำมันมาคอนโด (Macondo) ในสัปดาห์หน้า ทับด้วยการอัดโคลนซ้ำและฉาบซีเมนต์ตั้งแต่ก้นบ่อน้ำมันขึ้นมา
ทั้งนี้ วิกฤตน้ำมันรั่วไหลของบีพีที่ยืดเยื้อมานาน 3 เดือนส่งผลกระทบต่อแนวโน้มการดำเนินธุรกิจของบริษัทในอนาคต โดยนักวิเคราะห์บางรายคาดว่าบีพีอาจประสบภาวะถังแตก หรือถูกซื้อกิจการ หรืออย่างน้อยที่สุดก็อาจทำให้ตัวเลขงบดุลบัญชีของบริษัทหร่อยหรอลง
อย่างไรก็ตาม บีพีเปิดเผยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า บริษัทได้ขายสินทรัพย์ในสหรัฐ แคนาดา และอียิปต์มูลค่า 7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐให้กับบริษัทอาปาเช่ คอร์ป (Apache Corp.) นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนที่จะขายสินทรัพย์ในปากีสถานและเวียดนามด้วย
กลุ่มกรีนพีซปิดสถานีบริการน้ำมันของบีพีในกรุงลอนดอนหลายแห่ง จากที่มีอยู่ทั้งหมด 50 แห่ง ประท้วงเหตุน้ำมันรั่วในอ่าวเม็กซิโกของสหรัฐ
กรีนพีซอ้างว่า นักเคลื่อนไหวของกลุ่มสามารถปิดสถานีบริการน้ำมันของบีพีได้ 47 แห่ง ขณะที่บีพีแย้งว่า มีสถานีจำต้องปิดให้บริการเพียง 12 แห่ง และจะเร่งเปิดใหม่ทันทีที่ปลอดภัยแล้ว นักเคลื่อนไหวปิดสวิตช์ควบคุมความปลอดภัยที่ลานด้านหน้าของสถานีทำให้น้ำมันไม่ไหลแล้วปลดสวิตช์ออก กันไม่ให้สถานีให้บริการได้อีก บีพีระบุว่า เป็นการกระทำที่ไร้ความรับผิดชอบจากการแทรกแซงระบบความปลอดภัย
กรีนพีซเผยว่า ต้องการเตือน นายบ็อบ ดัดลีย์ หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) คนใหม่ของบีพีไม่ให้ดำเนินรอยตาม นายโทนี เฮย์เวิร์ด ซีอีโอที่กำลังจะพ้นตำแหน่ง ผู้หมกมุ่นแต่การหาแหล่งน้ำมันความเสี่ยงสูง และไม่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมทั้งที่อ่าวเม็กซิโก แคนาดา หรือแม้แต่แถบขั้วโลกเหนือ ที่เปราะบาง
กรรมการ Basel ยอมผ่อนกฎคุมเข้มระดับทุนภาคธนาคาร
คณะกรรมการ Basel ที่ทำหน้าที่กำหนดมาตรฐานสากลในการกำกับธุรกิจธนาคาร มีมติยอมผ่อนปรนข้อเสนอกฎเกณฑ์ในเรื่องระดับทุนและสภาพคล่อง พร้อมกับมีการออกกฎข้อบังคับใหม่ว่า ผู้ปล่อยกู้จะสามารถกู้ยืมได้มากเท่าไหร่ เพื่อที่จะจำกัดความเสี่ยงที่ตนถือครองไว้
คณะกรรมการลงมติเห็นชอบไปเมื่อวันจันทร์ถึงเรื่องการอนุญาตให้ใช้สินทรัพย์บางตัว ที่รวมถึงสิทธิส่วนน้อยในบริษัทการเงินแห่งอื่น ให้สามารถนับรวมไว้เป็นเงินกองทุนได้ ซึ่งคณะกรรมการยังได้กำหนดกฎเกณฑ์ที่เรียกว่า leverage ratio เพื่อใช้กับธนาคารทั่วโลกขึ้นเป็นครั้งแรก และจะมีผลบังคับใช้ทั้งหมดภายในปี 2561 ภายหลังจากมีการปรับเปลี่ยนวิธีการคำนวณสินทรัพย์ทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว
ก่อนหน้านี้ ทางด้านฝรั่งเศสและเยอรมนีพยายามผลักดันให้มีการผ่อนคลายกฎเกณฑ์ที่คณะกรรมการ Basel ได้เสนอไปเมื่อเดือนธันวาคม เนื่องจากมีความกังวลว่า ธุรกิจธนาคารและเศรษฐกิจของประเทศตนอาจยังไม่สามารถแบกรับภาระที่เกิดขึ้นจากกฏที่เข้มงวดทางด้านเงินทุนนี้ ขณะที่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจยังไม่ชัดเจนเท่าที่ควร ส่วนทางฝั่งของสหรัฐอเมริกา สวิสเซอร์แลนด์ และอังกฤษกลับมีท่าทีแข็งกร้าวที่จะให้เดินหน้าข้อเสนอกฎเกณฑ์นี้ต่อไป ซึ่งคำแถลงจากทาง Basel ที่ออกมาล่าสุดถือเป็นการประนีประนอมข้อเรียกร้องของทั้งสองฝ่าย และทำให้ทุกอย่างยังเดินหน้าต่อไปได้
ผลกระทบจากข่าวที่เกิดขึ้นส่งผลให้หุ้นกลุ่มธนาคารในญี่ปุ่นเมื่อวานนี้ปรับตัวบวกคึกคัก เนื่องจากกฎใหม่ของ Basel ยอมให้สินทรัพย์บางประเภทที่มีภาษีรอตัดบัญชี หรือ deferred tax assets สามารถถูกนับรวมเข้าไว้เป็นเงินกองทุนได้
อินเดียประกาศขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้ 0.25%
ธนาคารกลางอินเดียประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ย repo rate 0.25% เป็น 5.75% ในการประชุมวานนี้ และได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย reverse repo rate 0.50% เป็น 4.5% ซึ่งเป็นการปรับขึ้นในสัดส่วนที่มากกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์
อัตราดอกเบี้ย repo rate เป็นอัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารกลางอินเดียปล่อยกู้ระยะสั้นให้กับธนาคารพาณิชย์ ส่วนอัตราดอกเบี้ย reverse repo rate เป็นอัตราดอกเบี้ยกู้ยืมจากธนาคารพาณิชย์
นายดุฟวูรี ซับบาราว ผู้ว่าการธนาคารกลางอินเดียกล่าวว่า การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในวันนี้มีเป้าหมายที่จะสกัดกั้นเงินเฟ้อที่สูงขึ้น โดยธนาคารปรับเพิ่มคาดการณ์การขยายตัวของเงินเฟ้อในปีงบประมาณ 2553 เป็น 6.0% จากเดิม 5.5% และได้คงสัดส่วนการสำรองเงินสดของธนาคารพาณิชย์ไว้ที่ระดับ 6.0% ซึ่งสอดคล้องกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้
ทั้งนี้ ธนาคารกลางอินเดียระบุว่า เศรษฐกิจภายในประเทศมีแนวโน้มขยายตัว 8.5% ในปีนี้ ซึ่งมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ว่าจะขยายตัว 8.5% เนื่องจากภาคการผลิตขยายตัวมากกว่าที่คาดการณ์ไว้
อย่างไรก็ตาม ธนาคารกลางอินเดียกังวลว่า ภาวะซบเซาของเศรษฐกิจโลกอาจทำให้มูลค่าการค้าโลกหดตัวลง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตและภาคบริการของอินเดีย และที่น่ากังวลมากกว่านั้นคือ อาจทำให้นักลงทุนต่างชาติถอนฐานการลงทุนออกจากอินเดีย ซึ่งจะส่งผลให้เม็ดเงินทุนไหลเข้าที่จำเป็นต่อการลดยอดขาดดุลบัญชีเดินสะพัดนั้น หดตัวลงด้วย
รมว. คลังจีนเผยใช้นโยบายการคลังเชิงรุกต่อไป
เซียะ ซูเหริน รัฐมนตรีกระทรวงคลังจีน เปิดเผยว่า จีนจะยังคงใช้นโยบายการคลังเชิงรุกต่อไปในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ โดยมุ่งเน้นไปที่การเร่งปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ
นอกจากนี้ ทางกระทรวงยังได้ขอให้รัฐบาลระดับท้องถิ่นให้ความใส่ใจเพิ่มขึ้นในการปรับปรุงคุณภาพสินค้า และประสิทธิภาพในภาคอุตสาหกรรม
นายเซียะกล่าวว่า จีนจะปรับปรุงนโยบายด้านการกำกับดูแลในระดับมหภาคให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของระบบเศรษฐกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ ด้วยการจัดทำนโยบายให้มีความยืดหยุ่นและตรงประเด็นมากขึ้น
สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า รมว.คลังกล่าวต่อไปว่า จีนจะยังคงกระตุ้นดีมานด์ภายในประเทศต่อไปในช่วงครึ่งปีหลัง โดยเฉพาะการบริโภค และจะผลักดันให้มีการใช้ระบบและโครงการที่เกี่ยวกับค่าจ้างขั้นต่ำในรูปแบบที่ดีกว่าเดิม เช่น แผนการซื้อเครื่องใช้ภายในบ้านซึ่งได้รับเงินอุดหนุนในพื้นที่ชนบท ตลอดจนนโยบายการเปลี่ยนรถ
กระทรวงการคลังยังขอให้มีการสนับสนุนด้านการเงินแก่ภาคการผลิตทางการเกษตร นวัตกรรมด้านเทคโนโลยี และการประหยัดพลังงาน โครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมทั้งการบรรเทาภัยพิบัติอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ รายได้ของรัฐบาลจีนในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ เพิ่มขึ้น 27.6% แตะ 4.33 ล้านล้านหยวน (6.40 แสนล้านดอลลาร์) ส่วนรายจ่ายของรัฐในช่วงครึ่งปีแรกเพิ่มขึ้น 17% แตะ 3.38 ล้านล้านหยวน
UAE ชี้ “แบล็กเบอร์รี่” เป็นภัยคุกคามความมั่นคง
รัฐบาลสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ระบุว่า สมาร์ทโฟนแบล็กเบอร์รี่ ของบริษัทรีเสิร์ช อิน โมชั่น จากแคนาดา เป็นอุปกรณ์ที่อาจเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศ เนื่องจากข้อมูลผู้ใช้ถูกเก็บบันทึกในต่างประเทศ ซึ่งอยู่นอกเหนือขอบเขตทางกฎหมายของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และเป็นเรื่องที่ยากต่อการตรวจสอบ
ลูซี่ โมริลลอน หัวหน้าฝ่ายสื่อรูปแบบใหม่ (new media) ขององค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน (Reporters Without Borders) ซึ่งติดตามความพยายามของรัฐในการควบคุมการใช้งานสมาร์ทโฟน กล่าวว่า เนื่องจากเซิร์ฟเวอร์คอมพิวเตอร์ของ รีเสิร์ช อิน โมชั่น อยู่นอกประเทศ ทำให้บริษัท RIM สามารถปฏิเสธข้อเรียกร้องจากทางการเกี่ยวกับการตรวจสอบข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้งาน ซึ่งเจ้าหน้าที่จะไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ ต่างจากการตรวจสอบข้อมูลของผู้ให้บริการภายในประเทศ
ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวดังกล่าวได้สร้างความกังวลเกี่ยวกับความพยายามของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ในการควบคุมการแพร่กระจายของข้อมูลข่าวสารในประเทศแถบภูมิภาคอ่าว รวมถึงเมืองที่เป็นศูนย์กลางทางธุรกิจอย่างดูไบ และพื้นที่ที่มีแหล่งน้ำมันอุดมสมบูรณ์อย่างกรุงอาบูดาบี
กรณีนี้ทำให้เจ้าหน้าที่รัฐบาลได้เร่งการตรวจสอบเว็บไซต์และสื่อรูปแบบอื่นๆ ที่เล็งเห็นว่าอาจเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศ
ด้านหน่วยงานกำกับดูแลด้านสื่อสารโทรคมนาคมของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์แสดงความกังวลว่า รูปแบบข้อมูลที่แบล็กเบอร์รี่จัดเก็บนั้นอาจปูทางให้มีผู้นำไปใช้งานในทางที่ผิด ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงภายใน รวมถึงสร้างความเสียหายทางสังคมและกระบวนการยุติธรรม
สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ไม่ใช่ประเทศแรกที่แสดงความกังวลเกี่ยวกับความไม่ปลอดภัยของการใช้งานแบล็กเบอร์รี่ โดยก่อนหน้านี้ รัฐบาลบาห์เรนได้ออกมาแสดงความกังวลเรื่องการใช้ข้อมูลของแบล็กเบอร์รี่ไปครั้งหนึ่งแล้ว
การเตือนเรื่องการใช้ข้อกฎหมายกับผู้ใช้งานแบล็กเบอร์รี่ที่แบ่งปันข้อมูลในประเทศผ่านโปรแกรมการสนทนาบนอุปกรณ์ดังกล่าว เช่นเดียวกับรัฐบาลอินเดียซึ่งวิตกว่าประเทศจะตกอยู่ในความเสี่ยงเช่นกัน
ผู้ให้บริการมือถือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทำรายได้จากบริการข้อมูลได้มากขึ้น
บริษัทที่ปรึกษาด้านโทรคมนาคม ระบุว่า บริการข้อมูลจะเป็นตัวทำรายได้สำคัญให้แก่บริษัทโทรศัพท์เคลื่อนที่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เนื่องจากการจดทะเบียนใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ขยายตัวถึงจุดอิ่มตัวแล้ว
รายงานของฟรอตส์แอนด์ซัลลิแวน คาดว่าภายในสิ้นปี 2558 การใช้บริการข้อมูล เช่น โมบายล์บรอดแบนด์ จะครองส่วนแบ่ง 40.4% หรือเท่ากับ 12,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 409,200 ล้านบาท) ในรายได้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้ให้บริการโทรคมนาคมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เพิ่มขึ้นอย่างมากจากร้อยละ 27.8 เมื่อปีก่อน
ขณะที่บริการโทรและส่งข้อความสั้นแบบเดิม ๆ จะไม่ทำรายได้ให้มากมายเหมือนเดิมอีกแล้ว แม้แต่ในตลาดกำลังพัฒนาอย่างกัมพูชาและเวียดนาม
รายงานระบุว่า ปีที่แล้วตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 7 แห่ง คือ สิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม กัมพูชา อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และไทย มีผู้จดทะเบียนใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่รวมทั้งหมด 489 ล้านคน บางประเทศอย่างสิงคโปร์และมาเลเซียอัตราการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่เกิน 100% แล้ว จึงเป็นโอกาสทองของผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่จะทำเงินจากบริการข้อมูล เช่น โมบายล์บรอดแบนด์
ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐฯที่ประกาศออกมาเมื่อวานนี้ (อังคารที่ 27 ก.ค. 53) • ดัชนีราคาบ้าน S&P/Case-Shiller (พ.ค.) ปรับขึ้น 4.6% จากช่วงเดียวกันในปีก่อนหน้า • ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (ก.ค.) อยู่ที่ระดับ 50.4 จุด (ลดลงจากเดือนก่อนหน้า)
ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐฯที่จะประกาศออกมาวันนี้ (พุธที่ 28 ก.ค. 53) • ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทน (มิ.ย.) โดย กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ • ตัวเลขน้ำมันสำรองประจำสัปดาห์ โดย EIA • รายงาน Beige Book โดย ธนาคารกลางสหรัฐฯ
ติดตาม Money Wake up ทุกวันจันทร์ - ศุกร์ เวลา 6.00 น. ออกอากาศซ้ำเวลา 11.00 น. ทาง Money Channel
| Posted on Wednesday, July 28, 2010 (Archive on Wednesday, August 04, 2010) Posted by host Contributed by suchitra
| | อ่านข่าวทั้งหมด |
|
|
|