|
|
Sunday, September 05, 2010
|
|
|
|
|
Nokia เผยกำไรไตรมาส 2/53 ดิ่ง หลังถูก iPhone รุกหนัก
Posted on Friday, July 23, 2010 |
Nokia เผยกำไรไตรมาส 2/53 ดิ่ง หลังถูก iPhone รุกหนัก
ผู้ผลิตมือถือรายใหญ่ที่สุดของโลก อย่าง Nokia กำลังถูกเบียดที่นั่งแชมป์จากคู่แข่งแรงไม่ตก ซึ่งก็คือ บริษัท Apple ที่ปฏิวัติวงการสื่อสารไร้สายด้วยโทรศัพท์ iPhone
สถานการณ์ดังกล่าวฟ้องออกมาภายหลังจาก Nokia รายงานกำไรไตรมาสสองที่ดิ่งลงถึง 40% และแย่กว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ขณะที่ยอดขายขยับขึ้นไปไม่ถึง 1%
บริษัทมือถือจากฟินแลนด์รายนี้เพิ่งทำการปรับลดคาดการณ์รายได้และมาร์จิ้นไปเมื่อเดือนที่แล้ว ซึ่งไม่น่าประหลาดใจมากเท่าไหร่นักที่มาร์จิ้นของ Nokia ตกอยู่ในสภาพย่ำแย่ เมื่อบริษัทประสบกับความล้มเหลวในการพลิกกลยุทธ์ด้วยการนำผลิตภัณฑ์ high-end ตัวใหม่ส่งเข้าลุยในตลาดเพื่อเฉือนกับ iPhone
Nokia หั่นคาดการณ์อัตรากำไรลงถึงสองครั้งแล้วภายในเวลาเพียงสามเดือน จากความล้มเหลวที่ต้องชะลอการส่งมอบซอฟท์แวร์สำหรับผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ อย่าง N8 นอกจากนี้ การที่ส่วนแบ่งตลาดของ Nokia หดหายไปถึงสองในสามนับตั้งแต่โลกรู้จัก iPhone จากค่าย Apple มาตั้งแต่ปี 2550 ก็กำลังเขย่าเก้าอี้นาย Olli-Pekka Kallasvuo CEO ของ Nokia อยู่ในตอนนี้
นักวิเคราะห์ของ Morgan Stanley บอกว่า Nokia จำเป็นที่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์เพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ซึ่งอาจจะใช้เวลานานตั้งแต่ 6-12 เดือนกว่าที่ทุกอย่างจะลงตัว แต่ถ้าหากบริษัทยังดื้อดึงทำตามแผนเดิม ก็อาจจะเห็นตัวเลขมาร์จิ้นดำดิ่งลงไปอยู่เป็นตัวเลขหลักเดียว ซึ่งนั่นก็เท่ากับการที่ราคาหุ้นในตลาดอาจจะร่วงลงไปได้อีกถึง 40% เลยทีเดียว
นายกฯ เยอรมันเชื่อมั่นผล “Stress Test”
นายกรัฐมนตรีเยอรมนี โต้เสียงวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการทดสอบภาวะวิกฤตของธนาคารยุโรปก่อนที่จะมีการเปิดเผยผลการทดสอบ
นางแองเกล่า แมร์เคล นายกรัฐมนตรีเยอรมนี กล่าวว่า บททดสอบที่คณะกรรมการกำกับดูแลภาคการธนาคารของสหภาพยุโรป (CEBS) นำมาใช้กับธนาคารยุโรปนั้น มีความสอดคล้องกับสถานการณ์ที่เป็นจริงและน่าเชื่อถือได้
CEBS จะเปิดเผยผลการทดสอบภาวะวิกฤตของธนาคาร 91 ทั่วยุโรปในวันศุกร์ที่ 23 ก.ค.นี้ เพื่อประเมินว่าธนาคารเหล่านี้จะสามารถรับมือกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้หรือไม่ แต่นักวิเคราะห์บางคนตั้งคำถามว่าการทดสอบดังกล่าวอาจจะไม่รัดกุมมากพอที่จะกอบกู้ความเชื่อมั่นของประชาชนได้
นางแมร์เคลกล่าวว่า การทดสอบภาวะวิกฤตในครั้งนี้มีขึ้นหลังจากกลุ่มผู้นำยุโรปตกลงให้ความช่วยเหลือกรีซตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา และมีมติจัดตั้งกองทุนฉุกเฉินมูลค่าเกือบ 1 ล้านล้านดอลลาร์เพื่อฟื้นฟูเสถียรภาพด้านการเงินในกลุ่มยูโรโซน โดยรัฐบาลในประเทศยุโรปนำเงินดังกล่าวไปใช้ในการไถ่ถอนพันธบัตรที่ธนาคารพาณิชย์ถือครองอยู่
นางแมร์เคลคิดว่าบททดสอบที่นำมาใช้มีความสอดคล้องกับสถานการณ์ที่เป็นจริง และเงื่อนไขของการทดสอบก็เป็นเงื่อนไขที่ธนาคารจะเผชิญจริงๆในอนาคต
CEBS ระบุว่า แนวทางการทดสอบหลักๆนั้น ครอบคลุมถึงขีดความสามารถในการรับมือกับตัวเลขขาดทุน 17% ที่เกิดจากปัญหาหนี้สาธารณะของรัฐบาลกรีซ และตัวเลขขาดทุน 3% ที่เกิดจากหนี้สาธารณะของสเปน โดยเจ้าหน้าที่จะจำลองวิธีการรับมือของธนาคารต่อแรงกดดันทางการเงิน ต่อเงินกู้ และสินทรัพย์อื่นๆในยามที่เศรษฐกิจถดถอย
นักวิเคราะห์คาดว่า ธนาคารยุโรปทั้ง 91 แห่งจะผ่านการทดสอบในครั้งนี้ แต่ก็ยังไม่สามารถพิสูจน์ความน่าเชื่อถือของธนาคารเหล่านี้ได้ และเชื่อว่าธนาคารอาจจำเป็นต้องระดมทุนทั้งจากนักลงทุนและรัฐบาล
หนังสือพิมพ์ Handelsblatt ของเยอรมนีรายงานว่า ไฮโป เรียลเอสเตท โฮลดิ้ง ซึ่งเป็น 1 ใน 14 ธนาคารของเยอรมนีที่เข้ารับการทดสอบในครั้งนี้ อาจจะไม่ผ่านการทดสอบ โดยไฮโป เรียลเอสเตท ประสบปัญหาด้านการเงินอย่างหนักจนทำให้รัฐบาลเยอรมนีต้องเข้าเทคโอเวอร์กิจการ ซึ่งช่วยให้กิจการของธนาคารดีขึ้นเป็นลำดับ
แต่ถึงกระนั้นก็ตาม สถานะทางการเงินของไฮโป เรียลเอสเตท ยังอยู่ในขั้นที่ต้องระดมทุนเพิ่ม อย่างไรก็ตาม โฆษกของไฮโป เรียลเอสเตท ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นต่อรายงานคาดการณ์ดังกล่าว ขณะที่นางแมร์เคลกล่าวถึงเรื่องนี้ว่า "ยังไม่ทราบผล stress test มีแต่คนอื่นที่พูดว่าได้ยินมาอย่างโน้นอย่างนี้ แต่สิ่งที่ทราบมาก็คือ ไฮโป เรียลเอสเตท ยังคงมีสภาพคล่องหมุนเวียนที่ดี"
บริษัทผู้ถือหุ้นบ่อน้ำมันของบีพีปฏิเสธร่วมรับผิดเหตุน้ำมันรั่ว
นาโอกิ อิชิอิ ประธานบริษัท MOEX Offshore 2007 LLC ในเครือบริษัท Mitsui Oil Exploration Co. ของญี่ปุ่น ระบุในแถลงการณ์ที่แถลงต่อสภาคองเกรสในวานนี้ว่า บริษัทน้ำมันบีพีต้องรับผิดชอบจ่ายค่าเสียหายทั้งหมดจากเหตุน้ำมันรั่วไหลในอ่าวเม็กซิโกแต่เพียงผู้เดียว
นายอิชิอิยืนยันว่าบริษัท MOEX Offshore ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายย่อยในบ่อน้ำมันของบีพี จะไม่จ่ายค่าชดเชยความเสียหายที่เกี่ยวข้องกับการรั่วไหลของน้ำมัน ซึ่งสอดคล้องกับที่บีพีเปิดเผยไปก่อนหน้านี้ว่า MOEX Offshore รวมถึงผู้ถือหุ้นรายย่อยอย่างบริษัท Anadarko Petroleum Corp. ของสหรัฐอเมริกา ปฏิเสธข้อเรียกร้องของบีพีที่ขอให้ช่วยแบกรับค่าเสียหายบางส่วน
นายอิชิอิ ซึ่งเป็นประธานบริษัท MOEX ระบุในแถลงการณ์ว่า "โดยปกติแล้วผู้บริหารโครงการซึ่งในกรณีนี้คือบีพี ต้องรับผิดชอบทุกแง่มุมของการดำเนินการขุดเจาะน้ำมัน ซึ่งรวมถึงการรั่วไหลของน้ำมันและการจ่ายค่าเสียหายจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
นอกจากนี้เขายังกล่าวต่อไปว่า "ทางบริษัทจะขอสละสิทธิ รวมถึงผลประโยชน์ทุกอย่างที่อาจได้รับจากการดักจับน้ำมัน" และบริษัทยังเห็นว่าเงินที่ได้จากการขายน้ำมันที่ดักจับได้ควรนำไปชดเชยให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น รวมถึงนำไปฟื้นฟูแหล่งธรรมชาติรอบอ่าวเม็กซิโก"
ซิตี้กรุ๊ปคาดเศรษฐกิจจีนชะลอ ขณะจีนย้ำชัดคงนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ
ซิตี้กรุ๊ปได้ออกรายงานประเมินเศรษฐกิจรายเดือนเมื่อวานนี้ โดยซิตี้ กรุ๊ปประเมินเศรษฐกิจจีนในปี 2553 นี้ จะเติบโตเพียง 9.5% ซึ่งเป็นการปรับลดประมาณการลง 1% จาก 10.5% ในการประเมินครั้งที่ผ่านมา (23 มิ.ย.) หลังจากที่สัญญานการชะลอตัวของเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 2
นอกจากนี้ยังปรับลดประมาณการณ์เศรษฐกิจของปีหน้าลง 0.5% ด้วย โดยปรับลดจาก 9.3% เหลือ 8.8% รวมทั้งยังมองแรงกดดันด้านเงินเฟ้อจะลดลง เพราะได้มีการปรับลดคาดการณ์เงินเฟ้อของจีนในปีหน้าลง 1% เหลือเพียง 3.6% ในปี 2011
ขณะที่ ศูนย์สารนิเทศแห่งชาติของจีน (SIC) คาดการณ์ว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของจีนในปีนี้จะขยายตัว 9.5% เช่นกัน
หู จิ่นเทา ประธานาธิบดีจีน กล่าวว่า รัฐบาลควรดำเนินนโยบายการคลังเชิงรุก และนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายปานกลาง ซึ่งใช้อยู่ในปัจจุบันต่อไปในช่วงครึ่งหลังของปี เพื่อให้มั่นใจว่าเศรษฐกิจจะพัฒนาอย่างมั่นคงและค่อนข้างรวดเร็ว
นายหู ซึ่งดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกลางของพรรคคอมมิวนิสต์จีน มีถ้อยแถลงดังกล่าวระหว่างการประชุมสัมมนาซึ่งจัดขึ้นที่กรุงปักกิ่งเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ซึ่งผู้ร่วมงานประกอบด้วยตัวแทนจากพรรคอื่นๆที่ไม่ใช่พรรคคอมมิวนิสต์ รวมถึงสหพันธ์อุตสาหกรรมและการค้าทั่วประเทศจีน (ACFIC) และคนดังที่ไม่ฝักใฝ่พรรคใด
สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า สมาชิกถาวรประจำกรมการเมืองของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนท่านอื่นๆ ซึ่งประกอบด้วย เหวิน เจียเป่า, เจีย ชิงหลิน, ซี จินผิง, หลี่ เคเชียง ก็มาร่วมงานนี้ด้วย
นายหูกล่าวว่า"ควรตระหนักถึงความเสี่ยงและความท้าทายทางเศรษฐกิจที่ประเทศกำลังเผชิญให้มากกว่านี้ และควรยึดนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลกลางอย่างเข้มงวด เพื่อให้มั่นใจว่าเศรษฐกิจจะพัฒนาอย่างยั่งยืนและค่อนข้างรวดเร็ว"
แรงงานจีนยังขอขึ้นค่าแรง ส่งเอกชนขึ้นราคาสินค้า
ฟอกซ์คอนน์ เทคโนโลยี กรุ๊ป ผู้ผลิตไอโฟนและอุปกรณ์ไอทีให้กับบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกเตรียมปรับขึ้นราคาสินค้า เพื่อชดเชยรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น หลังจากที่บริษัทได้ประกาศขึ้นค่าแรงให้กับพนักงานที่ทำงานในโรงงานของฟอกซ์คอนน์ทางตอนใต้ของจีน
รองประธานบริษัทหง ไห่ พรีซิชั่น อินดัสทรี ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของฟอกซ์คอนน์ในไต้หวันกล่าวในการแถลงข่าวว่า บริษัทจะปรับขึ้นราคาสินค้า แต่การปรับขึ้นราคาสินค้านั้น ก็จะแตกต่างกันไปตามสินค้าแต่ละชนิด เมื่อเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา ฟอกซ์คอนน์ประกาศขึ้นค่าแรงให้กับลูกจ้างในจีน 2 ครั้ง
ฟอกซ์คอนน์จ่ายเงินเดือนขั้นต่ำเพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่าที่ 2,000 หยวนให้กับลูกจ้างของโรงงานทางตอนใต้ของจีนที่เป็นฐานการผลิตไอโฟน ไอแพด และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของบริษัทชื่อดังอย่างแอปเปิล และฮิวเลตต์-แพคการ์ด
ทั้งนี้ การปรับขึ้นค่าแรงของฟอกซ์คอนน์มีขึ้นหลังจากที่ลูกจ้างในโรงงานที่เสิ่นเจิ้นฆ่าตัวตายไป 10 ราย ซึ่งกลุ่มนักเคลื่อนไหวในตลาดแรงงานชี้ว่า การฆ่าตัวตายครั้งนี้เป็นผลมาจากแรงกดดันด้านสภาพการทำงานท่ามกลางพนักงานที่ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันกว่า 300,000 คน
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า แรงงานชาวจีนต้องการค่าตอบแทนและบรรยากาศการทำงานที่ดีขึ้นท่ามกลางการขยายตัวของเศรษฐกิจจีนในช่วงที่ผ่านมา
ขณะที่บริษัทต่างชาติอย่างฟอกซ์คอนน์ที่พึ่งพาแรงงานราคาถูกในจีนกำลังพบกับความยากลำบากในการเปิดรับพนักงานและดูแลพนักงานที่ทำงานกับบริษัท
ขณะที่สถานการณ์การประท้วงเพื่อเรียกร้องค่าแรงในจีนก็ยังไม่ดีขึ้น เพราะคนงานโรงงานอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของญี่ปุ่น ซึ่งตั้งอยู่ในมณฑลกวางตุ้งของจีน ได้พากันผละงานประท้วงตั้งแต่กลางสัปดาห์ เพื่อเรียกร้องให้นายจ้างขึ้นค่าแรงอย่างน้อย 40% ของเงินเดือนปัจจุบันซึ่งอยู่ราว 1,270 หยวน หรือราว 6,054 บาท
ขณะที่พนักงานบางรายต้องการให้ขึ้นค่าจ้าง 500 หยวน หรือราว 2,383 บาทต่อเดือน และมีบางรายที่ต้องการให้ขึ้นเงินเดือนถึง 800 หยวน หรือราว 3,814 บาท การประท้วงดังกล่าวเป็นการผละงานประท้วงครั้งล่าสุดของแรงงานชาวจีน โดยก่อนหน้านี้แรงงานชาวจีนที่ทำงานให้กับโรงงานของญี่ปุ่นได้ผละงานประท้วงหลายครั้งเพื่อเรียกร้องให้นายจ้างขึ้นเงินเดือนให้เหมาะสมกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจของจีน
มาเลเซียชี้อาหารปลอดภัยกำลังเป็นที่ต้องการของตลาด
นอห์ โอมาร์ รัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตรมาเลเซีย กล่าวว่า มาเลเซียต้องให้ความสำคัญกับอาหารที่มีประโยชน์และปลอดภัย เนื่องจากอาหารที่มีประโยชน์และปลอดภัยกำลังเป็นที่ต้องการจากทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ
นายโอมาร์กล่าวว่า ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกซึ่งมีประชากร 4,200 ล้านคน มีการบริโภคอาหารรายปีสูงสุดในโลก และคาดว่าจำนวนประชากรจะเพิ่มขึ้นแตะ 4,800 พันล้านคนในปี 2568
นายโอมาร์ กล่าวว่า "ปัจจุบันประชากรโลกใส่ใจในเรื่องสุขภาพมากขึ้น พวกเขาต้องการอาหารที่มีประโยชน์และปลอดภัยได้มาตรฐานระดับโลก ดังนั้นนี่จึงเป็นโอกาสสำคัญในการพัฒนาวิธีผลิตอาหารใหม่ๆ เพื่อรองรับความต้องการดังกล่าว"
นอกจากนั้นเขายังกล่าวว่าผู้ประกอบธุรกิจในอุตสาหกรรมอาหารมาเลเซียควรเน้นผลิตน้ำผลไม้จากธรรมชาติ ชาสมุนไพร ยาสมุนไพร อาหารออร์แกนิก ผลิตภัณฑ์นมไขมันต่ำ เนื้อสีขาว และอาหารทะเล ซึ่งมาเลเซียมีเทคโนโลยีในการผลิตและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารเหล่านี้พร้อมแล้ว ขาดแต่เพียงวัตถุดิบเท่านั้น
ทั้งนี้ นายโอมาร์มีถ้อยแถลงดังกล่าวระหว่างงานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มนานาชาติมาเลเซียครั้งที่ 11 ซึ่งจัดขึ้นที่มาเลเซียระหว่างวันที่ 22-24 กรกฎาคม โดยบูธแสดงสินค้ากว่า 600 บูธของผู้ร่วมงานจาก 25 ประเทศทั่วโลกจะนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการด้านอาหารและเครื่องดิ่มใหม่ล่าสุด
ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐฯที่ประกาศออกมาเมื่อวานนี้ (พฤหัสบดีที่ 22 ก.ค. 53) • ตัวเลขการขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ 464,000 ราย • ยอดขายบ้านมือสอง (มิ.ย.) 5.37 ล้านยูนิต ลดลง 5.1% จากเดือนก่อนหน้า • ดัชนีชี้นำเศรษฐกิจ (มิ.ย.) ลดลง 0.2% จากเดือนก่อนหน้า
ติดตาม Money Wake up ทุกวันจันทร์ - ศุกร์ เวลา 6.00 น. ออกอากาศซ้ำเวลา 11.00 น. ทาง Money Channel
| Posted on Friday, July 23, 2010 (Archive on Friday, July 30, 2010) Posted by host Contributed by suchitra
| | อ่านข่าวทั้งหมด |
|
|
|