|
|
Friday, September 10, 2010
|
|
|
|
|
นโยบายโอบามาสร้างงานแล้ว 3.6 ล้านตำแหน่งผ่านการกระตุ้นเศรษฐกิจ
Posted on Friday, July 16, 2010 |
นโยบายโอบามาสร้างงานแล้ว 3.6 ล้านตำแหน่งผ่านการกระตุ้นเศรษฐกิจ
ทำเนียบขาวเผยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของประธานาธิบดีบารัค โอบามา ช่วยสร้างงานเพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 3.6 ล้านตำแหน่ง
รายงานรายไตรมาสของโจ ไบเดน รองประธานาธิบดีสหรัฐ และ คริสตินา โรเมอร์ ประธานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจ ระบุว่า ร่างกฎหมายฟื้นฟูเศรษฐกิจมูลค่า 787,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งโอบามาลงนามเป็นกฎหมายเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปีที่แล้ว ได้ช่วยให้เศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวกลับมาอีกครั้ง
ทำเนียบขาวระบุว่า ณ ไตรมาส 2/53 มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ก่อให้เกิดการจ้างงานราว 2.5 - 3.6 ล้านตำแหน่ง ขณะที่โรเมอร์คาดการณ์ว่า มาตรการดังกล่าวกระตุ้นให้เศรษฐกิจขยายตัวราว 2.7-3.2%
อย่างไรก็ตาม อัตราว่างงานของสหรัฐซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 9.5% มีแนวโน้มว่าจะดีดตัวขึ้นอีกในช่วงเวลาที่เหลือของปีนี้ โดยนับตั้งแต่เศรษฐกิจสหรัฐเข้าสู่ภาวะถดถอยเมื่อเดือนธันวาคมปี 2550 มีชาวอเมริกันตกงานแล้ว 8 ล้านคน และจนถึงตอนนี้มีผู้ว่างงานรวม 15 ล้านคน
ผลสำรวจล่าสุดของเอบีซี นิวส์ ซึ่งได้รับการเปิดเผยเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ระบุว่าประชาชนชาวอเมริกันกำลังขาดความเชื่อมั่นในนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยมีผู้ตอบแบบสอบถามเพียง 43% ที่เห็นด้วยกับวิธีที่โอบามาใช้รับมือปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ
GE อัดงบ R&D เพิ่ม หวังดันธุรกิจโตต่อ
General Electric ประกาศกร้าวอัตราการเติบโตของบริษัทนับจากนี้ขึ้นอยู่กับการวางสินค้าเทคโนโลยีที่ถูกต้องและเหมาะสมกับตลาด
นาย Jeffry Immelt ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของบริษัท General Electric (GE) ยักษ์ใหญ่ในวงการอุตสาหกรรมออกมาเปิดวิสัยทัศน์ด้วยการบอกว่า อัตราการเติบโตของบริษัทนับจากนี้ขึ้นอยู่กับการวางสินค้าเทคโนโลยีที่ถูกต้องและเหมาะสมกับตลาด ไม่ว่าจะเป็นเครื่องกังหันลม ไปจนถึงเครื่องทดสอบการรักษาโรคมะเร็ง หรือแม้แต่เครื่องยนต์ที่เปลี่ยนมูลวัวให้กลายเป็นพลังงาน
CEO วัย 54 กล่าวกับสื่อว่า เขาเชื่อในการลงทุนที่มากขึ้นเป็นสิ่งที่จำเป็นในการขับเคลื่อนให้ธุรกิจโตต่อได้ เพราะนั่นเท่ากับเป็นการสร้างรายได้งานบริการให้เกิดขึ้นอย่างมหาศาลและมีอัตรากำไรหรือมาร์จิ้นที่ดี
GE มีแผนที่จะใช้จ่ายเงิน 20,000 ล้านเหรียญไปกับการพัฒนาเทคโนโลยี จนถึงปี 2012 ส่วนในปีนี้ บริษัทที่มีฐานที่มั่นอยู่ในรัฐคอนเน็คติกัตแห่งนี้ ได้ขยับงบทางด้านงานวิจัยเพิ่มขึ้นอีก 18% และแม้ว่าการเปิดตัวสินค้าทั้งหลายดำเนินไปตามแผน แต่ Immelt ก็ยังอยากจะให้สินค้าของตนเป็นที่ต้องการของตลาดได้โดยเร็วที่สุด เนื่องจากจะนำไปเป็นตัวช่วยชดเชยรายได้ในส่วนของธุรกิจอื่นที่หดหายไป
หลังจากที่ GE ได้ขายหุ้นใหญ่ในธุรกิจของ NBC Universal ไปให้กับบริษัท Comcast ขณะเดียวกัน บริษัทยังได้ลดขนาดธุรกิจของ GE Capital ให้เหลือน้อยกว่า 1 ใน 3 จากที่เคยมีสัดส่วนถึงราวครึ่งหนึ่งเมื่อปี 2007
แม้ว่า GE จะตัดสินใจแนะนำสินค้าตัวใหม่หรือเปลี่ยนรุ่นสินค้าหลักเดิมๆ อย่างเช่น เครื่องยนต์สำหรับเครื่องบิน หรือ การวางโครงข่ายกระแสไฟฟ้าในประเทศต่างๆ แต่ Immelt ก็บอกว่า บริษัทยังมีความเสี่ยงอยู่อีกหลายเรื่อง ซึ่งถ้าหากมีการตัดสินใจที่ผิดพลาดเกิดขึ้น นั่นย่อมหมายถึงการที่อาจถูกคู่แข่งเขี่ยทิ้งออกจากตลาดในทันที จนชื่ออาจหายไปนานหลายสิบปีเลยทีเดียว
GE มีแผนที่จะเพิ่มจำนวนสินค้าขึ้นอีก 30% ในปีนี้เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว และเพิ่มในอัตราเดียวกันสำหรับปี 2554 นี้ด้วย
เยอรมนีลดคาดการณ์ขาดดุลงบฯ เหลือ 4.5%
เยอรมนีปรับลดคาดการณ์ยอดขาดดุลงบประมาณปีนี้ลงมาอยู่ที่ 4.5% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) จากที่คาดการณ์ไว้เมื่อเดือนม.ค.ว่าจะขยายตัวสู่ระดับ 5.5%
นอกจากนี้ เยอรมนีคาดว่า ยอดขาดดุลงบประมาณของประเทศจะปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 3% ของจีดีพี ซึ่งเป็นเพดานขั้นสูงที่สหภาพยุโรป (EU) กำหนดไว้ ได้ในปี 2555ซึ่งเป็นกรอบที่เร็วกว่าเป้าหมายเดิมหนึ่งปี
ล่าสุด กระทรวงการคลังยังได้ตั้งเป้าลดยอดขาดดุลงบประมาณลงเหลือ 2% ภายในปี 2556 อีกด้วย
ทั้งนี้ การลดคาดการณ์ยอดขาดดุลในครั้งนี้เป็นผลมาจากการที่อัตราว่างงานที่อยู่ในระดับปานกลางของเยอรมนีช่วยให้รัฐบาลรับภาระค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการคนว่างงานลดลง ประกอบกับการเก็บภาษีได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยขึ้น ซึ่งปัจจัยดังกล่าวช่วยให้รัฐบาลสามารถชะลอแผนการกู้ยืมเงินได้
ยอดขาย PC ทั่วโลก Q2 พุ่ง 22.4%
IDC ซึ่งเป็นบริษัทวิจัยตลาดไอทีชื่อดังของสหรัฐ เปิดเผยว่า ยอดขายคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (PC) ทั่วโลก พุ่งขึ้น 22.4% ในช่วงไตรมาส 2 ปีนี้ เนื่องจากภาคธุรกิจสั่งซื้อพีซีใหม่เพื่อเปลี่ยนกับเครื่องเก่าที่ใช้งานมานาน
อย่างไรก็ตาม ยอดขายพีซีทั่วโลกในช่วงไตรมาส 2 ยังน้อยกว่าที่มีการคาดการณ์ไว้ในเบื้องต้น อันเนื่องมาจากการชะลอตัวของยอดจำหน่าย PC ในสหรัฐ และภูมิภาคเอเชีย
ลอเรน โลเวิร์ด นักวิเคราะห์ของ IDC กล่าวว่า อุตสาหกรรมพีซีทั่วโลกยังคงขยายตัวได้ค่อนข้างดี เนื่องจากบริษัทที่ระงับการซื้อเทคโนโลยีใหม่ๆในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอยรุนแรงนั้น ได้เริ่มกลับมาซื้อเครื่องพีซีใหม่เพื่อทดแทนเครื่องเก่า ซึ่งหนุนให้ยอดขายพีซีทั่วโลกพุ่งขึ้นในไตรมาส 2
ข้อมูลของ IDC ระบุว่า บริษัทผู้ผลิตพีซีทั่วโลกสามารถจำหน่าย PC รวมกันได้ถึง 81.5 ล้านเครื่องในไตรมาส 2/53 โดยบริษัทฮิวเลตต์-แพคการ์ด (hp) ยังคงทำยอดขายได้เป็นอันดับ 1 ของโลก รองลงมาคือ เดลล์ อิงค์, เอเซอร์ อิงค์, เลอโนโว กรุ๊ป, โตชิบา คอร์ป และอัสซุสเทค คอมพิวเตอร์ อิงค์
ตัวเลขการใช้จ่ายภาคธุรกิจที่เพิ่มขึ้นในสหรัฐทำให้เดลล์แซงหน้าเอเซอร์ขึ้นเป็นบริษัทที่สามารถทำยอดขายพีซีได้เป็นอันดับ 2 ในประเทศ เนื่องจากเดลล์ต้องพึ่งพาภาคธุรกิจ ในขณะที่เอเซอร์ให้ความสนใจกับฐานลูกค้าในกลุ่มผู้บริโภค
ยอดขาย PC ในสหรัฐฯช่วงไตรมาส 2/53 เพิ่มขึ้น 12.6% ซึ่ง hp มาเป็นอันดับ 1 ตามด้วย Dell และ Acer ส่วนอันดับ 4 คือ Apple และอันดับ 5 คือ Toshiba
จีนเผย GDP ช่วงครึ่งปีแรกขยายตัว 11.1%
สำนักงานสถิติแห่งชาติของจีน (NBS) เปิดเผยในวันนี้ว่า ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ช่วงครึ่งปีแรกขยายตัวในอัตรา 11.1% เมื่อเทียบเป็นรายปี และมูลค่าจีดีพีช่วงครึ่งปีแรกอยู่ที่ 17.28 ล้านล้านหยวน หรือ 2.55 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
ส่วน GDP ไตรมาส 2 ของปีนี้ ขยายตัว 10.3% เมื่อเทียบเป็นรายปี ลดลงจากไตรมาสแรกที่ขยายตัว 11.9% เนื่องจากผลกระทบในเชิงบวกของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเริ่มลดน้อยลง
ภาวะชะลอตัวลงของเศรษฐกิจจีนอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกด้วย หากเศรษฐกิจที่ชะลอตัวทำให้ดีมานด์การนำเข้าสินแร่เหล็ก อุปกรณ์เครื่องใช้ในอุตสาหกรรม และสินค้าประเภทอื่น หดตัวลง
ทั้งนี้ แม้เศรษฐกิจจีนจะฟื้นตัวขึ้นอย่างรวดเร็วเนื่องจากรัฐบาลประกาศใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและธนาคารพาณิชย์เพิ่มปริมาณการปล่อยเงินกู้ แต่คณะผู้นำของจีนกังวลว่าสถานการณ์ดังกล่าวอาจทำให้ตัวเลขเงินเฟ้อพุ่งขึ้น และอาจทำให้ธนาคารพาณิชย์ที่บริหารงานโดยรัฐบาลจีนต้องประสบปัญหาเงินกู้หนี้เสีย หลังจากปล่อยเงินกู้จำนวนมากในปีที่แล้ว
นอกเหนือจากตัวเลขจีดีพีแล้ว จีนยังเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจด้านอื่นๆที่สำคัญด้วย รวมถึงยอดค้าปลีกในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ เพิ่มขึ้น 18.2%
ผลผลิตในภาคอุตสาหกรรมของจีนช่วงครึ่งปีแรก ขยายตัว 17.6% ส่วนดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ในเดือนมิ.ย.ปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.9%
ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ในเดือนมิ.ย.ขยายตัว 6.4% และดัชนี PPI ในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ขยายตัวที่ระดับ 6.0% รวมทั้งยอดการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรช่วงครึ่งปีแรกเพิ่มขึ้น 25% สู่ระดับ 11.4187 ล้านล้านหยวน หรือ 1.67 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
ข้อมูลเศรษฐกิจที่มีการเปิดเผยล่าสุดของจีนสะท้อนให้เห็นว่า จีนยังคงแซงหน้าญี่ปุ่นในฐานะประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับ 2 ของโลก รองจากสหรัฐอเมริกา และยังสะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจจีนขยายตัวรวดเร็วกว่าประเทศเพื่อนบ้านในเอเชีย
BOJ คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 0.10%
ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีมติอย่างเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับเดิมที่ 0.10% นอกจากนี้ ธนาคารกลางญี่ปุ่นยังได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การขยายตัวของศรษฐกิจของประเทศในปีงบประมาณ 2553 เป็น 2.6% จากระดับที่ได้มีการคาดการณ์ไว้เมื่อเดือนเม.ย.ที่ 1.8%
ขณะเดียวกัน ธนาคารกลางยังได้คงระดับการประเมินภาวะเศรษฐกิจไว้เท่าเดิม เนื่องจากเศรษฐกิจส่งสัญญาณของการฟื้นตัวในระดับปานกลาง
ธนาคารกลางญี่ปุ่นระบุว่า แนวโน้มของการขยายตัวในปีงบประมาณ 2553 จะสูงขึ้น เนื่องจากการขยายตัวอย่างรวดเร็วในประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ แต่การขยายตัวในปีงบประมาณ 2554 โดยรวมนั้น จะยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปมากนัก
นายมาซาอากิ ชิรากาว่า ผู้ว่าการแบงค์ชาติญี่ปุ่น กล่าวในการแถลงข่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายในวันนี้ว่า ธนาคารยังต้องจับตาความเคลื่อนไหวในตลาดปริวรรตเงินตราและราคาหุ้นต่อไปอย่างระมัดระวัง และมองว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นจะยังคงฟื้นตัวต่อไป แม้ว่าเงินเยนจะแข็งค่าขึ้นและราคาหุ้นจะอ่อนตัวลงจนอาจเป็นแรงกดดันก็ตาม
ขณะที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้เรียกร้องให้ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) เตรียมใช้มาตรการผ่อนปรนทางการเงินมากกว่านี้ หากพิจารณาแล้วว่าเป็นเรื่องที่จำเป็น เพื่อพยุงเศรษฐกิจให้รับมือกับภาวะเงินฝืดได้
IMF ได้ออกแถลงการณ์ภายหลังการประชุมประจำปีร่วมกับรัฐบาลญี่ปุ่นและธนาคารกลางญี่ปุ่นว่า IMF สนับสนุนให้ญี่ปุ่นเตรียมพร้อมที่จะใช้มาตรการผ่อนปรนทางการเงินเพิ่มเติมหากจำเป็น เนื่องจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจยังอยู่ในภาวะที่อ่อนแอ และเศรษฐกิจยังต้องเผชิญกับแรงกดดันจากภาวะเงินฝืดอยู่
นอกจากนี้ IMF ยังกล่าวชื่นชมมาตรการกระตุ้นดีมานด์และส่งเสริมการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลญี่ปุ่นได้นำมาใช้ และขอให้รัฐบาลเดินเรื่องปรับปรุงนโยบายการเงินต่อไป
โตโยต้าปรับคุณภาพรถรุกตลาดจีน
โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ป ผู้ผลิตยานยนต์รายใหญ่สุดของญี่ปุ่น กล่าวว่า การปรับปรุงคุณภาพรถยนต์เป็นประเด็นสำคัญที่สุดในการขยายตลาดในจีน แม้ว่าบริษัทกำลังได้รับแรงกดดันจากการประท้วงของพนักงานก็ตาม
โตโยต้ายืนยันว่าบริษัทจะคุมเข้มคุณภาพในโรงงานทุกแห่งในจีน และจะให้ความสำคัญกับปฏิกิริยาตอบสนองของลูกค้าให้มากขึ้น เพื่อนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพรถยนต์ต่อไป
เอ็ตสึโอะ ฮัตโตริ ตัวแทนของโตโยต้า มอเตอร์ ในจีน กล่าวในการแถลงข่าวระหว่างงานแสดงรถยนต์ 7th China Changchun International Automobile Fair ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองฉางชุน เมืองหลวงของมณฑลจี๋หลิน ระหว่างวันที่ 15-22 กรกฎาคม โดยฮัตโตริ กล่าวว่า "โตโยต้าได้ตั้งคณะกรรมการพิเศษด้านการควบคุมคุณภาพทั่วโลกเพื่อคลายความกังวลของลูกค้าเรื่องการใช้งานรถยนต์"
สำหรับปัญหาพนักงานผละงานประท้วงขอขึ้นค่าแรงหลายต่อหลายครั้งนั้น หลิว เผิง หัวหน้าโฆษกของบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ (ประเทศจีน) อินเวสเมนท์ กล่าวว่า "ในระยะยาวโตโยต้าจะพัฒนาการสื่อสารระหว่างผู้บริหารกับพนักงานให้ดีขึ้น"
โตโยต้าระบุว่า บริษัทเห็นว่าจีนเป็นตลาดที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งมาโดยตลอด โดยบริษัทร่วมทุน 2 แห่งในจีนต่างมียอดขายรถเพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่งในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ โดยบริษัท FAW Toyota Motor มียอดขายพุ่ง 44% เมื่อเทียบเป็นรายปี แตะที่ 240,000 คันในช่วงครึ่งแรกของปี
ขณะที่บริษัท Guangzhou Automobile Group ก็มียอดขายพุ่ง 68% แตะที่ระดับกว่า 130,000 คันในช่วงเวลาเดียวกัน
นายฮัตโตริกล่าวว่าโตโยต้ามีแผนขยายธุรกิจในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีน โดยโรงงานใหม่ที่เกิดจากการร่วมทุนจะเริ่มดำเนินการผลิตได้ในช่วงครึ่งแรกของปี 2555
ทั้งนี้ สมาคมผู้ผลิตยานยนต์แห่งประเทศจีนเปิดเผยว่า ยอดขายรถในจีนขยายตัว 47.67% เมื่อเทียบเป็นรายปี แตะที่ 9.02 ล้านคันในช่วงครึ่งแรกของปี
ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐฯที่ประกาศออกมาเมื่อวานนี้ (พฤหัสบดีที่ 15 ก.ค. 53) • ตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงานรายสัปดาห์ 429,000 ราย • ดัชนีราคาผู้ผลิต หรือ PPI (มิ.ย.) ลดลง 0.5%จากเดือนก่อนหน้า • ผลผลิตภาคอุตสาหกรรม (มิ.ย.) เพิ่มขึ้น 0.1%จากเดือนก่อนหน้า
ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐฯที่จะประกาศออกมาวันนี้ (ศุกร์ที่ 16 ก.ค. 53) • ดัชนีราคาผู้บริโภค หรือ CPI (มิ.ย.) โดยกระทรวงแรงงานสหรัฐฯ • ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (ก.ค.) โดย มหาวิทยาลัยมิชิแกน
ติดตาม Money Wake up ทุกวันจันทร์ - ศุกร์ เวลา 6.00 น. ออกอากาศซ้ำเวลา 11.00 น. ทาง Money Channel
| Posted on Friday, July 16, 2010 (Archive on Friday, July 23, 2010) Posted by host Contributed by suchitra
| | อ่านข่าวทั้งหมด |
|
|
|