|
|
Thursday, July 29, 2010
|
|
|
|
|
EU เล็งตั้งกองทุนการเงินยุโรป EMF อ้างอิงรูปแบบ IMF ช่วยแก้วิกฤติหนี้ยูโรโซน
Posted on Wednesday, March 10, 2010 |
สหภาพยุโรปเล็งตั้ง EMF อ้างอิงรูปแบบ IMF
สหภาพยุโรป (EU) กำลังพิจารณาการจัดตั้งกองทุนความช่วยเหลือ แห่งหนึ่งขึ้นที่อาจจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ในกลุ่ม EU 27 ประเทศ
นายวูลฟ์กัง ชาเออเบิล รัฐมนตรีคลังเยอรมนี เป็นผู้เสนอแนวคิด การจัดตั้งกองทุนการเงินยุโรป (EMF) ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี ยังไม่มีแนวโน้มว่าจะมีการจัดตั้งกองทุนดังกล่าวได้ทันเวลา ในการช่วยเหลือกรีซให้ผ่านพ้นวิกฤติหนี้ ซึ่งสร้างความเสี่ยงต่อความน่าเชื่อถือของยูโรโซน
ขณะเดียวกัน คณะกรรมาธิการกำลังเจรจากับรัฐบาลของประเทศสมาชิกที่ใช้เงินสกุลยูโรเกี่ยวกับแผนการดังกล่าว และตั้งเป้าที่จะหาข้อตกลงเกี่ยวกับรายละเอียดให้ได้ภายในปลายเดือนมิถุนายนนี้
ส่วนในเยอรมนี นายคลีเมนส์ ฟูเอสต์ ซึ่งทำหน้าที่ประธานคณะกรรมการ ที่ปรึกษาทางเทคนิคของกระทรวงการคลัง กล่าวว่า กองทุนการเงินยุโรปจะดำเนิน การได้ ก็ต่อเมื่อกองทุนอนุญาตให้ประเทศต่างๆล้มละลาย และจะต้องมีทางออกสำหรับเรื่องนี้ เพื่อที่ว่าการล้มละลายของ ประเทศหนึ่งๆ จะไม่นำไปสู่วิกฤตการณ์การเงินครั้งใหม่ หรือการเกิดภาวะแบบ เลห์แมนภาค 2
ความคิดในการจัดตั้ง EMF ได้รับการเสนอเป็นครั้งแรกจากนาย แดเนียล กรอส นักเศรษฐศาสตร์ของศูนย์การศึกษานโยบายยุโรป และนาย โธมัส เมเยอร์ นักเศรษฐศาสตร์จากธนาคารดอยช์ แบงก์ โดยพวกเขา กล่าวว่า กองทุนควรจะได้รับเงินสนับสนุนในขั้นต้นจากการกู้ยืมในตลาด และในที่สุดจากการจ่ายเงินสมทบของประเทศที่มีหนี้สินและยอดเกินดุล สูงกว่าเพดานของอียู
ประเทศสมาชิกฝ่ายสังคมนิยมในยุโรปเสนอเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ให้มีการจัดตั้งกองทุนความช่วยเหลือ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของวาณิชธนกิจยุโรป (EIB) ซึ่งเป็นสถาบันให้เงินกู้ของรัฐบาลอียูซึ่งออกพันธบัตรเพื่อระดมเงินสด สำหรับโครงการต่างๆ อาทิ พลังงาน หรือการก่อสร้างทางหลวง
อย่างไรก็ตาม กองทุนการเงินยุโรปอาจได้รับการคัดค้านจาก IMF และสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่มีอิทธิพลอย่างมากใน IMF โดยในระหว่างที่เกิดวิกฤตการเงินเอเชียเมื่อปี 2540 - 2541 ญี่ปุ่นได้เคยผลักดันข้อเสนอให้มีการจัดตั้งกองทุนการเงินเอเชียเช่นกัน แต่ข้อเสนอดังกล่าวมีอันต้องล้มพับไปเนื่องจากถูกคัดค้านจากสหรัฐอเมริกาซึ่งเกรงว่ากองทุนดังกล่าวจะมีวัตถุประสงค์ขัดแย้งหรือทับซ้อนกันกับ IMF
S&P 500 ปิดบวกเล็กน้อย – ครบรอบ 1 ปีจุดต่ำสุดตลาดหุ้น
นักลงทุนตลาดหุ้นสหรัฐฯ ส่งออเดอร์ขายออกมาในช่วงครึ่งหลังการซื้อขาย จากปัจจัยความกังวลที่ยังแวดล้อม ซึ่งรวมถึงความไม่แน่ใจต่อความสามารถชำระหนี้ของประเทศในยุโรปบางประเทศ รวมถึงการที่หลายคนยังเก็งกันว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ อาจจำเป็นที่จะต้องดึงมาตรการกระตุ้นฉุกเฉินออกจากเศรษฐกิจ เมื่อเห็นสัญญาณฟื้นตัวที่ชัดเจนมากขึ้น
และวันนี้ก็ต้องถือเป็นวันครบรอบ 1 ปีพอดี ที่ดัชนี S&P 500 ลงไปแตะระดับต่ำสุดในรอบ 12 ปี ที่ 676 จุด ก่อนที่จะหันหัววิ่งกลับขึ้นมาถึง 69% ในวันนี้
และแม้ว่าดัชนีจะปรับขึ้นมาแรงพอสมควรแล้วก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญบางรายก็ยังเชื่อมั่นว่า มูลค่าหุ้นสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในระดับที่เรียกว่า “ถูก” อยู่ดี ขณะที่ในยามปกติเมื่อเข้าสู่ปีที่ 2 ของสภาวะตลาดขาขึ้น นักลงทุนก็มักจะพยายามเอาชนะปัจจัยกังวลที่มีอยู่ต่างๆ และความกลัวที่ว่าราคาหุ้นจะสูงเกินไปแล้ว
สถานการณ์ดังกล่าว ดูเหมือนจะสอดรับกับสภาวะตลาดเมื่อคืนนี้ ที่ S&P 500 ไต่ขึ้นไปยังระดับสูงสุดที่ 1,145 จุด ซึ่งใกล้เคียงกับสถิติที่เคยทำไว้เมื่อกลางเดือนมกราคมที่ผ่านมา
ขณะที่นักกลยุทธ์การลงทุน ของ Wells Capital Management จาก Minneapolis ประเมินว่า ดัชนีมีโอกาสที่จะเคลื่อนไหวอยู่แถวๆ 1,150 จุด จนกว่าจะได้สัญญาณชัดเจนกว่านี้ ว่าจะไปต่อหรือถูกดึงกลับ ซึ่งการที่ตลาดหุ้นจะวิ่งขึ้นต่อนั้น ยังจำเป็นที่จะต้องมีตัวกระตุ้นที่แรงพอ
สำหรับความคืบหน้าในทริปเยือนสหรัฐฯ 3 วัน ของนายกรัฐมนตรีกรีซ นั้น นาย George Papandreou ก็กล่าวว่า ประธานาธิบดี บารัค โอบามา ได้ให้การสนับสนุนต่อมาตรการที่รัฐบาลตนใช้เพื่อจัดการกับปัญหาวิกฤติการคลังในประเทศ ขณะเดียวกัน ผู้นำสหรัฐฯ ก็ยังมีท่าทีที่ดีต่อความคิดของรัฐบาลประเทศยุโรปที่ต้องการสกัดการเก็งกำไรในตลาด รวมถึงเรื่องที่อยู่ในแผนการพูดคุยกันสำหรับการประชุมกลุ่มประเทศ G20 ที่จะมีขึ้นในคราวต่อไป
หลังการพบปะกับนางฮิลลารี คลินตัน รมว.ต่างประเทศสหรัฐ นายปาปันเดรอูกล่าวว่า กรีซไม่สามารถกู้ยืมในอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่า ที่มีการเรียกเก็บจากประเทศอื่นๆได้ อัตราดอกเบี้ยในการกู้ยืมของกรีซได้พุ่งขึ้นในช่วงหลายเดือน ที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้รัฐบาลต้องดำเนินมาตรการที่จริงจังในการคุมเข้ม งบประมาณ และทำให้นายปาปันเดรอูต้องขอความช่วยเหลือจากประเทศ เพื่อนบ้าน
นอกจากนั้น นาย Papandreou ยังบอกด้วยว่า เขาไม่ได้ขอร้องให้สหรัฐฯ ให้ความช่วยเหลือทางด้านการเงินแต่อย่างใด
ทางโฆษกของประธานาธิบดี โอบามา กล่าวว่า รัฐบาลสหรัฐฯ เชื่อว่าสหภาพยุโรปควรจะมีบทบาทเป็นผู้นำในการจัดการกับปัญหาวิกฤติประเทศกรีซในครั้งนี้
นักวิเคราะห์คาดแบงก์อังกฤษจ่อถูกบีบให้ลดขนาดสินทรัพย์
สถาบันการเงินในประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของยุโรปมีแนวโน้มที่จะต้องเผชิญกับการปรับลดขนาดงบการเงินของตนอยู่อีกมาก
ความเห็นนี้เป็นของนักวิเคราะห์จาก Credit Suisse Group ที่คิดว่าบรรดาธนาคารของประเทศอังกฤษ อาจจำเป็นที่จะต้องทำการลดขนาด balance sheet ของตัวเองลงเป็นจำนวนเงินที่อาจสูงถึง 530,000 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 792,000 ล้านเหรียญ เพื่อที่จะได้เป็นไปตามกฎเกณฑ์ใหม่ทางด้านสภาพคล่องและเงินทุนที่จะต้องถูกกันสำรองไว้
Jonathan Pierce หรือนักวิเคราะห์เจ้าของความเชื่อที่ว่านี้ คิดว่าธนาคารของอังกฤษอาจต้องลดขนาดสินทรัพย์ในงบการเงินที่มีอยู่เดิมลงราว 6 - 18% เนื่องจากการที่ธนาคารทั้งหลายไม่สามารถระดมทุนจำนวน 420,000 – 750,000 ล้านปอนด์ในส่วนที่เป็นเงินทุนระยะยาวก้อนพิเศษที่ภาครัฐต้องการให้กันสำรองไว้
การหดตัวลงของสินทรัพย์จากเหตุดังกล่าวก็หมายถึง การที่กำไรสุทธิจากดอกเบี้ย (Net Interest Income) จะต้องหายไปประมาณ 10 – 25% เลยทีเดียว
Pierce เชื่อว่า แบงก์ที่อังกฤษจะต้องทำการปรับปรุงโครงสร้างงบการเงินของตนในช่วง 3-4 ปีข้างหน้า ซึ่งแน่นอนว่าการปรับแผนออกตราสารต่างๆ เพียงอย่างเดียวอาจจะไม่เพียงพอ จึงจำเป็นที่จะต้องชดเชยด้วยการลดขนาดของงบการเงินโดยรวมอีกเป็นจำนวนมาก
ทางฟากของรัฐบาลอังกฤษ ในตอนนี้ก็กำลังเดินหน้าเพิ่มความเข้มข้นในกฎเกณฑ์ดูแลภาคธนาคาร ด้วยการบีบให้จำกัดการทำธุรกรรมที่มีความเสี่ยงสูง อย่างเช่น การซื้อขายหลักทรัพย์ในพอร์ทการลงทุนของตัวแบงก์เอง และนอกจากนั้น ก็ยังมีความต้องการที่จะให้บรรดาธนาคารทั้งหลายตั้งสำรองเงินทุนให้มากขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงการซ้ำรอยของวิกฤติการเงินที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
ทั้งหมดนี้ก็เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับผู้กำหนดนโยบายและมาตรฐานของภาคธนาคาร อย่าง คณะกรรมาธิการ Basel ด้านการกำกับดูแลธุรกิจธนาคาร ที่ในเดือนธันวาคมปีที่แล้วได้มีการเสนอกฏให้ผู้ปล่อยกู้ถือครองสินทรัพย์ที่มีคุณภาพมากขึ้นและดีกว่าเดิม เพื่อกันไว้ในกรณีฉุกเฉินที่มีความต้องการสภาพคล่องในระยะสั้น
ส่วน 3 ธนาคารในประเทศอังกฤษที่นักวิเคราะห์ Credit Suisse มองว่า จะถูกกระทบหนักที่สุดจากงานนี้ ก็มีชื่อของ Royal Bank of Scotland Group และ Lloyds Banking Group รวมอยู่ด้วย
จีนไม่นำทองคำในทุนสำรองมาลงทุนแบบกระจายความเสี่ยง
นายยี่ กัง รองผู้ว่าการธนาคารกลางจีนและผู้อำนวยการสำนักงานปริวรรตเงินตราแห่งรัฐ (SAFE) กล่าวว่า จีนจะยังไม่นำทองคำในระบบทุนสำรองเงินตราต่างประเทศออกมาลงทุนแบบกระจายความเสี่ยง เนื่องจากราคาทองคำในตลาดโลกยังอยู่ในระดับที่มีความเสี่ยงมาก แม้ว่าราคาทองคำทะยานขึ้นแข็งแกร่งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่ราคาทองก็มีความผันผวนมากเช่นกัน
จีนได้เพิ่มทองคำสำรอง 454 ตัน เป็น 1,054 ตันตั้งแต่ปี 2546 ทำให้จีนกลายเป็นประเทศที่มีทองคำสำรองสูงสุดเป็นอันดับ 5 ของโลก คิดเป็นมูลค่าที่อ้างอิงจากราคาปัจจุบันที่ 37,900 ล้านดอลลาร์ ขณะที่อินเดียและรัสเซียได้เพิ่มทองคำสำรองในปีที่แล้วเช่นกัน
ทั้งนี้ จีนยังไม่มีแนวโน้มที่จะนำทองคำสำรองออกมาลงทุนเพื่อเป็นรายได้หลักในขณะนี้ เนื่องจากตลาดทองคำโลกยังมีขนาดเล็ก ดังนั้นการเข้าซื้อทองคำจะส่งผลให้ราคาทองคำในตลาดโลกพุ่งขึ้นด้วย ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อกลุ่มผู้ซื้อทองคำของจีนเช่นกันปัจจุบันเอกชนของจีนถือครองทองกว่า 3 พันตัน
นอกจากนี้ นายยี่ กัง กล่าวอีกว่า จีนซึ่งเป็นประเทศที่มีทุนสำรองเงินตราต่างประเทศมากที่สุดอันดับหนึ่งของโลกนั้น ยังคงให้ความสำคัญต่อการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯต่อไป ปละยืนยันว่าจะนำมาเรื่องดังกล่าวมาเป็นประเด็นเกมการเมืองระหว่างจีนและสหรัฐฯ
อย่างไรก็ดี สัดส่วนของทุนสำรองเงินตราต่างประเทศของจีนนั้นถือว่าเป็นความลับของประเทศ แต่ก็ยังเป็นสิ่งที่นักวิเคราะห์หลายๆ คนพยายามศึกษาเพราะจะส่งผลกระทบต่อภาพรวมการลงทุนโลกได้
นักวิเคราะห์คาดไต้หวันขึ้นกันสำรองตามจีนคุมสินเชื่อ
ธนาคารกลางไต้หวันอาจเริ่มใช้นโยบายคุมเข้มด้านการเงินตามรอยจีน รวมถึงการสั่งให้ธนาคารพาณิชย์ปรับเพิ่มเพดานสำรองเงินฝากเพื่อควบคุมการขยายตัวของเงินกู้ และบรรเทาความร้อนแรงในภาคอสังหาริมทรัพย์รวมถึงราคาหุ้นที่พุ่งสูงขึ้น
หลังจากที่ได้ปรับลดเพดานกันสำรองเงินสดเป็นครั้งแรกในรอบ 8 ปีไปเมื่อเดือนก.ย.2551
ธนาคารกลางไต้หวันได้ขอให้ธนาคารผู้ปล่อยเงินกู้ยื่นเอกสารที่ระบุถึงข้อมูลด้านการปล่อยเงินกู้จำนองภายในวันที่ 11 มี.ค.นี้ ขณะที่เจ้าหน้าที่กำกับดูแลภาคการเงินขอให้ธนาคารควบคุมกระบวนการปล่อยกู้ให้เข้มงวดมากขึ้นด้วย
ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่กำหนดนโยบายของธนาคารกลางไต้หวันอาจตัดสินใจควบคุมอัตราการขยายตัวของสินเชื่อหลังจากยอดปล่อยกู้จำนองบ้านในเดือนม.ค.พุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 4.93 ล้านล้านดอลลาร์ไต้หวัน ขณะที่ตลาดหุ้นทะยานขึ้นถึง 67% ในปีที่ผ่านมา ซึ่งนอกเหนือจากการควบคุมขั้นตอนการปล่อยเงินกู้แล้ว นักวิเคราะห์คาดว่าธนาคารกลางอาจปรับลดอัตราส่วนวงเงินกู้จำนองต่อมูลค่าหลักประกัน (loan-to-value) ลงเหลือ 70% จากระดับ 80%
นักวิเคราะห์จากซิตี้กรุ๊ปกล่าวว่า ธนาคารกลางไต้หวันอาจมองจีนเป็นแบบอย่างในการใช้มาตรการชะลอความร้อนแรงของราคาสินทรัพย์ โดยในเดือนม.ค.และก.พ.ที่ผ่านมา จีนได้เพิ่มสัดส่วนกันสำรองเงินไปแล้ว 0.50% ซึ่งนับเป็นการเริ่มใช้มาตรการคุมเข้มทางการเงินเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนมิ.ย.2551
ขณะที่นักวิเคราะห์จากสแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ในกรุงไทเปแสดงความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า การปรับขึ้นเพดานกันสำรองเงินจะช่วยลดสภาพคล่องในตลาด ซึ่งเมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในปัจจุบันที่เริ่มฟื้นตัวและมีเสถียรภาพแล้วนั้น ขณะนี้จึงถึงเวลาที่ธนาคารจะพิจารณายกเลิกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจบางรายการออกไป
ทั้งนี้ เอเชียเป็นแกนนำการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจโลกโดยมีออสเตรเลีย จีน อินเดีย และเวียดนามนำร่องในการคุมเข้มมาตรการด้านการเงินเพื่อรับมือกับภาวะเงินเฟ้อและป้องกันภาวะฟองสบู่ โดยไต้หวันมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ 9.2% ในไตรมาสที่ผ่านมา และมีรายงานยอดสั่งซื้อสินค้าส่งออกและมีตัวเลขผลผลิตอุตสาหกรรมที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ในเดือนม.ค.
โตโยต้าชี้ปัญหาคันเร่งไม่ได้เกิดจากระบบอิเล็กทรอนิกส์
บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ได้จัดการทดลองขึ้นต่อหน้ากลุ่มผู้เชี่ยวชาญภายนอก เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าระบบอิเล็กทรอนิกไม่ใช่ต้นตอของปัญหาที่เกิดขึ้นกับคันเร่ง พร้อมกับชี้ว่า ข้อบกพร่องทางด้านเครื่องกลกับคันเร่งความเร็วและพรมปูพื้นเป็นต้นตอของปัญหาที่เกิดขึ้นมากกว่า
คริส เกอร์เกส ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยด้านยานยนต์ของม.สแตนฟอร์ด กล่าวหลังการทดสอบว่า ปัญหานี้จะไม่เกิดขึ้นหากสถานการณ์แวดล้อมทั่วไปอยู่ในภาวะที่ปกติ
โตโยต้าได้จัดการทดสอบรถขึ้นมาหลังจากที่ผู้บริหารโตโยต้าได้เข้าร่วมประชุมกับสภาสภาคองเกรสสหรัฐเมื่อวันที่ 23 ก.พ. เพื่อตอบข้อซักถามเกี่ยวกับปัญหาคันเร่งค้าง
ส่วนเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกับการสอบสวนกรณีความบกพร่องที่เกิดขึ้นกับรถยนต์ของโตโยต้านั้น ล่าสุดนั้น เอดอลฟัส ทาวน์ส ประธานคณะกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎรออกคำสั่งให้ โตโยต้า ในสหรัฐ ส่งมอบสำเนาของบันทึกซึ่งเขียนโดยพนักงานชาวญี่ปุ่นเมื่อปี 2549 เพื่อเตือนผู้บริหารเรื่องความปลอดภัยของรถโตโยต้า
ก่อนหน้านี้หนังสือพิมพ์ในสหรัฐรายงานว่า บันทึกดังกล่าวระบุว่าจุดบกพร่องในรถโตโยต้ามีมากขึ้น แต่ทีมบริหารของโตโยต้ากลับไม่ดำเนินการแก้ปัญหา เนื่องจากทางบริษัทต้องการลดตุนทุนและเร่งกำลังการผลิต
เมื่อข่าวดังกล่าวเผยแพร่ออกไป เอดอลฟัส ทาวน์ส ส่งจดหมายถึงนายโยชิมิ อินาบะ ประธานโตโยต้า มอเตอร์ นอร์ธ อเมริกา อิงค์ ที่มีเนื้อหาใจความว่า “หากฝ่ายบริหารของโตโยต้าเพิกเฉยต่อคำเตือนของพนักงานจริง สิ่งที่โตโยต้าปฏิญาณไว้ก่อนหน้านี้ว่าความปลอดภัยของลูกค้ามาเป็นอันดับหนึ่งก็คงเชื่อถือไม่ได้”
ส่วนความเคลื่อนไหวล่าสุดจากทางโตโยต้าอีกหนึ่งประเด็น ก็คือ สหภาพแรงงานรถยนต์สหรัฐเรียกร้องโตโยต้ายกเลิกแผนการปิดโรงงานที่แคลิฟอร์เนีย
บ็อบ คิง รองประธานสหภาพแรงงานรถยนต์ (UAW) ของสหรัฐได้ยื่นข้อเรียกร้องในระหว่างเข้าพบนายอัตสึชิ นิอิมิ รองประธานโตโยต้าที่สำนักงานใหญ่ที่ตั้งอยู่ที่จังหวัดไอจิ โดยชี้ว่าการปิดบริษัท นิว ยูไนเต็ด มอเตอร์ แมนูแฟคเจอริ่ง (NUMMI) จะส่งผลกระทบต่อการจ้างงานต่อระบบเศรษฐกิจในท้องถิ่นอย่างมาก
ขณะที่โตโยต้ากล่าวว่า บริษัทไม่ต้องการเปลี่ยนแปลงแผนยุติการผลิตในวันที่ 1 เม.ย.นี้
ทั้งนี้ เมื่อเดือนส.ค.ปีที่แล้ว โตโยต้าได้ประกาศเรื่องการตัดสินใจปิดบริษัท NUMMI ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนกับ GM มีพนักงานประมาณ 4,700 ราย ซึ่งอาร์โนลด์ ชวาร์เซเนกเกอร์ ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนียเองก็เคยขอให้โตโยต้ายกเลิกแผนการปิดโรงงานแห่งนี้มาแล้วเช่นกัน
ผลสำรวจเผยแนวโน้มการจ้างงานในสิงคโปร์ยังแข็งแกร่ง
ผลสำรวจแนวโน้มการจ้างงานล่าสุดซึ่งจัดทำโดยบริษัทแมนพาวเวอร์ (Manpower) เปิดเผยว่า นายจ้างในสิงคโปร์ตั้งใจจ้างพนักงานเพิ่มในช่วงไตรมาส 2/53 โดยภาคการบริหารรัฐกิจและการศึกษามีแผนจ้างงานมากที่สุด
28% ของนายจ้างทั้งหมด 700 ราย ซึ่งร่วมตอบแบบสอบถามครั้งนี้เปิดเผยว่าจะจ้างพนักงานเพิ่ม ขณะที่ 4% กล่าวว่าจะลดการจ้างงานลง ส่วนอีก 67% คาดว่าคงไม่มีการเปลี่ยนแปลงจำนวนพนักงาน
เมื่อพิจารณาตามอุตสาหกรรม ภาคส่วนที่คาดว่าจะมีการจ้างพนักงานเพิ่มคือภาคการก่อสร้างและเหมืองแร่ ภาคการเงิน การประกันภัยและอสังหาริมทรัพย์ ภาคค้าส่งและค้าปลีก รวมถึงภาคการผลิตด้วย
ปีเตอร์ แฮ็กลันด์ ผู้จัดการแมนพาวเวอร์ สิงคโปร์ กล่าวว่า นับเป็นไตรมาสที่ 4 ติดต่อกันแล้วที่นายจ้างในสิงคโปร์มีความตั้งใจว่าจะจ้างงานมากขึ้น ซึ่งอาจเป็นตัวบ่งชี้ว่าตลาดแรงงานกำลังกลับเข้าสู่ระดับเดียวกับก่อนเกิดภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอย
ทั้งนี้ เมื่อไตรมาส 4 ปีที่แล้วอัตราว่างงานในสิงคโปร์หดตัวลงแตะระดับ 2.1% หลังจากที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยแตะ 3.4% ในไตรมาส 3
ตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯที่จะประกาศออกมาวันนี้ (พุธที่ 10 มี.ค 2553) • ยอดสินค้าภาคค้าส่ง (ม.ค.) โดย กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ • ตัวเลขสต็อกน้ำมันสำรองประจำสัปดาห์ โดย EIA
ติดตาม Money Wake up ทุกวันจันทร์ - ศุกร์ เวลา 6.00 น. ออกอากาศซ้ำเวลา 11.00 น. ทาง Money Channel
| Posted on Wednesday, March 10, 2010 (Archive on Wednesday, March 17, 2010) Posted by host Contributed by suchitra
| | อ่านข่าวทั้งหมด |
|
|
|