หน้าแรก การรับชม Money Channel ผังรายการ ข้อมูลย้อนหลัง แผนผังเว็บไซต์ เกี่ยวกับสถานี ติดต่อเรา  
+  คณะอนุกรรมาธิการตลาดเงินฯ ร่วมกับ ตลาดหลักทรัพย์ mai ขอเชิญผู้ประกอบการที่สนใจ ร่วมเสวนา “SMEs ก้าวไกล mai ก้าวหน้า” เพื่อให้ความเห็นเกี่ยวกับปัญหาในการระดมทุนปัจจุบัน พร้อมฟังประสบการณ์จากตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ 29 ก.ค. 8.30-13.00 น. ร.ร.มิราเคิลแกรนด์ สำรองที่นั่ง 028319155 ฟรี   +  เชิญร่วมพูดคุยเกี่ยวกับเทคนิคการลงทุนในหุ้น ในเสวนา “ล่าหุ้นห่านทองคำอย่างเซียน” เสาร์ที่ 7 ส.ค.นี้ เวลา 13.30-15.30 น. ณ ห้องสมุดมารวย @ Esplanade ศูนย์การค้า Esplanade รัชดาภิเษก ชั้น 2 ลงทะเบียนฟรีได้ที่ S-E-T Call Center 0 2229 2222  +  เตรียมพร้อมก่อนซื้อขายโกลด์ฟิวเจอร์ส 10 บาท กับสัมมนา “ห้องเรียนการลงทุน 10 Baht Gold Futures Class” พบมุมมองแนวโน้มของราคาทองคำ เรียนรู้กลยุทธ์เด็ด เพื่อการใช้งานจริง 2-19 ส.ค. นี้ที่ อาคารตลาดหลักทรัพย์ฯ สมัครได้แล้วที่ www.set.or.th สอบถาม 0 2229 2222 ฟรี   +  โครงการ “คืนความรู้...สู่ห้องสมุดมารวย” เปิดรับบริจาคหนังสือใหม่ หรือสภาพดี หมวดการเงิน การลงทุน การบริหาร และวรรณกรรม เปิดรับทุกวัน ตั้งแต่วันนี้ – 15 ส.ค.53 เวลา 10.00 - 22.00 น. ณ ห้องสมุดมารวย@Esplanade ชั้น 2 ศูนย์การค้า Esplanade ถ.รัชดาฯ โทร 0-2354-2087   +  ตลท.จัดกิจกรรม YFS 2010 เฟ้นหาสุดยอดคนรุ่นใหม่… บนเส้นทางการเงิน เปิดรับสมัครนักศึกษาระดับป.ตรี ปีที่ 3 ขึ้นไป ถึงป.โท ทุกคณะ ตั้งแต่วันนี้ – 22 ส.ค. 53 ชิงรางวัลรวมกว่า 3.4 ล้านบาท สมัครที่ www.tsi-thailand.org/yfs สอบถาม S-E-T Call center 0-2229-2222  +  การแข่งขัน Young Financial Star Competition 2010 เฟ้นหาสุดยอดคนรุ่นใหม่...บนเส้นทางการเงิน เปิดรับสมัครนิสิต นักศึกษาชั้นปีที่ 3 – ปริญญาโท จากทุกคณะทั่วประเทศแล้ววันนี้ – 22 สิงหาคม 53 ที่ www.tsi-thailand.org/yfs หรือ โทร 0 2229 2222  +  ขอเชิญผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มเข้าร่วมงาน The Future of Food 2010 Insightful Business Trends on The Food & Beverage Industry วันที่ 2-4 พ.ย. 53 ตั้งแต่เวลา 9.00 น. ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ ฯ เซ็นทรัลเวิลด์ ลงทะเบียนติดต่อ โทร 0-2716-1722 ต่อ 800 ดูรายละเอียดเพิ่มเติม   +  สมาชิก Wealth Society by TSI ดูรายละเอียดการเปลี่ยนแปลงการจัดกิจกรรมได้ที่ e-mail ของท่าน หรือwww.tsi-thailand.org/wealth หรือสอบถาม S-E-T Call Center ที่ 0-2229-2222  +  ตลาดอนุพันธ์ประกาศรับสมัครสมาชิกผู้ค้าทองรายใหม่ เพื่อร่วมพัฒนาตลาดโกลด์ฟิวเจอร์ส เปิดรับสมัครตั้งแต่บัดนี้ ถึง 30 ธ.ค.2553 ผู้สนใจสามารถศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการรับสมาชิกของ TFEX ได้ทาง www.tfex.co.th หรือสอบถาม 0-2229-2757  +  กลับมาอีกครั้งกับเกมท้าทายความสามารถด้านการลงทุน SET-TFEX Click2WIN 2010 เกมลงทุนหุ้น- อนุพันธ์ ออนไลน์ พบกับการแข่งขันในภาวะตลาดจริงแบบเรียลไทม์ ลุ้นพิชิตรางวัลรวมกว่าล้านบาท เปิดรับสมัครแล้ววันนี้ ดูรายละเอียด www.settrade.com/click2win หรือ 0 2229 2222 
Thursday, July 29, 2010
Text Size :Small | Medium |Large


  Money Wake Up  



EU เล็งตั้งกองทุนการเงินยุโรป EMF อ้างอิงรูปแบบ IMF ช่วยแก้วิกฤติหนี้ยูโรโซน

Posted on Wednesday, March 10, 2010
สหภาพยุโรปเล็งตั้ง EMF อ้างอิงรูปแบบ IMF

สหภาพยุโรป (EU) กำลังพิจารณาการจัดตั้งกองทุนความช่วยเหลือ แห่งหนึ่งขึ้นที่อาจจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ในกลุ่ม EU 27 ประเทศ

นายวูลฟ์กัง ชาเออเบิล รัฐมนตรีคลังเยอรมนี เป็นผู้เสนอแนวคิด การจัดตั้งกองทุนการเงินยุโรป (EMF) ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี ยังไม่มีแนวโน้มว่าจะมีการจัดตั้งกองทุนดังกล่าวได้ทันเวลา ในการช่วยเหลือกรีซให้ผ่านพ้นวิกฤติหนี้ ซึ่งสร้างความเสี่ยงต่อความน่าเชื่อถือของยูโรโซน

ขณะเดียวกัน คณะกรรมาธิการกำลังเจรจากับรัฐบาลของประเทศสมาชิกที่ใช้เงินสกุลยูโรเกี่ยวกับแผนการดังกล่าว และตั้งเป้าที่จะหาข้อตกลงเกี่ยวกับรายละเอียดให้ได้ภายในปลายเดือนมิถุนายนนี้

ส่วนในเยอรมนี นายคลีเมนส์ ฟูเอสต์ ซึ่งทำหน้าที่ประธานคณะกรรมการ ที่ปรึกษาทางเทคนิคของกระทรวงการคลัง กล่าวว่า กองทุนการเงินยุโรปจะดำเนิน การได้ ก็ต่อเมื่อกองทุนอนุญาตให้ประเทศต่างๆล้มละลาย และจะต้องมีทางออกสำหรับเรื่องนี้ เพื่อที่ว่าการล้มละลายของ ประเทศหนึ่งๆ จะไม่นำไปสู่วิกฤตการณ์การเงินครั้งใหม่ หรือการเกิดภาวะแบบ เลห์แมนภาค 2

ความคิดในการจัดตั้ง EMF ได้รับการเสนอเป็นครั้งแรกจากนาย แดเนียล กรอส นักเศรษฐศาสตร์ของศูนย์การศึกษานโยบายยุโรป และนาย โธมัส เมเยอร์ นักเศรษฐศาสตร์จากธนาคารดอยช์ แบงก์ โดยพวกเขา กล่าวว่า กองทุนควรจะได้รับเงินสนับสนุนในขั้นต้นจากการกู้ยืมในตลาด และในที่สุดจากการจ่ายเงินสมทบของประเทศที่มีหนี้สินและยอดเกินดุล สูงกว่าเพดานของอียู

ประเทศสมาชิกฝ่ายสังคมนิยมในยุโรปเสนอเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ให้มีการจัดตั้งกองทุนความช่วยเหลือ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของวาณิชธนกิจยุโรป (EIB) ซึ่งเป็นสถาบันให้เงินกู้ของรัฐบาลอียูซึ่งออกพันธบัตรเพื่อระดมเงินสด สำหรับโครงการต่างๆ อาทิ พลังงาน หรือการก่อสร้างทางหลวง

อย่างไรก็ตาม กองทุนการเงินยุโรปอาจได้รับการคัดค้านจาก IMF และสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่มีอิทธิพลอย่างมากใน IMF โดยในระหว่างที่เกิดวิกฤตการเงินเอเชียเมื่อปี 2540 - 2541 ญี่ปุ่นได้เคยผลักดันข้อเสนอให้มีการจัดตั้งกองทุนการเงินเอเชียเช่นกัน แต่ข้อเสนอดังกล่าวมีอันต้องล้มพับไปเนื่องจากถูกคัดค้านจากสหรัฐอเมริกาซึ่งเกรงว่ากองทุนดังกล่าวจะมีวัตถุประสงค์ขัดแย้งหรือทับซ้อนกันกับ IMF


S&P 500 ปิดบวกเล็กน้อย – ครบรอบ 1 ปีจุดต่ำสุดตลาดหุ้น

นักลงทุนตลาดหุ้นสหรัฐฯ ส่งออเดอร์ขายออกมาในช่วงครึ่งหลังการซื้อขาย จากปัจจัยความกังวลที่ยังแวดล้อม ซึ่งรวมถึงความไม่แน่ใจต่อความสามารถชำระหนี้ของประเทศในยุโรปบางประเทศ รวมถึงการที่หลายคนยังเก็งกันว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ อาจจำเป็นที่จะต้องดึงมาตรการกระตุ้นฉุกเฉินออกจากเศรษฐกิจ เมื่อเห็นสัญญาณฟื้นตัวที่ชัดเจนมากขึ้น

และวันนี้ก็ต้องถือเป็นวันครบรอบ 1 ปีพอดี ที่ดัชนี S&P 500 ลงไปแตะระดับต่ำสุดในรอบ 12 ปี ที่ 676 จุด ก่อนที่จะหันหัววิ่งกลับขึ้นมาถึง 69% ในวันนี้

และแม้ว่าดัชนีจะปรับขึ้นมาแรงพอสมควรแล้วก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญบางรายก็ยังเชื่อมั่นว่า มูลค่าหุ้นสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในระดับที่เรียกว่า “ถูก” อยู่ดี ขณะที่ในยามปกติเมื่อเข้าสู่ปีที่ 2 ของสภาวะตลาดขาขึ้น นักลงทุนก็มักจะพยายามเอาชนะปัจจัยกังวลที่มีอยู่ต่างๆ และความกลัวที่ว่าราคาหุ้นจะสูงเกินไปแล้ว

สถานการณ์ดังกล่าว ดูเหมือนจะสอดรับกับสภาวะตลาดเมื่อคืนนี้ ที่ S&P 500 ไต่ขึ้นไปยังระดับสูงสุดที่ 1,145 จุด ซึ่งใกล้เคียงกับสถิติที่เคยทำไว้เมื่อกลางเดือนมกราคมที่ผ่านมา

ขณะที่นักกลยุทธ์การลงทุน ของ Wells Capital Management จาก Minneapolis ประเมินว่า ดัชนีมีโอกาสที่จะเคลื่อนไหวอยู่แถวๆ 1,150 จุด จนกว่าจะได้สัญญาณชัดเจนกว่านี้ ว่าจะไปต่อหรือถูกดึงกลับ ซึ่งการที่ตลาดหุ้นจะวิ่งขึ้นต่อนั้น ยังจำเป็นที่จะต้องมีตัวกระตุ้นที่แรงพอ

สำหรับความคืบหน้าในทริปเยือนสหรัฐฯ 3 วัน ของนายกรัฐมนตรีกรีซ นั้น นาย George Papandreou ก็กล่าวว่า ประธานาธิบดี บารัค โอบามา ได้ให้การสนับสนุนต่อมาตรการที่รัฐบาลตนใช้เพื่อจัดการกับปัญหาวิกฤติการคลังในประเทศ ขณะเดียวกัน ผู้นำสหรัฐฯ ก็ยังมีท่าทีที่ดีต่อความคิดของรัฐบาลประเทศยุโรปที่ต้องการสกัดการเก็งกำไรในตลาด รวมถึงเรื่องที่อยู่ในแผนการพูดคุยกันสำหรับการประชุมกลุ่มประเทศ G20 ที่จะมีขึ้นในคราวต่อไป

หลังการพบปะกับนางฮิลลารี คลินตัน รมว.ต่างประเทศสหรัฐ นายปาปันเดรอูกล่าวว่า กรีซไม่สามารถกู้ยืมในอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่า ที่มีการเรียกเก็บจากประเทศอื่นๆได้ อัตราดอกเบี้ยในการกู้ยืมของกรีซได้พุ่งขึ้นในช่วงหลายเดือน ที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้รัฐบาลต้องดำเนินมาตรการที่จริงจังในการคุมเข้ม งบประมาณ และทำให้นายปาปันเดรอูต้องขอความช่วยเหลือจากประเทศ เพื่อนบ้าน

นอกจากนั้น นาย Papandreou ยังบอกด้วยว่า เขาไม่ได้ขอร้องให้สหรัฐฯ ให้ความช่วยเหลือทางด้านการเงินแต่อย่างใด

ทางโฆษกของประธานาธิบดี โอบามา กล่าวว่า รัฐบาลสหรัฐฯ เชื่อว่าสหภาพยุโรปควรจะมีบทบาทเป็นผู้นำในการจัดการกับปัญหาวิกฤติประเทศกรีซในครั้งนี้


นักวิเคราะห์คาดแบงก์อังกฤษจ่อถูกบีบให้ลดขนาดสินทรัพย์

สถาบันการเงินในประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของยุโรปมีแนวโน้มที่จะต้องเผชิญกับการปรับลดขนาดงบการเงินของตนอยู่อีกมาก

ความเห็นนี้เป็นของนักวิเคราะห์จาก Credit Suisse Group ที่คิดว่าบรรดาธนาคารของประเทศอังกฤษ อาจจำเป็นที่จะต้องทำการลดขนาด balance sheet ของตัวเองลงเป็นจำนวนเงินที่อาจสูงถึง 530,000 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 792,000 ล้านเหรียญ เพื่อที่จะได้เป็นไปตามกฎเกณฑ์ใหม่ทางด้านสภาพคล่องและเงินทุนที่จะต้องถูกกันสำรองไว้

Jonathan Pierce หรือนักวิเคราะห์เจ้าของความเชื่อที่ว่านี้ คิดว่าธนาคารของอังกฤษอาจต้องลดขนาดสินทรัพย์ในงบการเงินที่มีอยู่เดิมลงราว 6 - 18% เนื่องจากการที่ธนาคารทั้งหลายไม่สามารถระดมทุนจำนวน 420,000 – 750,000 ล้านปอนด์ในส่วนที่เป็นเงินทุนระยะยาวก้อนพิเศษที่ภาครัฐต้องการให้กันสำรองไว้

การหดตัวลงของสินทรัพย์จากเหตุดังกล่าวก็หมายถึง การที่กำไรสุทธิจากดอกเบี้ย (Net Interest Income) จะต้องหายไปประมาณ 10 – 25% เลยทีเดียว

Pierce เชื่อว่า แบงก์ที่อังกฤษจะต้องทำการปรับปรุงโครงสร้างงบการเงินของตนในช่วง 3-4 ปีข้างหน้า ซึ่งแน่นอนว่าการปรับแผนออกตราสารต่างๆ เพียงอย่างเดียวอาจจะไม่เพียงพอ จึงจำเป็นที่จะต้องชดเชยด้วยการลดขนาดของงบการเงินโดยรวมอีกเป็นจำนวนมาก

ทางฟากของรัฐบาลอังกฤษ ในตอนนี้ก็กำลังเดินหน้าเพิ่มความเข้มข้นในกฎเกณฑ์ดูแลภาคธนาคาร ด้วยการบีบให้จำกัดการทำธุรกรรมที่มีความเสี่ยงสูง อย่างเช่น การซื้อขายหลักทรัพย์ในพอร์ทการลงทุนของตัวแบงก์เอง และนอกจากนั้น ก็ยังมีความต้องการที่จะให้บรรดาธนาคารทั้งหลายตั้งสำรองเงินทุนให้มากขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงการซ้ำรอยของวิกฤติการเงินที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ทั้งหมดนี้ก็เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับผู้กำหนดนโยบายและมาตรฐานของภาคธนาคาร อย่าง คณะกรรมาธิการ Basel ด้านการกำกับดูแลธุรกิจธนาคาร ที่ในเดือนธันวาคมปีที่แล้วได้มีการเสนอกฏให้ผู้ปล่อยกู้ถือครองสินทรัพย์ที่มีคุณภาพมากขึ้นและดีกว่าเดิม เพื่อกันไว้ในกรณีฉุกเฉินที่มีความต้องการสภาพคล่องในระยะสั้น

ส่วน 3 ธนาคารในประเทศอังกฤษที่นักวิเคราะห์ Credit Suisse มองว่า จะถูกกระทบหนักที่สุดจากงานนี้ ก็มีชื่อของ Royal Bank of Scotland Group และ Lloyds Banking Group รวมอยู่ด้วย


จีนไม่นำทองคำในทุนสำรองมาลงทุนแบบกระจายความเสี่ยง

นายยี่ กัง รองผู้ว่าการธนาคารกลางจีนและผู้อำนวยการสำนักงานปริวรรตเงินตราแห่งรัฐ (SAFE) กล่าวว่า จีนจะยังไม่นำทองคำในระบบทุนสำรองเงินตราต่างประเทศออกมาลงทุนแบบกระจายความเสี่ยง เนื่องจากราคาทองคำในตลาดโลกยังอยู่ในระดับที่มีความเสี่ยงมาก แม้ว่าราคาทองคำทะยานขึ้นแข็งแกร่งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่ราคาทองก็มีความผันผวนมากเช่นกัน

จีนได้เพิ่มทองคำสำรอง 454 ตัน เป็น 1,054 ตันตั้งแต่ปี 2546 ทำให้จีนกลายเป็นประเทศที่มีทองคำสำรองสูงสุดเป็นอันดับ 5 ของโลก คิดเป็นมูลค่าที่อ้างอิงจากราคาปัจจุบันที่ 37,900 ล้านดอลลาร์ ขณะที่อินเดียและรัสเซียได้เพิ่มทองคำสำรองในปีที่แล้วเช่นกัน

ทั้งนี้ จีนยังไม่มีแนวโน้มที่จะนำทองคำสำรองออกมาลงทุนเพื่อเป็นรายได้หลักในขณะนี้ เนื่องจากตลาดทองคำโลกยังมีขนาดเล็ก ดังนั้นการเข้าซื้อทองคำจะส่งผลให้ราคาทองคำในตลาดโลกพุ่งขึ้นด้วย ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อกลุ่มผู้ซื้อทองคำของจีนเช่นกันปัจจุบันเอกชนของจีนถือครองทองกว่า 3 พันตัน

นอกจากนี้ นายยี่ กัง กล่าวอีกว่า จีนซึ่งเป็นประเทศที่มีทุนสำรองเงินตราต่างประเทศมากที่สุดอันดับหนึ่งของโลกนั้น ยังคงให้ความสำคัญต่อการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯต่อไป ปละยืนยันว่าจะนำมาเรื่องดังกล่าวมาเป็นประเด็นเกมการเมืองระหว่างจีนและสหรัฐฯ

อย่างไรก็ดี สัดส่วนของทุนสำรองเงินตราต่างประเทศของจีนนั้นถือว่าเป็นความลับของประเทศ แต่ก็ยังเป็นสิ่งที่นักวิเคราะห์หลายๆ คนพยายามศึกษาเพราะจะส่งผลกระทบต่อภาพรวมการลงทุนโลกได้


นักวิเคราะห์คาดไต้หวันขึ้นกันสำรองตามจีนคุมสินเชื่อ

ธนาคารกลางไต้หวันอาจเริ่มใช้นโยบายคุมเข้มด้านการเงินตามรอยจีน รวมถึงการสั่งให้ธนาคารพาณิชย์ปรับเพิ่มเพดานสำรองเงินฝากเพื่อควบคุมการขยายตัวของเงินกู้ และบรรเทาความร้อนแรงในภาคอสังหาริมทรัพย์รวมถึงราคาหุ้นที่พุ่งสูงขึ้น

หลังจากที่ได้ปรับลดเพดานกันสำรองเงินสดเป็นครั้งแรกในรอบ 8 ปีไปเมื่อเดือนก.ย.2551

ธนาคารกลางไต้หวันได้ขอให้ธนาคารผู้ปล่อยเงินกู้ยื่นเอกสารที่ระบุถึงข้อมูลด้านการปล่อยเงินกู้จำนองภายในวันที่ 11 มี.ค.นี้ ขณะที่เจ้าหน้าที่กำกับดูแลภาคการเงินขอให้ธนาคารควบคุมกระบวนการปล่อยกู้ให้เข้มงวดมากขึ้นด้วย

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่กำหนดนโยบายของธนาคารกลางไต้หวันอาจตัดสินใจควบคุมอัตราการขยายตัวของสินเชื่อหลังจากยอดปล่อยกู้จำนองบ้านในเดือนม.ค.พุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 4.93 ล้านล้านดอลลาร์ไต้หวัน ขณะที่ตลาดหุ้นทะยานขึ้นถึง 67% ในปีที่ผ่านมา ซึ่งนอกเหนือจากการควบคุมขั้นตอนการปล่อยเงินกู้แล้ว นักวิเคราะห์คาดว่าธนาคารกลางอาจปรับลดอัตราส่วนวงเงินกู้จำนองต่อมูลค่าหลักประกัน (loan-to-value) ลงเหลือ 70% จากระดับ 80%

นักวิเคราะห์จากซิตี้กรุ๊ปกล่าวว่า ธนาคารกลางไต้หวันอาจมองจีนเป็นแบบอย่างในการใช้มาตรการชะลอความร้อนแรงของราคาสินทรัพย์ โดยในเดือนม.ค.และก.พ.ที่ผ่านมา จีนได้เพิ่มสัดส่วนกันสำรองเงินไปแล้ว 0.50% ซึ่งนับเป็นการเริ่มใช้มาตรการคุมเข้มทางการเงินเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนมิ.ย.2551

ขณะที่นักวิเคราะห์จากสแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ในกรุงไทเปแสดงความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า การปรับขึ้นเพดานกันสำรองเงินจะช่วยลดสภาพคล่องในตลาด ซึ่งเมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในปัจจุบันที่เริ่มฟื้นตัวและมีเสถียรภาพแล้วนั้น ขณะนี้จึงถึงเวลาที่ธนาคารจะพิจารณายกเลิกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจบางรายการออกไป

ทั้งนี้ เอเชียเป็นแกนนำการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจโลกโดยมีออสเตรเลีย จีน อินเดีย และเวียดนามนำร่องในการคุมเข้มมาตรการด้านการเงินเพื่อรับมือกับภาวะเงินเฟ้อและป้องกันภาวะฟองสบู่ โดยไต้หวันมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ 9.2% ในไตรมาสที่ผ่านมา และมีรายงานยอดสั่งซื้อสินค้าส่งออกและมีตัวเลขผลผลิตอุตสาหกรรมที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ในเดือนม.ค.


โตโยต้าชี้ปัญหาคันเร่งไม่ได้เกิดจากระบบอิเล็กทรอนิกส์

บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ได้จัดการทดลองขึ้นต่อหน้ากลุ่มผู้เชี่ยวชาญภายนอก เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าระบบอิเล็กทรอนิกไม่ใช่ต้นตอของปัญหาที่เกิดขึ้นกับคันเร่ง พร้อมกับชี้ว่า ข้อบกพร่องทางด้านเครื่องกลกับคันเร่งความเร็วและพรมปูพื้นเป็นต้นตอของปัญหาที่เกิดขึ้นมากกว่า

คริส เกอร์เกส ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยด้านยานยนต์ของม.สแตนฟอร์ด กล่าวหลังการทดสอบว่า ปัญหานี้จะไม่เกิดขึ้นหากสถานการณ์แวดล้อมทั่วไปอยู่ในภาวะที่ปกติ

โตโยต้าได้จัดการทดสอบรถขึ้นมาหลังจากที่ผู้บริหารโตโยต้าได้เข้าร่วมประชุมกับสภาสภาคองเกรสสหรัฐเมื่อวันที่ 23 ก.พ. เพื่อตอบข้อซักถามเกี่ยวกับปัญหาคันเร่งค้าง

ส่วนเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกับการสอบสวนกรณีความบกพร่องที่เกิดขึ้นกับรถยนต์ของโตโยต้านั้น ล่าสุดนั้น เอดอลฟัส ทาวน์ส ประธานคณะกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎรออกคำสั่งให้ โตโยต้า ในสหรัฐ ส่งมอบสำเนาของบันทึกซึ่งเขียนโดยพนักงานชาวญี่ปุ่นเมื่อปี 2549 เพื่อเตือนผู้บริหารเรื่องความปลอดภัยของรถโตโยต้า

ก่อนหน้านี้หนังสือพิมพ์ในสหรัฐรายงานว่า บันทึกดังกล่าวระบุว่าจุดบกพร่องในรถโตโยต้ามีมากขึ้น แต่ทีมบริหารของโตโยต้ากลับไม่ดำเนินการแก้ปัญหา เนื่องจากทางบริษัทต้องการลดตุนทุนและเร่งกำลังการผลิต

เมื่อข่าวดังกล่าวเผยแพร่ออกไป เอดอลฟัส ทาวน์ส ส่งจดหมายถึงนายโยชิมิ อินาบะ ประธานโตโยต้า มอเตอร์ นอร์ธ อเมริกา อิงค์ ที่มีเนื้อหาใจความว่า “หากฝ่ายบริหารของโตโยต้าเพิกเฉยต่อคำเตือนของพนักงานจริง สิ่งที่โตโยต้าปฏิญาณไว้ก่อนหน้านี้ว่าความปลอดภัยของลูกค้ามาเป็นอันดับหนึ่งก็คงเชื่อถือไม่ได้”

ส่วนความเคลื่อนไหวล่าสุดจากทางโตโยต้าอีกหนึ่งประเด็น ก็คือ สหภาพแรงงานรถยนต์สหรัฐเรียกร้องโตโยต้ายกเลิกแผนการปิดโรงงานที่แคลิฟอร์เนีย

บ็อบ คิง รองประธานสหภาพแรงงานรถยนต์ (UAW) ของสหรัฐได้ยื่นข้อเรียกร้องในระหว่างเข้าพบนายอัตสึชิ นิอิมิ รองประธานโตโยต้าที่สำนักงานใหญ่ที่ตั้งอยู่ที่จังหวัดไอจิ โดยชี้ว่าการปิดบริษัท นิว ยูไนเต็ด มอเตอร์ แมนูแฟคเจอริ่ง (NUMMI) จะส่งผลกระทบต่อการจ้างงานต่อระบบเศรษฐกิจในท้องถิ่นอย่างมาก

ขณะที่โตโยต้ากล่าวว่า บริษัทไม่ต้องการเปลี่ยนแปลงแผนยุติการผลิตในวันที่ 1 เม.ย.นี้

ทั้งนี้ เมื่อเดือนส.ค.ปีที่แล้ว โตโยต้าได้ประกาศเรื่องการตัดสินใจปิดบริษัท NUMMI ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนกับ GM มีพนักงานประมาณ 4,700 ราย ซึ่งอาร์โนลด์ ชวาร์เซเนกเกอร์ ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนียเองก็เคยขอให้โตโยต้ายกเลิกแผนการปิดโรงงานแห่งนี้มาแล้วเช่นกัน


ผลสำรวจเผยแนวโน้มการจ้างงานในสิงคโปร์ยังแข็งแกร่ง

ผลสำรวจแนวโน้มการจ้างงานล่าสุดซึ่งจัดทำโดยบริษัทแมนพาวเวอร์ (Manpower) เปิดเผยว่า นายจ้างในสิงคโปร์ตั้งใจจ้างพนักงานเพิ่มในช่วงไตรมาส 2/53 โดยภาคการบริหารรัฐกิจและการศึกษามีแผนจ้างงานมากที่สุด

28% ของนายจ้างทั้งหมด 700 ราย ซึ่งร่วมตอบแบบสอบถามครั้งนี้เปิดเผยว่าจะจ้างพนักงานเพิ่ม ขณะที่ 4% กล่าวว่าจะลดการจ้างงานลง ส่วนอีก 67% คาดว่าคงไม่มีการเปลี่ยนแปลงจำนวนพนักงาน

เมื่อพิจารณาตามอุตสาหกรรม ภาคส่วนที่คาดว่าจะมีการจ้างพนักงานเพิ่มคือภาคการก่อสร้างและเหมืองแร่ ภาคการเงิน การประกันภัยและอสังหาริมทรัพย์ ภาคค้าส่งและค้าปลีก รวมถึงภาคการผลิตด้วย

ปีเตอร์ แฮ็กลันด์ ผู้จัดการแมนพาวเวอร์ สิงคโปร์ กล่าวว่า นับเป็นไตรมาสที่ 4 ติดต่อกันแล้วที่นายจ้างในสิงคโปร์มีความตั้งใจว่าจะจ้างงานมากขึ้น ซึ่งอาจเป็นตัวบ่งชี้ว่าตลาดแรงงานกำลังกลับเข้าสู่ระดับเดียวกับก่อนเกิดภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอย

ทั้งนี้ เมื่อไตรมาส 4 ปีที่แล้วอัตราว่างงานในสิงคโปร์หดตัวลงแตะระดับ 2.1% หลังจากที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยแตะ 3.4% ในไตรมาส 3

ตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯที่จะประกาศออกมาวันนี้ (พุธที่ 10 มี.ค 2553)
• ยอดสินค้าภาคค้าส่ง (ม.ค.) โดย กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ
• ตัวเลขสต็อกน้ำมันสำรองประจำสัปดาห์ โดย EIA

ติดตาม Money Wake up ทุกวันจันทร์ - ศุกร์ เวลา 6.00 น. ออกอากาศซ้ำเวลา 11.00 น. ทาง Money Channel

Posted on Wednesday, March 10, 2010 (Archive on Wednesday, March 17, 2010)
Posted by host  Contributed by suchitra
อ่านข่าวทั้งหมด


      แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม




ส่งความคิดเห็น

50.00%0
40.00%0
30.00%0
20.00%0
10.00%0

จำนวนของความคิดเห็น 0 ,
คะแนนเฉลี่ย
  View Comments



  Advertisement