นักวิเคราะห์เตือนภาวะตลาดหุ้นขาขึ้นอาจเจอปัจจัยเสี่ยงสกัด
นักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญในสหรัฐฯมีความเห็นที่แตกต่างกันเกี่ยวกับทิศทางการลงทุนในอนาคต ว่าหุ้นจะขึ้นหรือจะลง แม้ในช่วงที่ผ่านมาสภาวะการลงทุนจะออกมาค่อนข้างน่าพอใจก็ตาม
แม้ว่าสภาพการซื้อขายหุ้นในสหรัฐฯจะดูดีขึ้นจากช่วงวิกฤติการเงินมาพอสมควรแล้ว แต่นักวิเคราะห์เชื่อว่า การที่สถานการณ์ทุกอย่างจะกลับมาแข็งแกร่งเหมือนเดิมคงต้องใช้เวลากันอีกสักพัก โดยการสำรวจโดยสำนักข่าวหลายๆ ที่ เมื่อไม่นานมานี้ รวมทั้งความเห็นของผู้เชี่ยวชาญต่างก็ชี้ว่า การที่ดัชนี S&P 500 ปรับขึ้นไปถึง 70 – 80% นับตั้งแต่แตะจุดต่ำสุดเมื่อเดือนมีนาคม 2552 มีความชัดเจนอยู่ในตัวว่าตลาดมีความมั่นใจมากขึ้น
สิ่งที่หลายคนคาดการณ์ว่าจะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ ก็คือ การเร่งกระตุ้นความมั่นใจนักลงทุนอย่างต่อเนื่อง เพื่อเกาะกระแสขาขึ้นที่น่าจะชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ จากนี้ไป
อย่างไรก็ตาม บางคนก็ยังคงเฝ้ามองความเป็นไปในตลาดหุ้นอย่างระมัดระวัง เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของความมั่นใจที่เกินพอดีของนักลงทุน ซึ่งมักเกิดขึ้นก่อนที่สภาวะตลาดขาขึ้นจะเริ่มอ่อนแรงลง
นักวิเคราะห์บอกว่า สำหรับผู้ที่ไม่รู้หรือไม่เคยสังเกต สิ่งที่ถือว่าเป็นตัวชี้วัดทิศทางของตลาดได้ดีก็คือ ความมั่นใจของนักลงทุนและสภาวะการซื้อขาย ที่มักจะพุ่งไปคนละทิศละทางเสมอ แต่ในเงื่อนไขปัจจุบัน มืออาชีพบางรายยังไม่คิดเช่นนั้น โดยอ้างถึงความแข็งแกร่งของการฟื้นคืนของเศรษฐกิจที่อาจทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไปจากที่เคยได้
นอกเหนือจากปัจจัยเรื่องความมั่นใจของนักลงทุนและความเห็นผู้เชี่ยวชาญแล้ว สิ่งที่นักวิเคราะห์นำมาพิจารณาทิศทางการลงทุนก็คือ การไหลของเงินทุนซึ่งชี้ให้เห็นชัดเจนว่า จริงๆ แล้ว บรรดานักลงทุนตัดสินใจโยกเงินอย่างไรกับสินทรัพย์ของพวกเขา
บริษัทวิจัยการลงทุนแห่งหนึ่งในสหรัฐฯบอกว่า นักลงทุนถอนเงินออกไปจากกองทุนหุ้น (Equity mutual funds) ไปแล้วถึง 1.8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา แม้ว่า ราคาหุ้นจะปรับขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน นักลงทุนกลุ่มที่ค่อนข้างขี้กลัวก็หันไปลงทุนในกองทุนพันธบัตรที่มีความปลอดภัยกว่า ทำให้ยอดเงินลงทุนมีมูลค่าทะลุ 4 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐไปเรียบร้อยแล้ว
ผู้เชี่ยวชาญอีกรายให้ความเห็นด้วยว่า นักลงทุนรายย่อย ที่เจ็บตัวจากสภาวะ “ตลาดหมี” ในทศวรรษที่ผ่านมา ก็เลือกที่จะอยู่ให้ห่างจากการลงทุนในหุ้นไว้ก่อน โดยเฉพาะเมื่อกลุ่มนี้เป็นคนที่เกิดขึ้นยุค Baby Boom หรือผู้ที่ใกล้ถึงวัยเกษียณ จึงต้องหาหนทางการลงทุนที่ปลอดภัยไว้ก่อน
นอกจากนั้น ปัจจัยด้านการเมืองในสหรัฐฯและความเป็นไปของบรรดาสถาบันการเงินทั้งหลายในช่วงกว่า 2 ปีที่ผ่านมา ก็มีผลทำให้คนไม่สนใจลงทุนในหุ้นมากขึ้นด้วย โดยผู้ชำนาญด้านการลงทุนก็ยืนยันว่า บรรยากาศโดยรวมที่ทำเนียบขาว กลายเป็นจุดที่สร้างความไม่แน่นอนให้กับแวดวงการลงทุนด้วยเช่นกัน เพราะนักลงทุนหัวอนุรักษ์นิยมแทบจะไม่ชื่นชอบนโยบายต่าง ๆ ของรัฐบาลพรรคเดโมแครตมากนัก ซึ่งก็ทำให้เกิดความเฉยชาและหมางเมินระหว่างนักการเมืองและผู้ลงทุนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
อย่างไรก็ดี ยังมีคนที่มองเห็นสัญญาณทางด้านบวก และเชื่อว่าทุกอย่างจะพลิกฟื้นกลับมาดีขึ้น จึงยังต้องติดตามต่อไปว่า นักลงทุนในสหรัฐฯนั้นจะจับกระแสทิศทางใดในการลงทุนต่อยอดเงินนับจากนี้ไป
สหรัฐฯและบีพีเผชิญงานหนักในการแก้ปัญหาน้ำมันรั่ว
เจ้าหน้าที่และพนักงานของบริษัทน้ำมัน BP ยังคงทำงานหนักอย่างต่อเนื่องเพื่อการแก้ปัญหาน้ำมันรั่วในอ่าวเม็กซิโกในสหรัฐฯ ขณะที่นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมแสดงความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ด้วย
เจ้าหน้าที่ของบริษัท BP ของอังกฤษเร่งติดตั้งแท่นยกคอนเทนเนอร์รอบ ๆ อ่าวเม็กซิโกในสหรัฐฯ เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำมันที่รั่วออกมาจากแท่นขุดเจาะกระจายออกไปมากกว่าที่เป็นอยู่ พร้อม ๆ กับใช้สารละลายน้ำมันในการแก้ปัญหานี้ด้วย
ขณะเดียวกัน ทางบริษัทยังได้สั่งให้นำอุปกรณ์กักเก็บน้ำมันขนาดใหญ่ให้มาติดตั้งที่แท่นขุดเจาะที่เป็นต้นเหตุเรื่องนี้ และคาดว่าจะเริ่มใช้งานได้ภายในสัปดาห์หน้า พร้อม ๆ กับ สั่งให้ทำการขุดบ่อลดแรงดัน ที่จะต้องใช้เวลา 2-3 เดือนกว่าจะเสร็จ
ทั้งนี้ เป็นเวลาหลายสัปดาห์แล้วที่ น้ำมันที่รั่วไหลออกมาถึงวันละ 5,000 บาร์เรลต่อวัน ค่อยๆ ลอยไปใกล้กับชายฝั่งที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ รวมทั้งบริเวณที่เป็นแหล่งจับปลาของธุรกิจประมง ขณะที่นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมก็ยิ่งกังวลมากกันขึ้น เกี่ยวกับผลกระทบของสถานการณ์ดังกล่าว
Nike เชื่อยอดขายทั่วโลกจะปรับขึ้น 40% ภายในปี 2558
ผู้ผลิตเสื้อผ้าและรองเท้ากีฬาชื่อดังอย่าง Nike แสดงความเชื่อมั่นว่า ธุรกิจของตนโดยเฉพาะในตลาดเกิดใหม่อย่าง จีน จะขยายตัวอย่างต่อเนื่อง สูงถึง 40% ภายในเวลา 5 ปีจากนี้
บริษัท Nike เชื่อว่า รายได้รวมจากธุรกิจที่มีอยู่ทั่วโลกจะขยายตัวมากกว่า 40% มาถึงระดับ 2.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2558 เนื่องจากความต้องการสินค้าที่ยังแข็งแกร่งอยู่ รวมทั้งการเปิดร้านค้าปลีกใหม่ๆ เพิ่มอย่างต่อเนื่อง
บริษัทระบุด้วยว่า จากเป้ารายได้ดังกล่าว แบรนด์ Nike เองจะทำได้ถึงกว่า 2.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ส่วนที่เหลือจะมาจากแบรนด์เล็ก ๆ แต่เป็นที่นิยมอย่าง Converse และ Hurley
ในส่วนของกลยุทธ์การทำธุรกิจนั้น ผู้ผลิตรองเท้าและเสื้อผ้ากีฬาอันดับหนึ่งของโลก ยอมรับว่า ได้เน้นไปที่แผนกระตุ้นการเติบโตในตลาดเกิดใหม่ทั้งหลาย ด้วยการชูแบรนด์อื่น ที่ไม่ใช่ Nike ไปพร้อมๆ กันด้วย
ภาพวาดชื่อดังของ Picasso ทำสถิติประมูลครั้งใหม่
สำนักประมูลชื่อดัง Christie’s เปิดเผยว่า งานชิ้นหนึ่งโดยศิลปินชั้นครู Pablo Picasso สามารถทำสถิติราคาสูงสุดได้ในระหว่างการประมูลถึงกว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ถือเป็นสัญญาณการฟื้นตัวของตลาดประมูล
ขณะที่สถานการณ์เศรษฐกิจโลกยังอยู่ในช่วงการปรับตัวรับกับความต้องการผู้บริโภคที่กำลังขยับเพิ่มขึ้นอยู่นี้ ธุรกิจเล็ก ๆ แต่มีมูลค่ามหาศาลอย่างการประมูลงานศิลปะก็ส่งสัญญาณเริ่มกลับมาคึกคักอย่างต่อเนื่องแล้ว
ล่าสุด สำนักประมูล Christie’s ทำสถิติใหม่ ในการขายภาพวาดที่ชื่อ "Nude, Green Leaves and Bust" ของศิลปินชื่อดัง Picasso ด้วยการทำเงินได้สูงถึง 106.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในเวลา 9 นาทีของการประมูล
เจ้าหน้าที่ของสำนักประมูลชื่อดังเแห่งนี้ เชื่อว่า ภาพรวมของการประมูลรอบนี้ชี้ให้เห็นว่า ตลาดเริ่มฟื้นคืนสู่สภาพที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะเมื่องานครั้งล่าสุดทำยอดเงินรวมได้ถึง 335.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐเรียบร้อยแล้ว
ข้อมูลระบุด้วยว่า ผู้ที่ยอมควักเงินก้อนโตเพื่อเป็นเจ้าของงานศิลป์ชื่อดังคราวนี้ มีสัดส่วนถึง 3 ใน 4 ที่เป็นผู้ประมูลมาจากสหรัฐฯและยุโรป
ติดตาม Global Money ทุกวันจันทร์ - ศุกร์ ใน News Update เวลา 12.00 น. และ 17.00 น. ออกอากาศซ้ำใน Global Money Weekend ทุกวันเสาร์ เวลา 09.30 น. และ 18.00 น. และทุกวันอาทิตย์ เวลา 19.00 น. ทาง Money Channel