Sumitomo Mitsui เล็งซื้อธุรกิจจัดการกองทุนของ Citigroup
กลุ่มธนาคารอันดับ 3 ของญี่ปุ่นอย่าง Sumitomo Mitsui Financial Group กำลังเตรียมเข้าซื้อหุ้นในบริษัทจัดการกองทุนของ Citigroup เพื่อเสริมความแข็งแกร่งในธุรกิจ
หนังสือพิมพ์ Asahi รายงานว่า ธนาคาร Sumitomo Mitsui Financial Group กำลังพิจารณาเข้าซื้อหุ้นของบริษัท Nikko Asset Management
Nikko Asset ได้ชื่อว่าเป็นผู้จัดการกองทุนที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของญี่ปุ่น ด้วยมูลค่าการลงทุนที่อยู่ภายใต้การดูแลกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
เมื่อเดือนที่แล้ว Sumitomo Mitsui Financial Group ก็เพิ่งจ่ายเงิน 5.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในการซื้อแผนกขายของ Nikko Cordial Securities ซึ่งเป็นบริษัทนายหน้าค้าหุ้นของ Citigroup
Johnson & Johnson ลงทุนนับพันล้านเหรียญสหรัฐหวังพัฒนายารักษาอัลไซเมอร์
Johnson & Johnson รุกหนักเข้าไปในธุรกิจผลิตยา ด้วยการลงทุนนับพันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อซื้อหุ้นของบริษัทที่กำลังพัฒนายารักษาโรคอัลไซเมอร์
บริษัท Johnson & Johnson ประกาศว่า ทางบริษัทเพิ่งจ่ายเงินจำนวน 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในการซื้อหุ้นสัดส่วน 18.4% ของบริษัทผู้ผลิตยาสัญชาติไอริชอย่าง Elan Corp ที่ทำให้บริษัทมีอำนาจเข้าดูแลงานทดลอง รวมทั้งงานด้านค้นคว้าและพัฒนายารักษาโรคอัลไซเมอร์ด้วย
ทั้งนี้ การทดลองดังกล่าวของบริษัท Elan เป็นการลงทุนร่วมกับบริษัท Wyeth ซึ่งก็เพิ่งถูกบริษัทยายักษ์ใหญ่อย่าง Pfizer ซื้อไปเมื่อเร็ว ๆ นี้
ในปีที่แล้ว ตลาดยารักษาโรคอัลไซเมอร์ในสหรัฐฯเพียงประเทศเดียว ขยายตัวจนมีมูลค่าถึง 3.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่นักวิเคราะห์เชื่อว่า รายได้ของ Johnson & Johnson น่าจะพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว หากยาตัวใหม่มีประสิทธิภาพดีจริง
BHP ขายโรงงานนิเกิลในแก่มหาเศรษฐีชาวออสเตรเลีย
บริษัทเหมืองอันดับหนึ่งของโลกอย่าง BHP Billiton ตัดใจขายโรงงานผลิตนิเกิลในออสเตรเลียทิ้ง หลังธุรกิจตกต่ำหนัก จนต้องปิดเหมืองและปลดพนักงานนับพันรายเมื่อตอนต้นปี 2552
BHP Billiton บริษัทเหมืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ตัดสินใจขายโรงงานผลิตนิเกิลในรัฐ Queensland ในราคาที่เป็นความลับ แก่มหาเศรษฐีชาวออสเตรเลีย Clive Palmer เรียบร้อยแล้ว โดยการตกลงทุกอย่างน่าจะเสร็จสิ้นภายในสิ้นเดือนนี้
ราคานิเกิลที่ตกต่ำหนักในช่วงที่ผ่านมา กดดันให้ BHP ต้องปิดเหมืองของตนในเขตออสเตรเลียตะวันตกไปในเดือนมกราคม รวมทั้งปลดคนงานออก 1,800 คนด้วย
Palmer ได้ชื่อว่าเป็นชายที่ร่ำรวยเป็นอันดับ 5 ของออสเตรเลีย และเป็นประธานบริษัทถ่านหินและสินแร่เหล็ก Mineralogy ด้วย
ผลผลิตกาแฟร่วง เหตุสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวย – ต้นทุนพุ่ง
ผู้ปลูกกาแฟจากแหล่งผลิตชั้นนำของโลกอย่างประเทศโคลัมเบียและอินเดีย กำลังประสบปัญหาผลผลิตตกต่ำ เนื่องจากปัจจัยลบมากมายที่ปะทุขึ้นมาตั้งแต่ปี 2551
ผู้บริโภคกาแฟทั่วโลกล้วนเคยได้ยินชื่อเสียงของกาแฟจากโคลัมเบีย ว่าเป็นผลิตภัณฑ์อันดับต้น ๆ แต่แหล่งผลิตกาแฟอันดับ 3 ของโลกแห่งนี้ กำลังประสบปัญหาหนักจากปัจจัยลบจำนวนมาก อาทิ สภาพภูมิอากาศ โครงการฟื้นฟูธรรมชาติ รวมทั้งต้นทุนราคาปุ๋ย ที่ล้วนทำให้ปริมาณการผลิตลดลงอย่างเห็นได้ชัดเจน โดยในฤดูกาลปลูกที่แล้ว โคลอมเบียสามารถผลิตเมล็ดกาแฟได้ถึง 750 ล้านกิโลกรัม แต่ล่าสุด ปริมาณการผลิตลดลงมาเหลือเพียง 600 ล้านกิโลกรัมเท่านั้น
ผลผลิตกาแฟที่ขึ้นชื่อของที่นี่ คือ เมล็ดพันธุ์อาราบิก้า ที่มีรสชาติไม่เข้มจัดจนเกินไปเริ่มมีปัญหาเก็บเกี่ยวได้น้อยลง เพราะสภาพอากาศที่ไม่เป็นใจตั้งแต่ปลายปี 2551 ในขณะเดียวกับที่มีการออกโครงการปลูกต้นไม้ทดแทนในบางประเทศ ซึ่งเจ้าหน้าที่รัฐที่ดูแลเรื่องนี้บอกด้วยว่า ในบางพื้นที่ ระดับผลผลิตเมล็ดกาแฟหล่นฮวบลงไปถึง 40% เรียบร้อยแล้ว
Julio Rojas เจ้าของไร่กาแฟในเมือง Pereira บอกว่า ปริมาณฝนที่ตกหนักเป็นระยะเวลานานในปี 2551 ทำให้ต้นกาแฟไม่สามารถออกดอกได้ทันตามฤดูกาล ส่งผลให้ไม่มีการเก็บเกี่ยวในรอบแรกของปีนี้ ทำให้จำนวนเมล็ดกาแฟลดลงอย่างมาก
ผู้เชี่ยวชาญของสมาพันธ์ผู้ปลูกกาแฟจาก Bogota เมืองหลวงของโคลอมเบียกา บอกว่า แผนฟื้นฟูป่าไม้และการที่ราคาปุ๋ยปรับขึ้นอย่างรวดเร็วเป็นตัวแปรสำคัญที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ปริมาณผลผลิตมากกว่าเรื่องฝน
เมื่อเร็ว ๆ นี้ องค์การกาแฟสากลได้ปรับลดประมาณการผลผลิตกาแฟทั่วโลกประจำปีเพาะปลูก 2551 / 2551 จาก 7,614 ล้านกิโลกรัม มาเหลือ 7,566 ล้านกิโลกรัม ซึ่งแม้เป็นระดับที่ดีกว่ายอดเก็บเกี่ยวจริงในฤดูก่อนที่ 7,086 ล้านกิโลกรัม แต่ก็เรียกว่าเป็นสภาพที่ย่ำแย่ของผู้ปลูกในแถบอเมริกากลาง โดยฮอนดูรัส เป็นประเทศที่มีการปรับลดเป้าการผลิตเมล็ดกาแฟหนักที่สุด คือ ลดจาก 228 ล้านกิโลกรัมที่ประเมินไว้ในคราวก่อน และเท่ากับผลผลิตจริงในฤดูกาลที่แล้ว ลงมาเหลือ 204 ล้านกิโลกรัมในฤดูนี้
ขณะเดียวกัน ที่อินเดีย นอกเหนือจากปัญหาผลผลิตตกต่ำแล้ว ผู้ผลิตกาแฟที่นี่ก็กำลังเตรียมใจรับกับสภาพความต้องการจากตลาดโลกที่อ่อนตัวลงด้วย
ผู้เชี่ยวชาญคาดว่า ยอดส่งออกในปีธุรกิจที่จะสิ้นสุดลงในวันที่ 30 กันยายนนี้ จะแตะระดับต่ำสุดในรอบ 10 ปี ด้วยตัวเลขระหว่าง 180,000 - 190,000 ตัน ซึ่งน้อยลงจากปีก่อน 14-18%
การที่ยอดส่งออกเมล็ดกาแฟของอินเดีย คิดเป็นสัดส่วนถึง 75% ของผลผลิตกาแฟรวมที่เก็บเกี่ยวได้ในประเทศ ทำให้ผู้เกี่ยวข้องก็ยังหวังว่า สถานการณ์ทุกอย่างจะดีขึ้นนับตั้งแต่ไตรมาส 3/53 ด้วยการคาดการณ์ว่า สภาพอากาศจะเป็นใจมากขึ้น
ติดตาม Global Money ทุกวันจันทร์ - ศุกร์ ใน Money Report เวลา 12.00 น. และ 17.00 น. ออกอากาศซ้ำใน Global Money Weekend ทุกวันเสาร์ เวลา 16.00 น. และ 22.00 น. ทุกวันอาทิตย์ เวลา 19.00 น. ทาง Money Channel